“การ์ตูนผี” หรือ “การ์ตูนไทยเล่มละ 5 บาท” หายจากแผงหนังสือจนหลายคนอาจคิดว่าหนังสือประเภทนี้สูญพันธุ์ไปเสียแล้ว แต่กลับมีสำนักพิมพ์การ์ตูนไทยแห่งหนึ่งซึ่งยังคงยืนหยัดโต้คลื่นลมในกระแสสื่อดิจิตอลที่ถาโถมจนผู้ผลิตหนังสือหลายรายต้องทยอยปิดตัวลง “พันธ์ดีสาส์น” ก่อตั้งโดยนักวาดรุ่นเก๋า สมศักดิ์ เจสกุล เจ้าของนามปากกา “ชาย ชาตรี” และ พันธ์ดี เจสกุล ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก แม้ทั้งสองจะอยู่ในวัยเกษียณและใกล้เกษียณแล้ว แต่หัวใจยังคงไม่ยอมแพ้ ประคับประคองการ์ตูนไทย 5 บาทที่เหลือเป็นเจ้าสุดท้ายเพื่อให้ยืนหยัดอยู่คู่สังคมไทยได้นานที่สุด

สมศักดิ์ เจสกุล เจ้าของสำนักพิมพ์ และนักวาดการ์ตูนผู้คร่ำหวอดในวงการวาดมานานเกือบ 60 ปี

สมศักดิ์ เจสกุล เจ้าของนามปากกา “ชาย ชาตรี”

เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักวาดการ์ตูนหน่อยค่ะ

ผมเขียนการ์ตูนได้สตางค์ตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ตอนนั้นการ์ตูนไทยเป็นเล่มใหญ่ราคาเล่มละบาท ผมเป็นลูกแม่ค้าในตลาด ตอนเช้าๆ ก่อนไปโรงเรียนต้องช่วยแม่ขายของ ตอนเย็นกลับมาก็ขายของ เด็กๆ ไม่ได้ไปเรียนวาดรูปที่ไหน ใช้วิธีฝึกฝนด้วยตัวเองตอนกลางคืน ฝึกอย่างไม่เบื่อ ฝึกไม่หยุด ถ้าเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์จะฝึกตั้งแต่ดึกยันสว่าง ไม่นอน ไม่ทำอย่างอื่น เพราะเรามีเวลาว่างแค่นั้น นอกจากการฝึกวาดรูปผมจะไปอยู่ตามสำนักพิมพ์ พอได้เงินจากการเขียนการ์ตูนก็เอาเงินนั้นไปซื้อหนังสือการ์ตูนมาขายในตลาด ทั้งซื้อมาขายและสะสมเองด้วย ต่อมาได้เรียนวาดรูปเพิ่มกับอาจารย์โภคัย ว่องกสิกร ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยวิจิตรศิลป์ เรียนการลงสี เรียนเทคนิคต่างๆ

งานที่คุณสมศักดิ์เขียนมีอะไรบ้าง

เมื่อก่อนเขียนการ์ตูนทุกอย่างทุกแนว พวกการ์ตูนผีก็เขียนหมด นอกจากการ์ตูนไทยผมทำการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยนะ ผมอยู่สำนักพิมพ์มิตรไมตรี 10 กว่าปี เป็นคนเขียนปกการ์ตูน เขียนเยอะเชียว ตอนนั้นแข่งกันออกหนังสือ ผมต้องรีบเขียนให้ทัน สไตล์รูปที่ผมวาดคือไม่นิ่ง มีฉากแอ็คชั่น มีผี ดูแล้วตื่นเต้น แล้วผมชอบวาดผู้หญิง ต้องมีรูปผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่ง คนอ่านเขาชอบรูปสวยงาม ไม่ชอบรูปที่เขียนเละๆ เทะๆ

นักวาดปัจจุบันลงสีผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วคุณสมศักดิ์ใช้เทคนิคการลงสีวิธีใด

ผมใช้สีผสมอาหาร ใช้มาหลายสิบปี เมื่อก่อนใช้แบบซองที่ขายในตลาดซองละ 5 บาท สีผสมอาหารมันสดใส สีประเภทอื่นเนื้อสีมันเยอะ ทาแล้วภาพทึบ คนอ่านเขาชอบสีสดใส โปร่งๆ ข้อเสียคืออยู่ได้ไม่นาน ตากลมสีก็จืดแล้ว

มีนักวาดการ์ตูนในดวงใจไหมคะ

ผมได้รับอิทธิพลจากสิงห์ดำ ของ “ราช เลอสรวง” (นิวัฒน์ ธาราพรรค์) เป็นงานที่หัดเขียนในช่วงแรก เวลาท้อจะเอางานของเขามาเขียน ช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมา

ทำไมการ์ตูนไทยต้องเป็นเรื่องผี เราฉีกเป็นแนวอื่นได้บ้างไหม

คนไทยชอบแนวนี้ กลัว แต่อยากรู้อยากเห็น ถามว่ามีที่ฉีกจากการ์ตูนผีไหม มี แต่มันทำไม่ค่อยขึ้นหรอก เพราะคนที่อ่านการ์ตูนไทยกับคนที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นคนละกลุ่ม คนละระดับกัน ดูอย่างลูกผมจบมหาวิทยาลัย เขาไม่อินกับการ์ตูนแบบนี้

การ์ตูนไทยที่มีคุณภาพในความเห็นของมืออาชีพต้องเป็นอย่างไร

ต้องละเอียด สวยงาม ดึงดูดนักอ่าน ปัจจุบันมีนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนศิลปะเอางานมาเสนอ แต่ฝีมือยังใช้ไม่ได้

ทำไมวงการการ์ตูนไทยไม่บูมเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นบ้าง

เพราะเราทำไม่ประณีตแบบคนญี่ปุ่น ใครเขียนมาเถ้าแก่มีสตางค์ก็รับซื้อหมด เขาเคยพูดกับผมว่ายังไงก็ขายได้ แต่มันไม่ใช่ คนอ่านเขาไม่โง่ เขาเลือกอ่านของที่ดี ภาพต้องสวย ไม่ใช่สัดส่วนเพี้ยนไปหมด ถึงแม้คนอ่านของเราเป็นชาวไร่ชาวนา แต่ผมใส่สีเยอะ วาดให้สวย เราเอาเงินจากเขาต้องพยายามทำให้เขาพอใจ

มองแวดวงการ์ตูนไทยในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร

เมื่อก่อนแข่งขันกันสูง ใครเขียนอะไรมาสำนักพิมพ์กว้านซื้อหมดเพราะขายได้ แต่ผมติดทำงานละเอียดเลยอาจเขียนช้าหน่อย ปัจจุบันซบเซา ถามว่าในอนาคตจะสาบสูญไหม ผมปีนี้อายุ 71 ปี อีกกี่ปีจะตายก็ไม่รู้ ถ้าตายไปก็ไม่รู้ใครทำต่อ แล้วถ้าทำต่อจะถูกใจตลาดไหม อยู่รอดไหม ผมพยายามทำทุกอย่างให้อยู่ได้ แม้บางครั้งขาดทุนเราก็ต้องทน

เคยคิดจะเลิกการทำการ์ตูนไหม

ไม่เคย เพราะรัก แม่ผมบอกว่าตั้งแต่เด็กผมชอบอ่าน เจออะไรก็อ่าน เป็นแบบนี้คนเดียวในบ้าน

 

พันธ์ดี เจสกุล ภรรยาผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นผู้ดูแลเรื่องการตลาดของสำนักพิมพ์

พันธ์ดี เจสกุล

จุดกำเนิดพันธ์ดีสาส์นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

เมื่อก่อนให้คนอื่นจัดจำหน่ายเกือบ 10 ปีแล้วจึงมาทำเอง นานเกือบ 10 ปีเหมือนกัน จดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2548

หนังสือที่ขายหลักๆ คือหนังสือการ์ตูนไทย?

ใช่ค่ะ 1. การ์ตูนเล่มละ 5 บาท เป็นหนังสือที่ผลิตใหม่ล่าสุด วางแผงเดือนละ 8 ปก ในเล่มมีการ์ตูนไทยหนึ่งเรื่อง เย็บเล่มด้วยแม็กเย็บกระดาษ 2. เล่มละ 15 บาท คือการนำการ์ตูนที่เคยออกในเล่ม 5 บาท 4 เรื่องมารวมเล่มใหม่ แล้วเย็บเล่มด้วยวิธีไสกาว วางขายเดือนละครั้ง การ์ตูน 15 บาทขายดีกว่าเล่มละ 5 บาท เพราะคุ้มค่าแล้วอ่านได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า  เมื่อก่อน 15 บาทเคยออกเดือนละสองครั้ง หลังๆ ยอดขายตก ยิ่งทำเยอะเรายิ่งขาดทุน เลยลดการผลิตลง 3. นอกจากการ์ตูนก็มีนิยายจบในเล่ม ซึ่งลดจำนวนการพิมพ์เช่นกัน เดิมวางแผงเดือนละ 3 เล่ม เหลือเดือนละ 2 เล่ม เมื่อก่อนฉันเขียนนิยายเองด้วย แต่เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว ทำไม่ไหว

ทำไมถึงเลือกร้าน 7-Eleven เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย

เพราะคิดว่าร้านเซเว่นฯ มั่นคง เป็นบริษัทใหญ่สามารถกระจายหนังสือได้ทั่ว เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ขายในเซเว่นฯ กัน ในกรุงเทพฯ เราส่งผ่านเซเว่นฯ เป็นหลัก ส่วนต่างจังหวัดส่งผ่านเอเย่นต์ เอเย่นต์ต่างจังหวัดมีบ่นบ้างที่เราส่งร้านเซเว่นฯ แต่คำนวณแล้วเซเว่นฯ สามารถกระจายสินค้าให้เราได้ดีกว่า แล้วเราไม่ต้องไปตามเก็บ แต่ต่างจังหวัดต้องตามเก็บหนังสือเอง จุดนี้ช่วยลดต้นทุนลงได้ สายส่งเล็กๆ เขาไม่รับด้วย เมื่อก่อนเคยใช้สายส่งอื่นแล้วโดนโกงเป็นล้าน เลยมาทำเองดีกว่า

ทำอย่างไรให้ขายหนังสือในราคา 5 บาทได้โดยไม่ขาดทุน

ตอนนี้เราเป็นเจ้าเดียวที่ขาย 5 บาท ส่วน 15 บาทยังมีเจ้าอื่นขายด้วย เหตุผลที่เราอยู่ได้เพราะเราทำกันเอง ต้นทุนน้อย ค่าแรงมีแค่น้องสาวคนเดียว ส่วนฉันและคุณสมศักดิ์ไม่มีค่าแรง ต้นฉบับเราซื้อก็จริง แต่ประกอบเล่มแบบเย็บแม็กเราทำกันเอง ส่วนปกคุณสมศักดิ์เขียนเอง ไม่ต้องไปจ้างเหมือนเจ้าอื่น ถึงจะทำเองแต่กำไรต่อเล่มยังได้เป็นสตางค์นะ ไม่ถึงบาทและไม่ถึงห้าสิบสตางค์

นอกจากเรื่องต้นทุน คิดว่าเรารู้จักตลาดและคนอ่านว่าต้องการอะไร เพราะฉันและคุณสมศักดิ์อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก สมัยลูกยังเรียนหนังสือฉันเขียนนิยายส่งประชาช่าง แล้วซื้อหนังสือมือสองสภาพดีไปขายตลาดนัด เราจะถามลูกค้าชอบอ่านแนวไหน เก็บเป็นข้อมูล พอมาทำเองจึงรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร

แฟนหนังสือของพันธ์ดีสาส์นคือคนกลุ่มไหน

แม่ค้า ชาวสวนชาวไร่ หลักๆ คือแม่ค้า กับคนขับรถรับจ้าง เวลาเขาเข้าคิวรอรถก็นั่งอ่านไป แต่ก่อนที่โรงพยาบาลขายดีมากนะ เวลาคนไปรอหมอจะนั่งอ่าน แต่ปัจจุบันคนนั่งเล่นโทรศัพท์แทน คุณยายอายุ 70 ยังขอไอดีไลน์คุยกันเลย แล้วจะหวังให้วัยรุ่นอ่านได้ยังไง คนมีอายุยังเลิกอ่านแล้วเลย

มีออกบูธตามงานหนังสือไหม

ไม่มีค่ะ ไม่คุ้ม ค่าบูธก็หลายสตางค์ และเราขายถูกอยู่แล้ว ถ้า 5 บาทยังไปลดราคาอีกไม่รู้จะขายเท่าไหร่ เหลือถึง 1 บาทรึเปล่า สู้เราเก็บมารวมเล่มขาย 15 บาทเองดีกว่า

คาดว่าจะทำหนังสือต่อไปจนถึงเมื่อไหร่

ทุกวันนี้ฉันทำเพราะคุณสมศักดิ์ ถ้าไม่มีเขาคงเลิกทำแล้ว เขาเป็นคนรักหนังสือมาก เดือนๆ หนึ่งซื้อหนังสือไปตั้งเท่าไหร่ ลูกหลานให้เงินมาก็เอาไปซื้อหนังสือ ที่ยังทำอยู่ก็เพื่อเขานี่แหละ

นักวาดการ์ตูนไส้แห้งจริงไหม

แล้วแต่ความขยัน ส่วนใหญ่หาได้ก็กินหมดก่อนถึงจะดิ้นรนหางานทำต่อ แต่คุณสมศักดิ์ไม่เที่ยว ไม่ฟุ้งเฟ้อ แกเรียนช่างกลแล้วไปทำงานรถไฟ ทำได้สักพักแล้วออกมาเขียนการ์ตูน แกชอบมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เลี้ยงลูกด้วยอาชีพนี้ ลูกเต้าไม่ได้เรียนธรรมดานะ เรียนมหา’ลัยเอกชนที่ค่าเทอมสูงด้วย เมื่อก่อนเดือนหนึ่งมีรายได้สามสี่หมื่น สมัยก่อนถือว่าเยอะนะ คุณสมศักดิ์เขียนปกการ์ตูนได้ปกละ 150 บาท แต่เดือนหนึ่งเขียนเป็นร้อยปก ส่วนฉันเขียนนิยาย ได้เล่มละสองพันห้าร้อยบาท เดือนหนึ่งเขียนได้สี่เล่ม เราทำงานหนัก พักผ่อนน้อย อายุ 38 ฉันก็ป่วยเป็นโรคหัวใจ จากนั้นก็เพลาๆ การโหมงานลง


เรื่อง: ภิญญ์สินี 

ภาพ: อนุชา ศรีกรการ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here