เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ยอดอาหารจีนจานหรูหราราคาแพงที่สุด ซึ่งหลายท่านไม่เคยเห็นและไม่เคยชิม คือ “พระกระโดดกำแพง” ตามภัตตาคารจีนทั่วไปก็ไม่เห็นในเมนู เว้นแต่ภัตตาคารจีนในโรงแรมระดับห้าดาว สนนราคาต่อโถเป็นหมื่นถึงหลายหมื่น ขึ้นกับคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาปรุง

มีตำนานเล่าสู่กันฟังว่า สมัยก่อนมีเศรษฐีเถ้าแก่ใหญ่บ้านอยู่ติดวัด ต่อมาวันหนึ่งมีงานเลี้ยงในพิธีสำคัญ ท่านเศรษฐีสั่งให้พ่อครัวประจำบ้านปรุงอาหารรสเลิศโดยยินดีจ่ายแบบไม่อั้น พ่อครัวคิดสะระตะแล้วก็เห็นว่าต้องประกอบด้วยเครื่องปรุงอันยอดเยี่ยมเท่านั้นจึงจะได้อาหารจานเด็ดในแดนดิน จึงจัดแจงเบิกเงินไปจ่ายตลาด เลือกซื้อแต่ของชั้นดีเท่าที่มีตลอดจนสมุนไพรราคาแพง รวบรวมห่อกลับไปลงมือปรุงอย่างพิถีพิถัน ง่วนอยู่กับการปรุงเป็นเวลาสามวันสามคืน ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง จนกลิ่นนั้นไปกระทบจมูกของหลวงจีนองค์หนึ่งขณะกำลังนั่งวิปัสสนาหลังเพล หลวงจีนท่านกินมังสวิรัติฉันเจ สู้ปลงยุบหนอพองหนอทนอดกลั้นต่อกลิ่นอันเย้ายวนหอมหวนนั้น แต่แล้วท่านก็ตบะแตก ถึงกับยอมสละหนทางสู่มรรคผล ใช้กำลังภายในกระโดดข้ามกำแพงวัดเข้าครัวบ้านเศรษฐีเพื่อขอลองอาหารในหม้อตุ๋นนั้น จึงกลายเป็นตำนานเล่าสู่กันฟังในหมู่นักนิยมภักษาหารแต่นั้นเป็นต้นมา

บางตำนานเล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1912) มีบัณฑิตจีนผู้หนึ่งเดินทางพร้อมกับเพื่อนไปทั่วแผ่นดินเพื่อแสวงหาทิศาปาโมกข์ เขาสะพายโถดินใบหนึ่งที่ใช้บรรจุเสบียง อันมีอาหารทั้งสดและแห้ง พักที่ไหนก็เติมน้ำแล้วอุ่นให้ร้อนเพื่อดื่มกิน พอพร่องก็คอยเติมวัตถุดิบลงไปแล้วอุ่นใหม่ทุกวันตลอดการเดินทาง วันหนึ่งเมื่อเดินทางถึงเมืองฟูโจว เมืองหลวงของมณฑลฮกเกี้ยน บัณฑิตผู้นี้เอาโถออกมาตุ๋นอีกครั้ง กลิ่นหอมฟุ้งไปถึงวัดที่หลวงจีนผู้ถือศีลกินเจกำลังบำเพ็ญพรต จนท่านตบะแตก กระโดดข้ามกำแพงวัดมาขอร่วมฉันด้วย

ผู้รู้ในเรื่องอาหารจีนคนหนึ่งบอกว่าเมนูนี้ไม่น่าจะเป็นอาหารจีนโบราณ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานทั้งในหนังสือ เอกสาร จดหมายเหตุ ตลอดจนปูมบันทึกต่างๆ เพิ่งมารู้จักเอาเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน คนคิดเมนูนี้คงแต่งตำนานเองเพื่อให้ฟังดูน่าศรัทธา เพิ่มความขลังให้อาหารจานนี้ยิ่งขึ้น แต่โดยลักษณะของการปรุง ดูเป็นอาหารสไตล์ฮกเกี้ยนผสมกวางตุ้ง เพราะเครื่องปรุงต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลและวิธีการตุ๋นน้ำซุปรสเข้มแต่ใสแจ๋วเป็นกลเม็ดเด็ดพราย เครื่องปรุงนั้นจะใส่โสมหรือถั่งเช่านั้น ก็เชิญตามอัธยาศัย

เมนูนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงยุโรปและอเมริกา เมื่อ ค.ศ.1989 อาหารจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศเกาหลี “พระกระโดดกำแพง” หรือที่คนเกาหลีเรียก “บูลโดจัง” (Buldojang) เป็นเมนู “ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์” ของไฮโซกรุงโซลในตอนนั้น ถึงกับถูกมหาเถรสมาคมของเกาหลีประท้วงว่าเป็นชื่อที่ไม่เหมาะสม สร้างความเสื่อมเสียแก่ศาสนจักร จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามเมนูนี้ยังเป็นเมนูยอดฮิตจวบจนปัจจุบัน

นักวิจารณ์อาหารในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยกให้ “พระกระโดดกำแพง” เป็น “ซุปที่แพงที่สุดในโลก” เมื่อ ค.ศ. 2005 ร้านอาหารจีน Kai Mayfair ในกรุงลอนดอน คิดราคาหนึ่งถ้วยต่อหนึ่งคนในราคา 108 ปอนด์ หรือประมาณ 6,000 บาท ส่วนภัตตาคารในโรงแรมที่เยาวราชคิดราคาโถละหมื่นบาทขึ้นไป (สำหรับแปดที่) ราคาที่ฮ่องกงและสิงคโปร์คงต้องคูณสองกับราคาของบ้านเรา ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่าพระองค์นั้นกระโดดสูงแค่ไหน หรือแค่ยืนเขย่ง รวมถึงคุณภาพของวัตถุดิบอันเป็นส่วนประกอบต่างๆ ด้วย ลำพังหอยเป๋าฮื้อก็มีหลายเกรด ตั้งแต่ตัวละไม่กี่ร้อยบาทจากออสเตรเลียจนถึงเป็นพันจากเม็กซิโกหรือเป็นหมื่นจากญี่ปุ่น

*******************
หมายเหตุ: การต่อต้านหูฉลาม
เนื่องจากปลาฉลามถูกจับฆ่าจำนวนมหาศาลกว่า 73 ล้านตัวในทุกปี ด้วยกรรมวิธีทารุณโดยการเฉือนเอาเพียงส่วนกระโดง ครีบสองข้างและหาง ส่วนที่เหลือโยนลงทะเลให้เน่าเสียหรือเป็นอาหารของปลาอื่นต่อไป จึงเกรงว่าต่อไปปลาฉลามบางสายพันธุ์จะสูญพันธุ์ และมีการรณรงค์ทั่วโลกต่อต้านการกินหูฉลาม โรงแรมห้าดาวทั้งหลายในฮ่องกง สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ ได้ยกเลิกเมนูหูฉลามโดยสิ้นเชิง บางโรงแรมบริการอาหารเลียนแบบด้วยการใช้หูฉลามเทียม ส่วนเมนู “พระกระโดดกำแพง” ก็ไม่ใส่หูฉลามและเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “เณรกระโดดกำแพง” แทน


คอลัมน์: กินแกล้มเล่า เรื่องและภาพ: สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here