– ๑๔ –
………………

ผมนั่งรถเมล์ผิดสายหลงทางไปไกล กว่าจะหาคันที่ผ่านสนามหลวงกลับมาเริ่มตั้งหลักได้ก็เกือบสี่ทุ่ม ถึงหน้าปากซอยเข้าโรงงานผมเดินเท้าไปช้าๆ ด้วยความรู้สึกหนาวในอก และเปล่าเปลี่ยวในดวงชีวิต ไออุ่นและความสุขที่เคยสัมผัสใกล้ชิดเหมือนพรากจากไปชั่วกาล

พรุ่งนี้ตื่นเช้าขึ้นมาทำงานหน้าเตา ไม่มีดวงตาคอยจ้องมองจากโต๊ะห่อเทียน และบนหน้าต่างห้องพักคนงานหญิง ไร้ซึ่งรอยยิ้มที่คอยส่งผมเข้านอน

นานแค่ไหนกว่าไออุ่นแห่งรักจะหวนคืน ผมเพิ่งรู้ และเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่ายามที่ใครรอคอยคนรักที่พรากจากไป ชีวิตนับเป็นนาที เนิ่นช้า ยาวนาน และทรมานราวกับคนขาดอากาศหายใจ

ผมรักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่ามันค่อยๆ ซึมซับมากับสัมผัส ไม่ว่ามือที่จับกระชับ อ้อมแขน ไออุ่น และความผูกพันที่มากขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะรู้ว่าผมรักเธอมากขนาดนี้ก็ในวันพรากจากกัน

ผมเดินไปข้างหน้าเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ ประหนึ่งซากชีวิตที่เพิ่งถูกม้าแยกร่าง เป็นเงาตะคุ่มเดียวดายในซอยเปลี่ยวอันทอดยาว ผ่านความมืดและแสงสว่างหลายช่วงกว่าจะมาถึงหน้าโรงงาน ผมเดินผ่านไปโดยไม่ให้ความสนใจว่า ในยามนี้เฮียคุงนั่งจิบเหล้าอยู่ใต้ต้นมะม่วง หรือสูบบุหรี่แดงวาบข้างป้อมยาม หรือแกเข้าไปนอนฝันหวานในห้องปรับอากาศ

เลาะเงียบริมป่าหญ้า แหงนมองสูงขึ้นไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิท อวลแห่งความหนายะเยือกห่มคลุมข้างในอีกครั้ง

ไม่มีอีกแล้วดวงดาวที่เคยใสส่อง เหลือไว้เพียงกลุ่มเมฆและความมืดบนท้องฟ้าไร้จุดจบสิ้น และค่ำคืนแห่งชีวิตที่อาจเหน็บหนาวยาวนาน

ผมยืนลูบไล้ไปตามท่อนแขนของตัวเอง อายกลิ่นและคราบน้ำตาที่ไหมน้อยทิ้งไว้รื้นภาพนาทีสุดท้ายแห่งการจากพรากขึ้นมาอีก

บ้านพักปิดไฟเงียบ ผมผลักประตูเปิดอย่างแผ่วเบา แสงสว่างที่สาดผ่านหน้าต่างมุ้งลวดกระทบที่นอนของจ้อย หมอน ผ้าห่ม และกองเทปเพลงที่เขาชอบฟังอยู่ครบ ทว่า… ไร้เงาคนเป็นเจ้าของ

ผมเปิดไฟสว่าง นิ่งคิดถึงเหตุผลที่จ้อยหายไป บ่ายถึงค่ำที่ผ่านมาเขารับภาระที่ผมทิ้งไว้ให้ หนักและเหนื่อยเกินไปจนทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงที่จะถ่อสังขารกลับบ้านพัก หรือว่า… เขาย้ายไปนอนร่วมกับคนอื่นๆ ในห้องคนเทเทียน

นับแต่วันแรกที่เขามาทำงาน จ้อยนอนห้องนี้คนละมุมกับผม ตื่นพร้อมๆ กันโดยที่ผมเป็นคนปลุกตอนเช้ามืด คืนนี้เขาคงรอผมกลับมาจนล่วงสู่ยามดึก ความกังวล บวกกับที่ไม่เคยนอนคนเดียว เขาอาจย้ายไปคุยกับเพื่อนๆ และนอนในอีกห้องหนึ่ง

เป็นครั้งแรกที่ผมไม่อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและล้มตัวลงนอน คราบน้ำตาของไหมน้อยยังทิ้งคราบพร้อมอวลกลิ่นจางๆ ไว้บนท่อนแขน ผมอยากเก็บสิ่งนี้ไว้ให้นานที่สุด เป็นความเศร้าแสนชื่นบานลึกๆ ที่ผมอยากกอดและเก็บไว้

เบิกตาโพลงในความมืด ภาพขบวนรถไฟที่แล่นห่างออกไป ร่างเล็กๆ พร้อมเรือนผมปลิวสยายบนช่องหน้าต่างเหมือนฝังลึกอยู่ในดวงตา พร้อมความรู้สึกที่เหมือนถูกม้ากำยำสองตัววิ่งแยกร่าง ผมพยายามปิดเปลือกตา ไม่นานหมอนทั้งใบก็ชื้นด้วยหยาดหยดแห่งความอาลัย

หลับลึกและฝันราวเกิดขึ้นจริง ผมสวมกอดไหมน้อยไว้ในวงแขนกระชับมั่น จูบที่แก้มอิ่ม ได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้น และใบหน้าที่ผวาเข้าซบแน่นอยู่บนอกสั่นเทาเหมือนลูกนกในสายฝน

ผมพร่ำบอกเธอด้วยเสียงของหัวใจ “เราจะไม่มีพลัดพรากจากกันอีก”

ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากและทุกข์เศร้าอย่างไร เราจะฟันฝ่าไปด้วยกัน เคียงข้างเป็นคู่ชีวิต ไม่มีม้าทมิฬจากไหนจะสามารถแยกร่าง

 

หกโมงเช้าเศษๆ ผมเดินผ่านช่องประตูบานเล็กซึ่งเปิดไว้แล้ว ป้อมยามเงียบเชียบ ประตูอาคารก็เปิดไว้เช่นเดียวกับวันทำงานปกติ วินัยดีเยี่ยมเรื่องนี้ไม่ว่าเฮียคุงหรือพี่แดงยึดถืออย่างเคร่งครัดในระยะหลังๆ ผมเดินทะลุถึงในส่วนของโรงงาน กรุ่นควันหน้าเตาลอยขึ้นเป็นสายต้องแสงสว่างที่สาดผ่านช่องหลังคาพลาสติกใส แรกผมนึกชื่นชมจ้อยในความรักงาน ใส่ใจรับผิดชอบ ตื่นเช้าเพราะเกรงหัวหน้าจะกลับช้า ครั้นกะพริบตาถี่ๆ มองเห็นเงาร่างอวบอ้วนข้างเตาแล้ว ผมตรึงเท้าสองข้างไว้กับพื้นซีเมนต์

…เฮียเคี้ยง

เงาเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังเพรียกความสนใจ ผมหันไปมอง เฮียคุงพร้อมร่างเล็กๆ ของโขนเดินตามกันเข้ามา แล้วมือหนักๆ ของเฮียคุงก็ดันแผ่นหลังของเจ้าหนุ่มร่างกะทัดรัดไปยังหน้าเตา

เฮียคุงหันมาสบตาผมแวบหนึ่ง แกแสยะยิ้ม ขยับก้าวเดินเข้าหา “เอ็งผละงานไปโดยพลการ ตอนนี้เถ้าแก่ให้ไล่เอ็งออกแล้ว”

ผมพยายามตั้งสติมั่น ไม่โกรธกับถ้อยคำของเฮียคุง ไล่ออก… ดูเหมือนะจะง่ายเกินไป และความผิดของผมก็เหมือนจะเบาเกินไป

“ผมโทรคุยกับเถ้าแก่ก่อน” ผมว่า

เฮียคุงยืนเท้าสะเอวพูด “เก็บเสื้อผ้าแล้วไปหาเถ้าแก่ที่ร้านเลย คิดเงินส่วนที่เหลือ”

“เถ้าแก่สั่งมาหรือเฮียตัดสินใจเอง” ผมถาม

“ข้านี่แหละสั่ง ข้าตัดสินใจเองได้” เฮียคุงเค้นเสียงหนักแน่น

“กับการผละงานไม่กี่ชั่วโมงนี่นะ” ผมจ้องหน้าแกตรงๆ

“เอ็งดูนั่น” แกชี้ไปยังหน้าถังแยก “ดูซะให้เต็มตา”

แนวขี้ผึ้งที่หกเรี่ยราดบนพื้นซีเมนต์แข็งตัวเป็นคราบ ไม่ใช่ไหลออกจากถังแยกใบใดใบหนึ่ง ระหว่างโขดสูงและแนวราบทิ้งช่องว่างเอาไว้ พร้อมรอยลื่นไถลเป็นทางยาว

“จ้อย…” ผมอุทาน

เฮียคุงผงกหัวพร้อมยิ้มเยาะ “ลูกน้องเอ็งลงไปนอนทอดไข่อยู่ตรงนั้น และตอนนี้นอนห่อผ้าขาวอยู่ที่โรงพยาบาล…”

จ้อย… ผมขบฟันเรียกชื่อเพื่อนร่วมงานในใจด้วยสีหน้าเจ็บปวด เขาพลาด… หรือผมที่ผิดไป ตักน้ำเทียนใส่กระป๋องจากระทะถ่ายใส่ถังแยกคนเดียวรอบแล้วรอบเล่า เหนื่อยแทบขาดใจ แข้งขาอ่อน แขนสองข้างล้า ความไม่รอบคอบจึงไม่ทันสังเกตเห็นหยดขี้ผึ้งเหลวๆ บนพื้น วางทาบเท้าลงแล้วลื่นไถล กระป๋องน้ำเทียนที่ยังเดือดปุดๆ หิ้วติดมือ หรืออาจเป็นตอนที่เขายกกระป๋องขึ้นสูงแล้วเสียหลักลื่นล้ม

“ทิ้งงานไปโดยพลการ ไม่บอกกล่าวกับคนที่ดูแล เป็นเหตุให้คนอื่นได้รับอุบัติเหตุ เถ้าแก่สั่งมาให้ไล่ออก” เฮียคุงย้ำ

จ้อย… ผมกำหมัดและขบฟันแน่น

เฮียคุงกำชับ “เอ็งไปเก็บเสื้อผ้าแล้วออกจากบ้านพักไปซะ ให้เวลาสิบนาที”

“ผมต้องโทรถามเถ้าแก่” ผมพูดพร้อมสืบเท้าไปอีกทางหนึ่ง เฮียเคี้ยงที่ยืนอยู่หน้าเตาเคลื่อนไหวร่างอุ้ยอ้าย ขาขวาซึ่งดามเหล็กเอาไว้ข้างในเซเล็กน้อยก่อนถึงกองกระสอบขี้ผึ้ง แกจ้องมองผมที่ก้มคว้าของชิ้นหนึ่งติดมือขึ้นมา แทนที่จะเป็นแผ่นขี้ผึ้งกลับเป็นก้อนอิฐ ผมกำไว้ วกกลับมุ่งหน้าสู่อีกด้าน ผมตั้งใจตรงไปยังห้องคุณพิชัยเพื่อจะโทรถามเถ้าแก่

เฮียคุงยืนขวางไว้ มือกุมด้ามปืนพบที่เอว กลุ่มคนเทเทียนทั้งห้ามาถึงพอดี ตามด้วยพี่แดงซึ่งยืนหน้าตื่นขณะจ้องมาที่ผม

ความเศร้าจากการพลัดพรากเหมือนคีมเหล็กที่บีบหัวใจ ลงน้ำหนักอย่างไม่ราข้อและประนีประนอม ภาพเพื่อนร่วมงานซึ่งถูกขี้ผึ้งหลอมละลายด้วยความร้อนอาบไปทั่วทั้งตัว สุมทับด้วยเหตุที่ต้องออกจากงานอย่างไม่คาดคิด รุมเร้าและสุมทับประดังเข้ามา ร่างผมโงนเงนเล็กน้อยประหนึ่งต้นสนเปล่าเปลี่ยวในแรงพายุที่โหมกระหน่ำ

ก้อนอิฐถูกส่งจากมือผมด้วยความเร็วและแรง กระทบเทียนที่แห้งแล้วบนฐานขาดออกจากกัน หน้าตาผมบิดเบี้ยวและแดงก่ำด้วยความเกรี้ยวโกรธ ขบกรามและกำหมัดแน่น ทันทีที่เหลือบไปเห็นปืนพกที่ถูกชักออกมา ผมโผพุ่งเข้าหาราวตอร์ปิโดบก ร่างสูงใหญ่ของเฮียคุงล้มกลิ้งไปด้วยกัน ปืนหลุดจากมือกระเด็นไปบนพื้น ขณะที่เฮียคุงยังกุมหน้าท้องที่ถูกหัวผมพุ่งชน ผมลุกขึ้น เตะปืนบนพื้นลอยไปซุกใต้แท่นเทเทียน

สายตาทุกคู่จ้องมองผมพร้อมอ้าปากค้าง แม้แต่พี่แดงซึ่งขยับปากอ้ากว้างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอด

ก่อนผมจะเดินผ่านหน้าห้องคุณพิชัย และออกสู่สนามหญ้า เสียงเฮียคุงตะโกนตามหลัง

“มึงอย่าได้แหลมเข้ามาในบริเวณโรงงานนี้อีก เจอเมื่อไหร่กูยิงมึงได้ทันที”

***************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here