-๖-
………….

สุพรรณิการ์ยังนอนสงบอยู่ในท่าเดิม ผ้าคลุมร่างผืนเดิม ในห้องชุดส่วนที่เธอเคยนั่งเล่นและนอนดูโทรทัศน์ขนาดหกสิบตารางเมตร เงียบสงบไร้วาจาที่จะกล่าวขานออกไป ดวงตาของเธอปิดสนิท มีเพียงเส้นผมกับเล็บมือเล็บเท้าและขนจมูกเท่านั้นที่ยังงอกยาวเรื่อยไป

เธอย่อมไม่อาจได้ยินกระแสเสียงของใครหลายคนที่กล่าวถึง แม้แต่ในที่ประชุมเจ้าของร่วมรอบสองซึ่งเกิดปะทะคารมกันอย่างดุเดือด เจ้าของร่วมซึ่งต้องการขายห้องชุดรวมพลยกโขยงมากันพร้อมหน้า นอกจากนั้นยังชักจูงเจ้าของร่วมอิสระอื่นๆ ให้เข้าร่วมประชุม พร้อมโน้มน้าวให้เห็นด้วยกับแนวความคิดของตน เราต้องช่วยให้เขาได้ออกไปจากตึกโดยเร็ว ขืนช้าไปเป็นเดือนหรือสองเดือน ต่อให้ฉีดน้ำยาดองศพเข้าไปกี่ลิตรก็ไม่มีทางเอาอยู่ คุณจะนอนหลับตาได้ลงหรือ หากมีน้ำเหลืองหยดไหลลงมาชั้นล่าง แล้วส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วตึก ถึงตอนนั้นคุณก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ แล้วคุณจะขายให้ใครไปได้ในสถานการณ์แบบนั้น

ห้องชุดต่างขนาดและราคารวมทั้งหมดสองร้อยสามสิบสองยูนิต (นับรวมกับห้องชุดของสุพรรณิการ์ไปด้วย) เจ้าของร่วมซึ่งต้องการขายร่วมกับอิสระเจ้าอื่นๆ มากันไม่ถึงห้าสิบ ขณะเจ้าเก่าซึ่งเป็นนอมินีเจ้าของโครงการระดมสรรพกำลังมากันครบทั้งหกสิบราย หนึ่งในนั้นเป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายขายซึ่งยังทำงานร่วมกับเจ้าของโครงการ และมีตำแหน่งสูงในบริษัทสร้างบ้าน วันนี้หล่อนตั้งใจมาร่วมประชุม สาวใหญ่วัยสี่สิบหกแผดเสียงก้องเหมือนว่าอาคารทั้งหลังยังถูกครองครองด้วยเจ้าของโครงการ ไม่ได้เปลี่ยนมือไปตามสัญญาซื้อขาย

“เจาะผนังที่ช่างเดิมทำไว้อย่างดี เสริมเหล็กเส้นแน่นหนา ออกแบบอย่างประณีต เจาะแล้วใครรับประกันได้ว่าช่างที่มาทำใหม่จะสามารถซ่อมแซมได้ดีเหมือนเดิม ฉันว่าไม่มีทาง นอกจากจะทำให้ตึกมีตำหนิน่าเกลียด”

อรพรรณ นิลเขียว ทุกคนในที่ประชุมต่างรู้สถานะของหญิงผู้นี้ หล่อนมาในฐานะเจ้าของร่วมซึ่งมีสิทธิ์ออกเสียงเพียงหนึ่งเสียงในนามก็จริง หากอำนาจการครอบงำควบรวมไปถึงอีกห้าสิบเก้านอมินี แถมยังขยายไปควบคุมทั้งภมร สมเจตต์ แม่บ้าน ช่างซ่อมบำรุง และพนักงานรักษาความปลอดภัยทุกคน

แม้คำพูดของหล่อนจะดูดีมีเหตุผล แต่ฝ่ายที่ต้องการขายห้องชุด และที่เป็นกังวลกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของผู้ตายก็พยายามชี้ให้ถึงความจำเป็น

“ฉันจะอยู่อย่างไรถ้าศพขึ้นอืด แล้วส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ให้เขาเอาศพออกทางโรงแรมมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว กิจการตรงนั้นแพงกว่าคอนโดทั้งหลังของเราไม่รู้กี่สิบเท่า”

สาวใหญ่วัยสี่สิบหกซึ่งลูกน้องเรียกหล่อนว่าพี่ติ่ง ตวัดมองเจ้าของเสียงแย้งด้วยหางตา

“มันไม่ใช่ปัญหาของพวกคุณนี่ ญาติผู้ตายต่างหากที่จะต้องหาทางแก้ไข ถ้าเอาศพออกประตูปกติไม่ได้ เขาก็ต้องหาทางออกเอาเอง”

อีกเสียงแย้งกลับ “หาทางยังไง ถ้าไม่เจาะกำแพงตึก”

อรพรรณขยับลุกขึ้นยืน “ก็ให้เขาตัดศพออกเป็นชิ้นส่วนไง ไอ้ที่ว่าใหญ่เท่ารถยนต์ก็เล็กลงไปได้เอง แล้วก็บรรจุลงกล่องเล็กๆ หิ้วออกจากตึกไปทีละกล่องหรือยัดใส่ถุงดำก็ทำได้ไม่ยาก”

สมพลกับแม่บ้านนวลและช่างซ่อมชื่อชิตยืนฟังอยู่ทางด้านไกล ต่างนิ่งอึ้งกับความเห็นสุดท้ายของอรพรรณ ขณะที่เจ้าของร่วมกำลังทยอยกันลงคะแนนเสียง สมพลขยับเดินไปยังประตูอาคาร แกไม่ได้รอผลคะแนนที่จะออกมา เช่นเดียวกับเจ้าของร่วมปกติอื่นๆ ที่เดินไปลงคะแนนทั้งๆ ที่รู้ดีว่า พวกเขาเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยที่ไร้ความหมาย

ผ่านไปสัปดาห์เศษ สุพรรณิการ์ยังทอดร่างสงบนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่รับรู้แสงแดดที่สาดส่องกระทบบานเกล็ดกระจกใสและริมระเบียง ไม่ได้ยินเสียงลมที่พัดทักทายสวนหย่อมริมสระน้ำ และที่ปลิดช่อดอกไม้ประดับปลิดโปรย ถึงช่วงเที่ยงวันเมื่อจักจั่นประสานเสียงร้องราวกับออเคสตร้าวงใหญ่ เธอก็ยังนอนสงบไม่รู้สึกรู้สาต่อสรรพสำเนียงใดๆ จนกระทั่งตกค่ำ ความมืดค่อยๆ สยายร่างแหห่มคลุมทั้งตัวอาคารแปดชั้น และเมืองอันกว้างใหญ่ เธอก็ไม่ได้ตื่นตากับแสงสว่างของไฟราตรีที่ผุดพรายขึ้นมาร่วมกับคนอื่นๆ

เธอไม่รับรู้แม้กระทั่งคำกล่าวอาลัยของเพื่อนร่วมงาน ญาติมิตร เพื่อนร่วมรุ่นวัยเรียน และเพื่อนในเฟซบุ๊กซึ่งทยอยกันเขียนคำไว้อาลัยแชร์ลงหน้าวอลล์

และเธอก็ไม่ได้รับรู้ถึงกระแสเสียงต่างๆ ของใครต่อใครที่เคยเป็นเพื่อนบ้านร่วมอาคาร จากที่พวกเขาเคยขัดแย้งกัน เกิดเป็นสองแนวความคิดต่อการนำศพออกจากอาคาร ครั้นต่างเห็นว่าไม่มีทางเลือกหรือทางออกอื่น แถมไม่ใช่ปัญหาอะไรของพวกเขา สุดท้ายธารสองสายก็ไหลรวมเป็นพลังกดดันญาติของผู้ตาย

รูปจากโทรศัพท์มือถือที่แม่บ้านรายหนึ่งแอบถ่ายไว้ในวันที่มาร่วมฟังพระสวดอภิธรรมถูกแจกจ่ายออกไป บ้างส่งต่อด้วยบลูทูธ กล่องข้อความเฟซบุ๊ก และทางเครือข่ายของไลน์ ความน่าตื่นตาของขนาดในตอนแรก เปลี่ยนเป็นความน่าตกตะลึง และหวาดวิตก นั่นคือผีร้าย ปีศาจชัดๆ บ้างก็ว่าถ้าไม่ทำบาปทำกรรมไว้มากตอนมีชีวิตอยู่ตายไปก็คงไม่เป็นอย่างนี้

หรือว่าเป็นผีดิบ ข้อสังเกตนี้สร้างความหวาดวิตกยิ่งขึ้น หากผีร้ายคืนชีพขึ้นมาในยามค่ำคืน ล่องหนผ่านประตูแคบๆ ของห้องที่เคยกักขังร่างไร้วิญญาณ ออกอาละวาดดูดเลือดคนในอาคารทีละรายสองราย

“เราจะตายกันหมด”

“ไม่ตายก็กลายเป็นผีดิบดูดเลือดเหมือนในหนังฝรั่ง”

“ต้องให้ญาติอีนังปีศาจเอาศพออกจากตึกของเราไปโดยเร็ว”

ปฐมบทแห่งความหวาดกลัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชิงชัง ขยะแขยง และหาทางกดดันญาติผู้ตายให้รีบย้ายศพออกจากอาคาร ทั้งร้านของชำและร้านอาหารตามสั่งที่ชั้นล่างของตึก แต่ละคนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งสุพรรณิการ์ยังเดินเหินได้ตัวเป็นๆ เคยมานั่งกินข้าว ซื้อน้ำ และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ พวกเขาเคยมองเธอในแง่ดี ครั้นสถานการณ์เปลี่ยนไป หากจะพูดถึงผู้ตายผสมโรงกับปากช่างนินทาอื่นๆ เพื่อไม่ต้องเห็นแย้งหรือประสานงากับคนที่พร้อมเพาะบ่มความเกลียดชัง แต่ละคนก็ต้องหาแง่ลบซึ่งสามารถสร้างนิทานเรื่องปัจจุบันทันด่วนขึ้นมากล่าวถึง

“อ้วนแล้วยังชอบกินของมัน ฉันไม่เคยชอบหน้าอีนี่เลย ไม่เคยพูดจากันเกินสามคำด้วยซ้ำ”

“ซื้อของร้านฉันบ่อย ฉันไม่ค่อยชอบหน้าเท่าไหร่ ตัวก็อ้วน แต่ชอบใส่กระโปรงยาว น่าเกลียด”

พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเคยได้รับของกินของฝากและของขวัญตามเทศกาล พวกเขาเก็บปากคำเงียบสนิท ไม่ออกความเห็นใดเลยหากได้ยินใครพูดถึงสุพรรณิการ์

แม่บ้านนวลซึ่งเคยรับใช้และมีสัมพันธ์ที่ดีกับสุพรรณิการ์ เธอเองก็มีความจำเป็นที่จะไม่กล่าวถึงเจ้าของห้องที่เธอเคยเข้าไปทำความสะอาดและรับเสื้อผ้ามาซัก

ช่างซ่อมบำรุงชิต ผู้มีความสามารถในการพังประตูและทลายกำแพงไม่มีความเห็นขัดแย้งกับใคร เขาเลือกที่จะสงบปากคำ แม้ใจลึกๆ ของเขาจะเห็นแย้งเจ้าของร่วมที่ออกจะใสสีตีไข่มากเกินไปสักหน่อย

ภมรผู้จัดการนิติบุคคลไม่มีปากเสียงใดๆ เขาเองก็รู้สึกถูกกดดันจากเจ้าของร่วมไม่เว้นแต่ละวัน เขาเองไม่ใช่นักกฎหมาย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ก็เพราะทำงานร่วมกับบริษัทซึ่งรับบริหารคอนโดฯ มาจนเจ้านายเห็นว่าประสบการณ์ผ่านงานของเขามากพอแล้ว เอาเข้าจริงก็เป็นงานสุขสบายและง่ายเหมือนกลืนน้ำหวาน แค่ทำบัญชีรับจ่ายในตึก รับค่าส่วนกลาง สั่งปรับเจ้าของร่วมที่จ่ายล่าช้า ดูแลเรื่องกฎระเบียบของการอยู่ร่วม แต่เรื่องความตายครั้งนี้ ปัญหาดูใหญ่โตเกินอำนาจความรับผิดชอบของเขา

“นี่คุณภมร ไปบอกห้องชั้นแปดให้ขนย้ายศพออกจากตึกได้แล้ว”

“ไม่ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินอะไรอีกแล้วนะคุณภมร ไปสั่งญาติผู้ตายห้องชั้นแปดได้เลย จะให้เวลาเขากี่วันก็พิจารณาดูเอง”

ขณะนั่งทำบัญชี ภมรยกมือกุมขมับ ตราบใดที่ศพไม่ส่งกลิ่น ไม่มีน้ำเหลืองหรือคราบเลือดหยดไหลลงสู่พื้นที่อื่น หรือศพนั้นไม่กลายร่างเป็นผีดิบออกอาละวาดรบกวนความสงบสุขของลูกบ้าน นิติบุคคลมีอำนาจอะไรจะไปสั่งให้เจ้าของร่วมขนย้ายสิ่งของหรือแม้กระทั่งศพผู้ตาย

ขืนไปใช้อำนาจเกินหน้าที่ ตัวเขาในฐานะบุคคลจะเป็นฝ่ายถูกฟ้องเสียเอง

ช่างไม้จากชนบทพร้อมลูกสาวสองคน รับรู้ถึงกระแสกดดันที่บีบกระชับเข้ามาไม่หยุด หลังถูกปฏิเสธจากร้านอาหารตามสั่งในคอนโด และร้านของชำที่ไม่ยอมขายให้ แกพาลูกทั้งสองเดินออกซอยไปยังร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ที่หัวมุมถนนใหญ่ ซื้อข้าวของจากร้านสะดวกซื้อ ขณะเดินผ่านหน้าเจ้าของร่วมซึ่งไม่เคยรู้จักมักคุ้น สายตาแต่ละคู่ที่มองมายังแกกับลูกสาวทั้งสองคล้ายแฝงด้วยความชิงชัง รังเกียจ และขับไล่ไสส่ง

กระแสความกดดันผสานกับความเศร้าที่ท้นทับในจิตใจ สมพลเบิกตามองความมืดจนดึก แกได้ยินเสียงลมร้อนโหมพัดสวนหย่อมริมสระน้ำของโรงแรม เป็นอีกคืนที่แกเผลอหลั่งน้ำตาอาบหมอน ในภวังค์ลึกฉายภาพสุพรรณิการ์ในอ้อมแขนสุดท้ายของผู้เป็นแม่

ในแสงของรุ่งเช้า สมพลกอดลูกสาวคนเล็กไว้ในวงแขน ขณะชมนาดออกไปดูแลพี่สาวผู้นอนสงบอยู่ในอีกห้องหนึ่ง

ชมนาดเกือบร้องเรียกพ่อเสียงดัง ทันทีที่แลเห็นคราบเล็กๆ แห้งกรังบนเรือนแก้มของสุพรรณิการ์ คล้ายว่าในค่ำคืนที่ผ่านมา พี่สาวซึ่งไม่อาจหลั่งรินลมหายใจสะอื้นในอกและหลั่งน้ำตาออกมาในความมืด ในโลกใบนี้จะมีอะไรโศกเศร้ายิ่งไปกว่าคนตายแอบสะอื้นไห้

“พี่คงอยากกลับบ้าน” ชมนาดพึมพำใจ พร้อมเม้มริมฝีปากกลั้นสะอื้น “พี่คงอยากไปหาแม่ แต่เรายังพาพี่ออกไปจากห้องนี้ไม่ได้”

ดวงตาที่เริ่มจะชื้นด้วยหยาดน้ำแห่งความรู้สึกกวาดมองร่างของพี่สาวใต้ผืนผ้าสีดำ อาจารย์หมอที่เธอโทรปรึกษาได้ให้คำตอบว่าเลือดในกายของสุพรรณิการ์แห้งไปแล้วจากน้ำยาที่ฉีดเข้าไปในวันแรก หากจะผ่าแยกร่างเพื่อนำเธอผ่านประตูที่กักขังหลายชั้นออกไปข้างนอก ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่ไร้ยาง

ทว่าสุพรรณิการ์ไม่ใช่ต้นไม้ แม้คนตายไปแล้วจะไม่รู้สึกเจ็บปวดกับทุกการกระทำที่เกิดขึ้น แต่ผู้ที่ยังอยู่ข้างหลังยากจะทนดูภาพเช่นนั้นได้ พ่อของเธอคงปวดร้าวยิ่งกว่าใคร เธอกับน้องสาวอาจถูกแยกกันออกไปในระหว่างที่หมอผ่าแยกร่างพี่สาว ถึงกระนั้นในความรับรู้ย่อมตระหนักดีว่าเกิดอะไรขึ้น

อาจไม่ต้องตัดแยกแขนและขา ผ่าร่างแยกเป็นสองซีก บรรจุลงหีบศพแล้วหามออกไปขึ้นรถ ใช้เวลาเกือบสิบชั่วโมงกว่าจะถึงบ้านเกิด จากนั้นก็นำมาประกอบกันเข้าส่งลงโลงไม้ที่เตรียมไว้ แล้วฝังลงดินบนเนินกัลปพฤกษ์เคียงข้างแม่ซึ่งได้จากไปล่วงหน้า

ชมนาดนิ่งคิด แล้วถามตัวเองในใจ พ่อของเธอจะยอมแบบนั้นได้หรือ และตัวเธอเองจะต้องต่อสู้อย่างไรเพื่อจะได้นำพาพี่สาวกลับคืนถิ่นเกิดด้วยร่างกายที่ครบถ้วนสมบูรณ์

ไม่เพียงร่างของพี่สาว หากความรู้สึกอันเปี่ยมเต็มด้วยศักดิ์ศรีและทระนงในฐานะมนุษย์ของเธอกับพ่อยังจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์

 

 

……………………………………

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here