– ๑๖ –
………………

ผมได้งานรับจ้างเข็นของในตลาดสด เริ่มงานแต่เช้ามืดไปจนถึงเที่ยงวัน ทุกวินาทีที่ผ่านชีวิตไป ใจผมจดจ่ออยู่กับผนังป้อมยาม ในความวาดหวังที่ไม่เคยสูญสลาย จดหมายของไหมน้อยรอผมอยู่ที่นั่น และผมคว้าไว้ได้ก่อนที่จะถูกมือซึ่งไม่หวังดีนำไปทำลายทิ้ง

แม้สกปรกมอมแมมไปตลอดหัวจรดเท้า ผละมือจากคันรถเข็นแล้วผมไม่ยอมเสียเวลาอาบน้ำ ตกบ่ายผมนั่งรถเมล์แล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างมายังโรงงานเทียนไข มองผ่านซี่กรงประตูไปยังแผ่นไม้กระดาน ก้มหน้าลงถอนหายใจทุกครั้งที่พบความว่างเปล่า

ดักรอพี่แดงที่ร้านขายของชำ พยายามอยู่หลายวันกว่าได้พบ ครั้นแล้วรอยยิ้มแห่งหวังก็จางหายไปจากใบหน้าของผมหลังได้คำตอบ

“กูพยายามแล้วนะ ออกมาดูให้ทุกบ่าย แต่ไม่เคยเจอจดหมายที่ส่งถึงมึงอีกเลย”

ผมคอตก พูดเสียงเบา “พี่แดงดูให้ผมอีก ต้องมีมาสักวันหนึ่ง อย่าปล่อยให้ไปอยู่ในมือเฮียคุง”

อีกสามสี่ครั้งที่ผมแวะเวียนมาดักรอ ทว่า… พี่แดงไม่เคยมีคำตอบอื่น

…ไม่มีจดหมายมาถึงผม

ไม่มีมาเลย

วันสงกรานต์ผมหยุดรับจ้างเข็นของ พาร่างเปียกน้ำและคราบแป้งที่พวกเด็กๆ รุมทึ้งตามรายทางมาซ่อนตัวดักรอไหมน้อย พรางตัวกับป่าหญ้าอีกฟากซอย ตาจ้องเขม็งไปยังหน้าโรงงาน จากเช้ายันค่ำผมขดตัวอยู่ในพงหญ้ารอคอยด้วยความอดกลั้น

โรงงานเทียนไขปิดเงียบ ไม่มีใครเดินผ่านสายตาผมไป ไม่ว่าพี่แดง พี่ทุเรียน เฮียคุง หรือโขน

 

ทำงานเก็บเงินได้มากพอเป็นค่าเดินทาง พาตัวเองพร้อมกระเป๋าใบเล็กขึ้นไปเป็นผู้โดยสารรถไฟชั้นสาม ขดตัวบนม้านั่งแข็งกระด้างขณะหวูดดังก้องพร้อมเสียงล้อเหล็กบดราง ผมนั่งอยู่ในท่าเดิมจนกระทั่งรถไฟขบวนยาวเหยียดห้อตะบึงฝ่าความมืดของท้องทุ่ง หลับและสะดุ้งตื่นหลายรอบกว่าแสงรำไรจะแต้มขอบฟ้า สถานีจังหวัดอันเป็นจุดหมายใกล้เข้ามา

นอกจากชื่อจริงของไหมน้อยแล้ว ผมลืมถามแม้กระทั่งอำเภอที่เธอจะต่อรถโดยสารอีกทอดไปจากสถานีรถไฟ รวมทั้งหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านหลังน้อยยืนเคียงสวนหม่อน

ถึงกระนั้นผมก็ยังแอบหวังกับโชคชะตาที่อาจเป็นใจ พลังแห่งรักผลักเธอมายืนอยู่ที่ชานชาลา ตรงที่ซึ่งผมมองผ่านหน้าต่างออกไปแลเห็นมือที่โบกไหวๆ หรือหากต้องเสี่ยงชีวิตกระโจนออกนอกหน้าต่าง ตอนที่เห็นสวนหม่อนและบ้านหลังน้อยริมท้องทุ่งผมก็ไม่ลังเล

รถไฟพาผมแล่นผ่านเลยไปจนถึงวารินชำราบ เกินเลยจากค่าตั๋วซึ่งเจ้าหน้าที่มาขอตรวจเพียงครั้งเดียว สิ้นสุดเส้นทางจะไปต่อ ผมเดินลงจากขบวนรถพาตัวเองไปเค้เก้บนม้ายาว รอรถไฟอีกขบวนกลับทางเดิมพาเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย

น้ำค้างหนาวและความเปล่าเปลี่ยวในเมืองใหญ่ผ่านชีวิตผมไป สมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวจารึกบทกวีแห่งความร้าวราน หัวใจที่ไร้รักคล้ายหวนคืนเรือนเหย้าของมันอีกครั้ง และอาจสิงสถิตเนิ่นนานตราบจนปลายทางสุดท้ายของชีวิต

ผมได้งานกับค่ายมวยเล็กๆ ที่หัวหน้าเป็นนายทหาร เก็บกวาดเวทีหลังการฝึกซ้อมของนักมวยในค่าย ซักผ้าขนหนู เสิร์ฟน้ำ และเป็นกระสอบทรายเคลื่อนที่ให้คนอื่นชกต่อยเอาฝ่ายเดียว

เป็นคู่ปล้ำให้นักมวยที่ตัวเล็กกว่าฟัดเหวี่ยง และเลือกชกเลือกต่อยเพื่อฝึกฝนความแม่นยำของแม่ไม้มวยไทย ในวินาทีที่ความขมขื่นอาบทับท้นหัวใจ ผมชกสวนออกไปหมัดเดียวแท้ๆ เสยปลายคางนักมวยร่างเล็กอนาคตไกลของค่ายล้มหัวฟาดพื้นสงบเหมือด

ผู้พันหัวหน้าค่ายลากตัวผมไปลงทัณฑ์ด้วยความโกรธ ทั้งกระทืบและระดมหมัดเท้าเข่าศอกอย่างเมามัน “ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต มึงจะไปไหนก็ไป คนแบบมึงเลี้ยงไม่ได้”

ผมหิ้วกระเป๋าออกจากค่ายมวยพร้อมร่างกายที่เกือบแตกร้าว เดินโซเซไปตามถนนลูกรัง ยังไม่ทันโบกรถโดยสาร  วัยรุ่นกลุ่มใหญ่กว่าสิบคนรุมล้อมเข้ามา หนึ่งในนั้นก็คือนักมวยร่างเล็กที่ผมชกสวนออกไปจนเขาสลบกลางอากาศ

ผมรู้สึกตัวอีกครั้งกลางป่าหญ้าชื้นน้ำค้าง เจ็บระบมไปทั่วร่าง หัวปริ คิ้วแตก ปากเจ่อ ตาปิดไปข้างหนึ่ง ขาและแขนเขียวช้ำ ลุกยืนได้แล้วผมพาตัวเองโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

ผ่านงานแบกหามระยะสั้นอีกสองสามแห่งก่อนพบตัวเองพร้อมกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กที่ซอยบุปผาสวรรค์ ผมสมัครงานกับวงดนตรีลูกทุ่ง หัวหน้าวงเป็นนักร้องสาวดาวรุ่งที่เพิ่งอัดแผ่นเสียงเจื้อยแจ้วผ่านคลื่นวิทยุเอเอ็ม เพียงสามสี่เพลง และหนึ่งในนั้นโด่งดังฮิตติดอันดับ ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมคาย และอยู่ในวัยที่เหมาะสม ผู้จัดการวงรับผมไว้ทำงานโดยไม่สอบถามถึงความสามารถ

บ่าและหลังที่บรรทุกเครื่องดนตรีวันแล้ววันเล่าล่ำสันขึ้นเป็นลำดับ แล้วการฝึกฝนอย่างหนักของครูผู้สอนส่งผมขึ้นไปร่ายรำบนเวที เรือนร่างอ้อนแอ้นของหางเครื่องสาวผ่านอ้อมแขนของผมไปราวกับใบไม้ในสายลม

ทุกครั้งที่กุมมือหางเครื่องสาว รอยคมกรรไกรบนอุ้งมือของไหมน้อยผุดขึ้นในห้วงนึก พร้อมคราบน้ำตาในวันจากพรากบนท่อนแขน

บางวันฝึกร้องเพลงลูกทุ่ง ครูผู้สอนส่ายหน้าทุกครั้งที่ผมลืมเอื้อนและลงลูกคอ เขาบอก “เอ็งเสียงนุ่ม ทุ้ม และมีกังวาน ต้นทุนทางเสียงใช้ได้ แต่ร้องแข็งเกินไป ห้วน กระชาก ขาดอารมณ์เพลง ฝึกให้ตายก็ไร้อนาคต เต้นหางเครื่องต่อไปน่ะดีแล้ว”

ผมรอนแรมไปกับวงดนตรีหลายหัวเมือง ผ่านงานวัดและโรงภาพยนตร์ที่เลยลับเป็นความหลังตลอดกาล เช่นเดียวกับโรงแรมที่พัก แค่เพียงคืนเดียวที่ล้มตัวนอนและลุกตื่นเก็บข้าวของจากลา พักวงช่วงหน้าฝน หัวหน้าวงสาวสวยเตรียมเก็บตัวออกเพลงใหม่

ผิวพรรณของผมขาวสะอ้าน เรือนร่างผอมเพรียวแต่อัดแน่นด้วยมัดกล้าม ผมยาวปรกหูถูกดัดตรงด้วยน้ำยาของช่าง ยิ้มบนมุมปากเหมือนรูปปั้นที่ไร้ชีวิตชีวา แววตาเรียบเฉยเหมือนบึงสงบ

ผมดักรอพี่แดงจนพบแกในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านขายของชำ

“ไม่เคยมีมาเลย”  แกหมายถึงจดหมายจากไหมน้อย

“ช่วงสงกรานต์ ไหมน้อยมาที่โรงงานหรือเปล่าพี่แดง” ผมถาม

พี่แดงหลบตาที่ผมจ้อง อึกอักในคำคอ ก่อนเค้นเสียงตอบ “ไม่เห็น ไม่มีมานี่”

ผมรอจนถึงค่ำคืนที่ความมืดโรยตัวห่มเมือง เป็นวันที่ผืนฟ้ามัวหม่น หมู่เมฆลอยต่ำแล้วฝนก็ตกปรอยๆ ตอนที่โหนตัวผ่านกำแพงเข้าสู่ภายในโรงงาน กลิ่นยาสูบโชยมากับสายลมอ่อนๆ ผมแลเห็นประกายแดงวาบๆ ทางความมืดตรงหน้าบันไดตึก ผมแอบอยู่หลังโคนต้นเขียวเสวย มีดแหลมคมวาวต้องแสงไฟจากยอดเสาหน้าโรงงาน

หมาป่าเปลี่ยวในทุ่งหญ้าที่หลงทางเข้าเมืองใหญ่ บ่มเพาะไว้ทั้งความเกลียดชังและบาดแผลของชีวิต นัยน์ตาที่แฝงความอ้างว้างตลอดมาแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย

นาทีนี้ผมพร้อมจะจ้วงแทงมีดออกไป หากเกิดการปะทะและต่อสู้กัน และผมก็พร้อมจะทอดร่างสงบลงบนพื้นซีเมนต์ของโรงงานที่จดหมายส่งมาไม่ถึงมือผู้รับ

เฮียคุงนั่งเหยียดขาไปตามชั้นซีเมนต์ ขวดเหล้าแบนวางอยู่ข้างกาย มือขาวคีบบุหรี่ ร่างผมเปียกโชกไปแล้วขณะเข้าแอบซ่อนตัวกับต้นเสา รอจนกระทั่งแกขยับลุกขึ้น เคลื่อนก้าวและหันหลังให้ผมค่อยปรี่เข้าประชิด คมมีดจ่อเข้าที่คอ กระชากปืนพกออกจากเอว ดันร่างแกไปถึงหน้าบันได แล้วใช้แรงทั้งหมดบังคับให้แกนั่งลง

แกพยายามขัดขืน และส่งเสียงฮึดฮัด คมมีดที่จ่อคอบังคับให้แกยอมตาม ผมถอนคมมีด หยิบปืนขึ้นมา

“ผมเองเฮีย…” ผมพูดและจ้องหน้าแกตรงๆ แสยะยิ้มที่มุมปาก ทั้งมีดและปืนพร้อมจะปลิดชีวิตแก ผมยิงปืนได้ ใช้มีดเป็น ข้อลำแข็งแกร่ง และปราดเปรียวประดุจเสือชีตาร์

“ผมแค่แวะมาถามสักสองสามคำ ผมไม่ทำอะไรเฮียหรอก แค่ตอบคำถามผมตามตรง”

ตาของแกแดงก่ำ อาจผสมรวมไว้ทั้งฤทธิ์เหล้าและความโกรธ หมัดที่เกร็งแน่นพร้อมจะต่อยสวน เท้าสองข้างรอจังหวะจะผุดลุกขึ้นและปรี่เข้าหา

ผมขยับปลายมีด “ผมไม่ทำอะไรเฮีย ผมแค่ขอความแน่ใจ เฮียตอบผมมา มีจดหมายมาถึงผมบ้างไหม”

“มี มีสิ” แกตอบพลางถุยน้ำลายรดพื้น

“เฮียเอามาให้ผม” ผมเน้นเสียงเข้ม “ได้จดหมายแล้วผมจะไป”

แกแสยะยิ้ม ยกท่อนแขนปาดเช็ดน้ำลาย “ข้าทิ้งลงเตาไปหมดแล้ว”

มือที่ถือมีดของผมสั่นเล็กน้อย “ทั้งหมดเลย”

“ใช่” ตากร้าวของแกตวัดมองปลายมีด ขณะที่ผมเสียบปืนไว้ที่เอว

“ทั้งหมดเลย”

“ใช่ ยี่สิบกว่าฉบับ มีโทรเลขด้วยอีกสี่ห้าใบ”

“ฉบับสุดท้ายมาถึงเมื่อไหร่”

“น่าจะเกือบสามเดือนที่แล้ว และไม่มีมาอีก”

“ไม่มีมาอีก”

“ใช่ ไม่มี”

ผมขยับเข้าหาแกช้าๆ พร้อมมีดในมือซ้าย กะระยะได้เหมาะแล้ว ผมขยับไหล่แล้วตวัดหมัดขวาชกปลายคางของแกเต็มแรง

ผมคว้าด้ามปืนชักออกจากเอวแล้ววางไว้ข้างๆ ร่างเหยียดยาวหน้าบันได เก็บมีดแล้วหันหลังโหนตัวปีนต้นมะม่วงลอยผ่านกำแพงสู่ความมืดข้างนอก

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเจอหน้าเฮียคุง

 

ในอีกสองเดือนต่อมา หลังการรอนแรมไปกับชีวิตที่เปลี่ยวร้าง เปลี่ยนงานที่อาศัยยังชีพไปแทบทุกเดือน ผมย้อนกลับมาย่านบางพลัดอีกครั้ง โรงงานเทียนไขและบ้านพักริมบึงเหลือเพียงเถ้าถ่านและซากหักพังจากเพลิงที่โหมไหม้

ป้อมยามและบ้านเลขที่ซึ่งใช้รับจดหมาย แปรสภาพเป็นเถ้าถ่านปลิวหายไปกับกระแสอันกราดเกรี้ยวของลมกลางฤดูฝน

***************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here