– ๑๗ (ตอนจบ) –
………………

ในไร่กว้างกลางอ้อมกอดของภูเขาสูง ที่นี่ผมได้สัมผัสหลังม้าเป็นครั้งแรก นานนับเดือนที่เคี่ยวกรำฝึกฝนกับอาชาหนุ่มซึ่งเจ้านายมอบให้ใช้งานจนคุ้นเคย ชำนาญบังเหียนและเข้าใจม้า บังคับทิศทางและความเร็วได้ดั่งใจ บางครั้งผมควบม้าคู่กายห้อตะบึงไปด้วยความเร็วจนฝุ่นฟุ้งตลบ

ภาพที่เคยเห็นจากหนังจีนผสานกับจินตนาการและความเป็นจริง สำหรับเหยื่อความโกรธแค้นเกลียดชังที่ถูกม้าสี่ตัวทะยานแยกร่าง ก่อนดวงชีวิตจะมอดดับ รสชาติแห่งความเจ็บปวดทรมานคงพุ่งถึงขีดสุด

ม้าที่ผมนั่งบนหลังไม่เคยแยกร่างใคร ร่างปราดเปรียวของมันทะยานไปในสายลมเปลี่ยว ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่งามตาประดุจอาณาจักรอันเงียบสงบ พืชพันธุ์ที่ถูกเพาะหว่านเมื่อถึงฤดูฝนชูยอดเขียวสดอาบแดดเช้าละมุน ผมบังคับม้าให้ช้าลง ดึงจิตใจคืนสู่ความสงบ

ความเศร้าจากการพลัดพรากคล้ายบาดแผลฝังลึกในจิตใจเรื่อยมา ผมฝันซ้ำๆ ขณะหลับลงในเสียงขับกล่อมของลมหนาว ไหมน้อยยืนยิ้มจากอีกด้านหนึ่งของแผ่นกระจกหนา เป็นภาพหม่นมัวในระยะที่เกือบเอื้อมมือสัมผัส หากถูกกั้นไว้ด้วยม่านแห่งกาลเวลาซึ่งหนาและแข็งแกร่ง ผมมองเห็นเธอเพียงฝ่ายเดียว ไม่อาจเดินเข้าหา หรือยื่นมือฝ่าสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไป ต่อให้ส่งเสียงตะโกนดังแค่ไหนเธอก็ไม่อาจได้ยิน

ภาพนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความฝัน ตลอดเส้นทางพเนจรจากเมืองสู่ภูเขา ผ่านหมู่บ้าน ไร่กว้าง ลำน้ำ หัวเมืองเล็กๆ และการงานไร้หลักแหล่งมั่นคง คืนแล้วคืนเล่าที่ผมไม่อาจฝ่ากระจกกั้นในความฝันซ้ำซาก จนกระทั่งภาพฝันในยามหลับที่คอยรบกวนห่างหายไปกับขวบวัยที่เพิ่มมากขึ้น

ล่วงสู่วัยสี่สิบต้นๆ ผมยังคงรูปร่างผอมบาง บนหัวปล่อยยาว ปลายซึ่งหยักศกงอนขึ้นเหนือหูสองข้างและด้านท้ายทอย หนวดเคราสองสีรกยาวทำให้ดูแก่กว่าวัยไปหลายปี ดวงตาซ่อนนิยายโศกรันทดซ้อนทับกันไว้หลายชั้น

การเดินทางอันยาวไกลของชีวิต ไม่เคยผ่านการสมรส นั่นเป็นเพราะไหมน้อยยังตราตรึงฝังแน่นในความทรงจำ หรือว่า… ผมไม่สามารถสลัดภาพอดีตที่ยังคงฝังลึกและแน่น ไม่ใช่เสียทีเดียว แม้ภาพบนหน้าต่างรถไฟในวันจากพรากยังคงรื้นขึ้นมาสู่ห้วงรำลึกเป็นครั้งคราว ภาพเด็กสาวจมูกเชิดรั้นยังคงสดใสเป็นอมตะ ครั้นเวลาผ่านไป ความยาวนานของชีวิตย้ำเตือนให้ผมตระหนักได้ว่าไม่มีวันได้พบเธออีก และผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยการพบพาน

จดหมายกว่ายี่สิบฉบับที่เธอส่งมา และไม่เคยถึงมือผมอย่างแท้จริง หลอนในความรู้สึกนานเท่านาน มือคู่หนึ่งที่เคยทอผ้าไหม ปะชุนเสื้อผ้า ถักทองานฝีมือ ครั้นพลิกเปลี่ยนมาเขียนจดหมาย ถ้อยคำแห่งหวังที่ส่งไป กลับเหมือนเดินทางสู่ห้วงมืดมิดอันไร้คำตอบ

แม้ภาพในวัยเด็กที่เคยขุดดิน ถูกเฆี่ยนตีและด่าทอจากลุงและป้า งานตรากตรำและการถูกทำร้ายบาดเจ็บ ห่างหายไปคล้ายจะลบเลือน แต่สิ่งที่ฝังลึกอย่างคงมั่น ย้อนหวนคืนสู่จิตใจที่เจ็บช้ำของผมก็คือ ความไร้รัก

รักซึ่งผมไม่รู้วิธีปลูกมันลงในหัวใจ รักจึงยากจะเกิดและงอกงามด้วยการดูแลอย่างทะนุถนอม

ไหมน้อยสอนผมให้รู้ซึ้งถึงสัมผัสแห่งรักอันอบอุ่น นุ่มนวล อ่อนโยน เชื่อมใจสองดวงเข้าด้วยกัน แต่การพลัดพรากซึ่งเป็นเหมือนถูกม้าแยกร่าง หัวใจซึ่งเปี่ยมรักของผมได้แตกสลายไปตั้งแต่บัดนั้น

ในวัยหนุ่มซึ่งพบพานหญิงสาวมากหน้าหลายคน ทั้งรูปโฉมงดงาม เย้ายวน และสัมผัสซาบซ่านรัญจวนใจ แต่ไม่มีสัมผัสไหนที่แทงลึกสู่บึ้งจิตวิญญาณแห่งรักของผมได้อีก

ผมกลายเป็นชายหน้าเฉย ตาเศร้า แม้ในยามที่เขียนบทกวี เล่นดนตรี และขับร้องเพลง

 

ผมเป็นเจ้าของร้านค้าเครื่องดนตรี ซีดีเพลงเก่า ดีวีดีหนังโบราณ โปสการ์ดที่มีคนนำมาฝาก งานฝีมือจากคนในท้องถิ่น และภาพถ่ายนักร้องนักแสดงต่างประเทศ ริมทางรถไฟติดสถานีของอำเภอเล็กๆ ใกล้แยกทางไปสู่จุดท่องเที่ยวหลายแห่ง ผมปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสิบห้าปี ชาชินกับเสียงหวูดก้องของรถไฟและท่วงทำนองของรางเหล็กเบียดบดล้อหมุนที่ผ่านหูผ่านตาไป

ขวบวัยล่วงผ่านเลยไปดั่งสายน้ำ วันนี้ผมเป็นชายหน้าหนวดแซมหงอกวัยห้าสิบห้า เป็นครูสอนร้องเพลงและฝึกท่าเต้นให้กับพวกเด็กๆ นักเรียนย่านริมทางรถไฟ ในช่วงวันหยุดที่ผู้คนละแวกนี้รุมเข้ามามุงล้อม พวกเขาเรียกผมว่าครูหนวด ผมสื่อสารกับทุกคนด้วยเสียงดนตรี ทั้งขับร้องเองและเปิดเครื่องเสียงจากด้านในของร้าน

เด็กๆ แต่ละคนผลัดกันโผเข้าหาอ้อมกอด ดวงตาคู่เล็กของพวกเขาฉานประกายเปี่ยมสุขยามที่ร่วมกันขับขานบทเพลง เคล้าประสานเสียงดนตรีซึ่งก้องกังวาน ตาซึ่งเคยเฉยนิ่งของผมพลอยเชื่อมประกายแวววาวขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มชื่นบานและสุขสงบ

ผมสวมกอดเด็กตัวน้อยๆ เหล่านั้นด้วยวงแขนและหัวใจ ส่งความปรารถนาดีผ่านทุกสัมผัสดัวยความรักอันพิสุทธิ์

ยามใกล้ค่ำในวันที่ร้างกลุ่มเด็กๆ ผมจะนั่งบนเก้าอี้พร้อมกีตาร์โปร่ง ดีดและขับขานบทเพลงพร้อมทอดสายตาไปยังรางเหล็กที่ทอดขนานกันสู่จุดหมายในอีกขอบฟ้า นานๆ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหยิบไวโอลินในร้านมาเติมสีสันให้กับถนนดนตรี ท่ามกลางเสียงลมหนาวแผ่วคราง และม่านใบเมเปิลที่ถูกสลัดร่วง

ผมสวมหมวกไหมพรมซึ่งอายุเก่านานไปพร้อมความหลัง ผ้าพันคอผืนเดิมหวนกลับมาให้ความอบอุ่นทุกปีตลอดช่วงฤดูหนาว

ท่วงทำนองบทเพลงข้างในที่ขับขานกล่อมสำนึก ดวงตาแฝงยิ้มของผมทอดมองออกไป ขบวนรถไฟก็เป็นเช่นเดียวกับสายน้ำ มันผ่านเลยไปไม่เคยหวนกลับมาอีก แม้ขบวนเดิมจะย้อนสู่เส้นทางและรางเก่าที่ทอดขนาน แต่เรื่องราวต่างๆ ไม่เคยถูกเล่าซ้ำลงในชีวิตของผู้โดยสาร

การจากพรากที่ผ่านเลยไปแล้ว ไม่เคยหวนกลับเช่นเดียวกัน

***************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here