♦ ประแจแห่งขุมทรัพย์

…………….

ฉี้อิงพอพบเห็นก็ร้องว่า

“ผู้ใด?”

เงาร่างสายนั้นพลันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวว่า

“บ่าวฉี้หงีเอง ได้รับคำฝากฝังจากท่านประมุขหมู่บ้านมาบอกกับโกวเนี้ยว่า ท่านมิต้องหวนกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลฉี้อีก ขอให้รุดสู่แผ่นดินกังหนำ เครื่องใช้และของวิวาห์ทั้งหมดได้ส่งคนนำไปส่งแล้ว”

ฉี้อิงพิศวงสงสัยยิ่งนัก พลันกล่าวอย่างดื้อรั้นว่า

“ข้าพเจ้าจะหวนกลับไปสักครา เพื่อล่ำลาบิดา”

ผู้รับใช้นามฉี้หงีมีสีหน้ายุ่งยาก ฉี้อิงเบือนหน้ามาทางซิเล้งกล่าวว่า

“พวกเราต้องแยกทางกันแล้ว”

ซิเล้งรู้สึกสะทกสะท้อนยิ่ง พลันปลุกปลอบจิตใจกล่าวว่า

“กับพระคุณของโกวเนี้ย ข้าพเจ้าขอสลักซึ้งใจมิลืมเลือน”

“อือม์ ท่านถนอมตัวด้วย”

พลางขอให้ฉี้หงีมอบอาภรณ์ชุดนอกต่อซิเล้ง ฉี้หงีก็ปฏิบัติตาม และบ่งบอกว่ายังมีอาชาพ่วงพีอยู่ด้านนอกอีกตัวหนึ่ง มอบให้ซิเล้งใช้เป็นพาหนะเดินทาง

ซิเล้งเห็นว่าฉี้อิงมีใจเผื่อแผ่จึงรับไว้ ใช้สายตาจับจ้องนางเป็นเวลาเนิ่นนาน พลันบังเกิดความพลุ่งพล่านขึ้นมา แต่เมื่อขบคิดได้ว่า นางเป็นดรุณีที่มีคู่หมั้นหมายแล้ว ดังนั้นจึงหันกายก้าวจากไปอย่างเนิบนาบ

เรือนร่างของซิเล้งพอลับตาไป ฉี้อิงพลันมีหยาดน้ำตาพร่างพรู บังเกิดความโศกเศร้ารันทด คำนึงในใจว่า

‘…เขาจากไปครานี้ ภายหลังยังจะมีโอกาสพบพานอย่างไร?…’

เนิ่นนานให้หลัง ฉี้อิงจึงหวนรำลึกถึงเหตุการณ์เฉพาะหน้าหันขวับมาทางฉี้หงี กล่าวว่า

“ในหมู่บ้านที่แท้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงใด? รีบบอกมา”

“ท่านประมุขหมู่บ้านมิทราบเพราะเหตุใด กลับประกาศข่าวคราวสะท้านบู๊ลิ้มว่า กิมพู่ โต้วจือซี้ (ประแจแห่งเจดีย์ทองคำ) ได้ตกเป็นสมบัติของท่าน และยังนำออกมาแสดงต่อทุกผู้คน บ่าวเห็นว่ามีผู้ทรงฝีมือหลายสิบคน มีท่าทีละโมบหมายช่วงชิง”

“โอ… ประแจแห่งเจดีย์ทองคำ… พวกเรารีบกลับไป”

ทั้งสองต่างขึ้นรถม้าควบขับออกจากหุบเขา หวนกลับสู่หมู่บ้านตระกูลฉี้อย่างรีบเร่ง ขณะอยู่ห่างจากหมู่บ้านห้าลี้ ฉี้อิงกล่าวว่า

“พวกเราจะกลับสู่หมู่บ้านกัน ท่านไปช่วยเหลือข้าพเจ้าเก็บกวาดอาภรณ์และเครื่องใช้จำเป็นแล้วหวนกลับมารอคอยในที่นี้ อ้อ ยังมีกระบี่ยาวของซิกงจื้อก็นำมาด้วย”

พลางหยิบอาภรณ์ชุดหนึ่งสวมทับชุดสีดำรัดกุม แล้วมุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน รีบเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ทันที

ห้องโถงกว้างใหญ่ยังมีแสงโคมไฟสว่างจ้า แต่บนเวทีไม่มีคณะงิ้วอีก บิดานางฉี้น่ำซัวยืนหยัดอยู่มุมเวทีซ้ายมือ ข้างกายวางกล่องสีทองใบหนึ่ง

กลางเวทีมีคู่ต่อสู้สองคนหักล้างกัน หนึ่งสะบัดฝ่ามือ หนึ่งกระชับดาบยาว ชนชาวบู๊ลิ้มหลายร้อยคนกำลังชมการพันตู บนเก้าอี้นวมแถวแรกล้วนมีผู้คนนั่งอยู่

ฉี้อิงหลังจากกวาดตาดูแล้ว ก็ถลันกายถึงเบื้องหลังผู้ดูแลประจำหมู่บ้าน เอื้อมมือตบบ่ามันเบาๆ ผู้ดูแลเบือนหน้ามาเห็นเป็นธิดาประมุข จึงสะท้านทั้งกาย ฉี้อิงกล่าวเบาๆ

“อย่าได้ส่งเสียง รีบบอกกับข้าพเจ้า คนที่นั่งอยู่แถวหน้ามีผู้ใดบ้าง?”

ผู้ดูแลรีบสอดคำ กล่าวว่า

“เก้าอี้นวมตัวแรกนับจากซ้ายมือคือรองผู้บัญชาหน่วยทหารรักษาพระองค์เฉาเหีย คนที่สองเป็นยอดฝีมือแห่งอึ้งกี้ปัง (พรรคธงเหลือง) นามฉิ้งซางี้

“คนที่สาม สังกัดสำนักบู๊ตึงซัวมุ่งเทียน คนที่สี่เป็นหลวงจีนอาวุโสแห่งสำนักเสียวลิ้มยี่ฮุ้นฮงเซี่ยงซือ คนที่ห้าคือชังไฮ้เจ่กเกี่ยม (กระบี่แห่งพิภพ) เฮียะเกา คนที่หกคือเฮียงเหียกจื้อ (นางแมลงป่อง) ฉั่วกิมง้อ คนที่เจ็ดคืออั๊กจิวกัว (ตุลาการโฉด) เงี่ยมฮ้ง”

“ผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งเล่า?”

“ท่านผู้กล้าหาญแซ่จู มาตรแม้นทราบเหตุการณ์เกี่ยวกับประแจของเจดีย์ทองคำ แต่มิมีความละโมบอยากได้ ถึงกับร่ำลาจากไป ส่วนผู้คนที่โรมรันบนเวทีนั้น หนึ่งคือท่านผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารรักษาพระองค์เนี่ยฮง กับผู้ทรงอิทธิพลแถบแม่น้ำแยงซีเกียง นามตั้งเกียง”

ฉี้อิงรับฟังเหตุการณ์ที่แบกป้านธัมมะอันจอมปลอมของผู้กล้าหาญดาบทอง ต้องบังเกิดอารมณ์ดาลเดือด ขณะนั้นบนเวทีการต่อสู้ พลันแว่วเสียงแผดร้องอันโหยหวนขึ้น

ที่แท้หัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง หลังจากหักล้างกับคู่ต่อสู้ประมาณยี่สิบกระบวนท่าแล้ว ก็รวบรัดการหักหาญได้กระแทกศัตรูนามตั้งเกียงปลิวกระเด็นไป

ยามนั้นบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งพลันพุ่งกายขึ้นไปสำรวจดูอาการตั้งเกียงที่ฟุบคว่ำลง แล้วประกาศว่าได้สิ้นใจตายแล้ว ซากศพจึงถูกขนย้ายลงไป

ผู้ดูแลประจำหมู่บ้านตระกูลฉี้ อธิบายกับฉี้อิงต่อว่า

“ท่านประมุขหมู่บ้านคล้ายดั่งวางแผนการในวันนี้อยู่ก่อนแล้ว ผู้รับใช้ประจำหมู่บ้านหลายสิบคน ล้วนได้รับเงินทองแยกย้ายจากไป หลงเหลือแต่บ่าวที่จงรักอยู่เจ็ดแปดคน”

ฉี้อิงผงกศีรษะเป็นเชิงรับทราบ ยามนั้นฉี้น่ำซัวบนเวทีพลันกล่าวเสียงกังวานว่า

“หัตถ์อสนีบาตเนี่ยเฮียมีอานุภาพสะท้านฟ้า ประแจเจดีย์ทองคำย่อมตกเป็นสมบัติเนี่ยเฮียแน่แล้ว”

ทันใดกระบี่แห่งพิภพหนึ่งในเจ็ดยอดฝีมือที่อยู่แถวหน้า พลันพุ่งกายขึ้นสู่เวที ส่งเสียงกึกก้องว่า

“นั่นกลับมิแน่นัก เล่าฮูขอเสี่ยงชีวิตเข้าต่อสู้กับหัตถ์อสนีบาตก่อน”

มันใบหน้าแดงฉานร่างสูงเพียงห้าเชียะ พลันกระชากกระบี่ที่ยาวกว่าปรกติ แผ่ประกายเย็นเยียบ ที่แท้เป็นอาวุธนามกระเดื่อง ฮ้วยฮุ้นโกวเกี่ยม (กระบี่โบราณกวาดเมฆ)

อันหัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮงกับฝ่ายตรงข้ามมีอริบาดหมางมาก่อน การชุมนุมในวันนี้นับว่าแตกหักแล้ว ดังนั้นจึงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชาแล้วรับดาบยาวจากบริวารที่ร่วมทางมาเล่มหนึ่ง ควงเป็นวงกว้างฟันเข้าใส่อย่างดุร้าย

กระบี่แห่งพิภพเฮียะเกามีเกียรติภูมิกว่าสามสิบปีด้วยวิชากระบี่ ก่อตั้งสำนักกระบี่แห่งพิภพขึ้นนับเป็นปรมาจารย์สำนักหนึ่ง เห็นมันร่ายรำสัตราวุธเข้าพันตูอย่างเหี้ยมหาญ สภาพการต่อสู้ดำเนินด้วยความตื่นเต้นเขย่าขวัญ

ฉี้อิงได้แต่ยืนชมการต่อสู้ มิทราบสมควรทำอย่างไร ยามนั้นตนพลันรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาคนผู้หนึ่ง!

นางรีบหันขวับมองหา พบเห็นบุรุษร่างสูงโปร่ง อาภรณ์แพรทรงค่า อายุมิถึงสามสิบปี เค้าหน้าแม้หล่อเหลาสง่างามแต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มเย็นเยือก คล้ายมิใช่ชนชั้นธัมมะเลย

บุรุษหนุ่มคมคายนั้นใช้สายตาถลึงมองฉี้อิงอย่างอุกอาจ ฉี้อิงบนร่างแม้คลุมเสื้อยาวบุรุษเพศ แต่ผมเผ้ากลับยาวสยาย ลักษณะการแต่งกายเช่นนี้กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอีกแบบหนึ่ง

ฉี้อิงรู้สึกฝ่ายตรงข้ามใช้สายตาสำรวจตลอดเรือนร่างนางขึ้นลง ต้องบังเกิดโทสะอย่างสุดระงับ ลอบยื่นฝ่ามือปาดไปด้านข้างเบาๆ พลังกดดันที่ไร้สภาพก็ทะลักออก โหมใส่บุรุษผู้นั้นทางด้านข้างทันที

คาดมิถึง บุรุษหนุ่มคล้ายมิสำนึก บนใบหน้ายังปรากฏรอยยิ้มแย้ม พลังภายในของฉี้อิงพอกดกระแทกถึง กลับเผชิญกับกำแพงขวางกั้นที่ไร้สภาพ สะท้อนพลังของนางกลับมาอย่างรุนแรง

ฉี้อิงรู้สึกมีพลังพิสดารกระแสหนึ่ง ม้วนตลบห่อหุ้มเข้ามา จนต้องส่ายร่างโงนเงนถอยไปอย่างเสียหลัก บุรุษหนุ่มผู้นั้นหามีท่วงท่าแสดงว่าได้เกร็งกำลังขึ้นไม่ เพียงเหลือบแลมายังนางอีกวูบหนึ่ง

ความตื่นตระหนกของฉี้อิงครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก สมควรทราบว่านางได้รับการอบรมจากหนึ่งในสามยอดคนแห่งแผ่นดิน ด้านพลังการฝึกปรือแทบปราศจากผู้ทัดเทียม แต่ยังพลาดพลั้งต่อบุรุษหนุ่มผู้มีอายุมิเกินสามสิบปี!

ยามนั้น ฉี้น่ำซัวบนเวทีพลันกวาดสายตาพบเห็นฉี้อิงในกลุ่มคน สีหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กำชับบริวารสองสามคนเฝ้าดูแลกล่องสีทองไว้ แล้วจึงล่าถอยไปหลังเวที

ฉี้อิงสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของบิดาอยู่แล้ว รีบอ้อมติดตามไปหลังเวที พอเผชิญหน้าก็ถาโถมเข้าไปในอ้อมอกผู้ให้กำเนิด เปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา

ฉี้น่ำซัวลูบคลำผมเผ้าธิดากล่าวว่า

“หนูเอย เจ้ามิควรขัดขืนคำสั่ง บิดาต้องการให้เจ้าสู่กังหนำเพื่อประกอบพิธีวิวาห์ เพราะสำนึกว่าข่าวคราวเกี่ยวกับประแจเจดีย์ทองคำได้แพร่งพรายออกไปแล้ว จึงประกอบแผนการขึ้นอย่างรีบด่วน…”

ฉี้อิงชะงักเสียงร่ำไห้ นางรู้ซึ้งว่าเป็นสถานการณ์ใหญ่หลวงยิ่งนักฉี้น่ำซัวกล่าวอีกว่า

“บิดาวางแผนครั้งนี้เพื่ออาศัยประแจทองคำเป็นเครื่องล่อ ชักนำฆาตกรสังหารมารดาของเจ้าให้ปรากฏโฉมออกมา หลังจากที่ได้ซุกซ่อนร่องรอยมาสิบกว่าปี…”

ประกายตาของฉี้น่ำซัวยามจับจ้องเค้าหน้าของธิดา รักต้องหวนระลึกถึงความหลังเมื่อสิบสี่ปีก่อน ตอนนั้นมันมีอายุสี่สิบเศษกับภรรยาฉี้ตั่วเนี้ยพำนักร่วมกันอย่างสันติในหมู่บ้านตระกูลฉี้ และฉี้อิงเพิ่งมีอายุสี่ปีกำลังน่ารักน่าชัง…

อยู่มาวันหนึ่ง ฉี้น่ำซัวกับภรรยาได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งมาจากเนี่ยฮูหยิน สามีของเนี่ยฮูหยินมีนามเนี่ยฮักปิง เคยฝึกปรือฝีมือมา ภายหลังรับราชการให้กับบ้านเมือง และถึงแก่กรรมเมื่อหลายปีก่อน

บิดาของเนี่ยฮักปิง คราก่อนเคยมีพระคุณช่วยชีวิตบิดาฉี้ตั่วเนี้ย ดังนั้นก่อนที่บิดาฉี้ตั่วเนี้ยจะถึงแก่กรรมเคยสั่งเสียให้บุตรเขยคือฉี้น่ำซัวกับผู้เป็นธิดาว่า ให้ช่วยทดแทนพระคุณตระกูลเนี่ยด้วย

เนี่ยฮักปิงเคยท่องเที่ยวในบู๊ลิ้ม ล่วงรู้ถึงบารมีในวงนักเลงของฉี้น่ำซัว คาดมิถึงว่าฮูหยิน (ภรรยา) ของมันจะมาขอความช่วยเหลือต่อครอบครัวฉี้น่ำซัว

จดหมายลับของภรรยาเนี่ยฮักปิงได้พาดพิงถึงประแจแห่งเจดีย์ทองคำ นางบ่งบอกว่าวันเวลาที่ผ่านมาปรากฏบุคคลลึกลับปรากฏในละแวกบ้านตระกูลเนี่ย ยามวิกาลก็มีเหตุการณ์ประหลาดเสมอ ขอให้ตระกูลฉี้ให้ความคุ้มครองด้วย

ฉี้น่ำซัวกับภรรยาพอรับทราบก็แตกตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง พอซักถามผู้ส่งจดหมายมา รับทราบว่ามันเป็นคนรับใช้ในร้านขายเส้นหมี่ มิรู้จักกับเนี่ยฮูหยินมาก่อน

เพียงแต่ว่า เจ้าของร้านได้มอบหมายให้มันส่งจดหมายฉบับนี้มา และยังเปิดเผยว่าผู้เป็นเจ้าของร้านสมนาคุณมันด้วยเงินจำนวนหนึ่ง หลังจากส่งจดหมายแล้วก็มิต้องกลับไปให้สร้างฐานะขึ้นใหม่

ฉี้น่ำซัวพอสอบสวนก็ทราบว่า เนี่ยฮูหยินนั้นมิเพียงเข้าใจถึงคุณค่าของประแจเจดีย์ทองคำ ยังมีความคิดสุขุม ยามส่งจดหมายก็ไหว้วานให้ส่งต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อมิให้ชนชาวบู๊ลิ้มได้เสาะพบเบาะแส ว่านางจะเชื้อเชิญผู้ใดมาช่วยเหลือ อีกประการหนึ่งในจดหมายได้แสดงว่า ประแจเจดีย์ทองคำตกเป็นสมบัติของนาง ดังนั้นจดหมายลับฉบับนี้ จึงมิอาจให้ผู้ฝึกปรือฝีมือตรวจพบเป็นอันขาด

ฉี้น่ำซัวหารือกับภรรยาอย่างละเอียด แล้วตกลงใจว่าจะดำเนินการโดยแยกย้ายกันไป ทางหนึ่งฉี้ตั่วเนี้ยมุ่งเดินทางสู่ตระกูลเนี่ย ซึ่งต้องปลอมแปลงรูปโฉมเป็นบุรุษเพศ

พร้อมกันนั้นก็อย่าได้พกอาวุธประจำตัว เปลี่ยนเป็นสะพายกระบี่ยาว เพื่อป้องกันว่ายามประมือกับศัตรูฝ่ายตรงข้ามก็มิอาจคำนวณแนวทางฝีมือได้

และนางยังพกนำอาวุธลับเทียนนึ่งซัวฮวยทั้ง (ระเบิดเพลิงธิดาโปรยบุปผา) ของตระกูลงักแห่งน่ำเชียง ซึ่งเคยได้มาอย่างบังเอิญลูกหนึ่ง เพื่อเสริมกำลังและเป็นแผนตอนต่อบุปผา ป้ายความสงสัยไปทางตระกูลงักเสีย

ส่วนอีกทางหนึ่ง ฉี้น่ำซัวปลอมแปลงโฉมหน้า แสวงหาสถานที่อันเหมาะสมแห่งหนึ่งก่อน แล้วตลอดรายทางก็สร้างฉากตบตา รอจนไปสมทบถึงตระกูลเนี่ย ฝ่ายเนี่ยฮูหยินกับบุตรชายวัยห้าปีก็จะถูกขนย้ายหายสาบสูญไป นี่เป็นการดำเนินงานที่รอบคอบรัดกุมยิ่ง

ที่ทั้งหมดต้องปฏิบัติการเช่นนี้ เนื่องจากประแจเจดีย์ทองคำนี้เป็นวัตถุที่ทุกค่ายสำนักใคร่ครอบครอง มาตรแม้นจะตกอยู่ในมือของชนชั้นสามัญ ก็จะอาศัยประแจดอกนี้ไขสู่ขุมทรัพย์มูลค่านับหมื่นล้าน ร่ำรวยมหาศาลเป็นเอกะ

สำหรับชนชาวบู๊ลิ้ม นอกจากขุมทรัพย์แล้ว ยังจะได้รับวิชาที่ไร้เทียมทานของผู้ทรงบารมีสะท้านภพเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งเป็นหลวงจีนอาวุโสจากดินแดนชมพูทวีปฉายาอี่ชิ่วไต้ซือ (มหาสรณะโพธิสัตว์) กับยอดอัจฉริยะแห่งดินแดนตงง้วนสมญาเทียนชีอง (เทพโฉดสะท้านโพยม)

อันปรมาจารย์แห่งวิถีฝ่ามือทั้งสองท่านนี้ ต่างจารึกแนววิชาของตัวเองอยู่บนผนังถ้ำชั้นในของเจดีย์ทองคำ หากได้ฝึกปรือ ก็จะเป็นยอดคนอันดับหนึ่งอย่างเต็มภาคภูมิ

เนื่องจากประแจดอกนี้มีความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ ดังนั้นฉี้น่ำซัวกับภรรยา แม้จะเป็นยอดฝีมือในบู๊ลิ้มยุคก่อน ก็ยังมิกล้าประมาทเลินเล่อ เกรงว่าจะประสพเภทภัยอันตราย

ยังประเสริฐที่บุคคลภายนอกมิมีผู้ใดทราบความสัมพันธ์ระหว่างพวกมันกับตระกูลเนี่ย และผู้ส่งข่าวที่มีนามเล้าอุ้ย ก็ถูกรั้งอยู่ในหมู่บ้านปฏิบัติหน้าที่ มิให้แพร่งพรายความลับออกไป

และแล้ว สองสามีภรรยาก็แยกย้ายออกปฏิบัติงาน ฉี้น่ำซัวรุดสู่ตัวเมืองเชียงเอี้ยง เสาะหาที่ซุกซ่อนร่องรอยก่อน แล้วจึงมุ่งสู่บู๊เชียง พอบรรลุถึงคฤหาสน์ตระกูลเนี่ย ก็พบว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงแล้ว

ฉี้ตั่วเนี้ยได้รับบาดเจ็บสาหัสมีลมหายใจร่อแร่ บุตรชายเนี่ยฮูหยินนามเนี่ยอิกก็หลงเหลือเพียงครึ่งชีวิต ฉี้น่ำซัวพอเห็นภรรยาประสบเคราะห์กรรม ก็แตกตื่นยิ่ง

ฉี้ตั่วเนี้ยอาศัยพลังการฝึกปรือ กล้ำกลืนรอคอยสามี ฉี้น่ำซัวพอบรรลุถึง นางก็เล่าว่าผู้ที่รุกรานตระกูลเนี่ยเป็นยอดฝีมือคลุมหน้าคนหนึ่ง และมีบุคคลอื่นฉกฉวยโอกาสลอบเร้นเข้ามา ใช้ชีวิตของเนี่ยอิกเข้าคุกคามเนี่ยฮูหยินให้มอบประแจเจดีย์ทองคำ แต่นางปฏิเสธผู้บุตรจึงได้รับบาดเจ็บสาหัส

สำหรับผู้ที่หักหาญกับฉี้ตั่วเนี้ย เป็นคู่มือที่มีพลังฝีมือสูงส่งยิ่งนัก บีบบังคับนางจนใช้ระเบิดเพลิงธิดาโปรยบุปผาออกไป แต่ก่อนนั้นกระบี่ยาวของนางได้หลุดกระเด็น และทรวงอกถูกคู่ต่อสู้ใช้ดาบเสือกแทงเข้าไปแผลหนึ่งก่อน

ยอดฝีมือคลุมหน้าคนนั้นมีท่าร่างว่องไวยิ่ง เพียงถูกสะเก็ดเพลิงหลายแต้มพุ่งใส่ทรวงอกจนลุกไหม้ มันรีบเกลือกกลิ้งตามพื้นดินดับเปลวไฟ แล้วล่าถอยออกไป

ฉี้ตั่วเนี้ยพอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมา ลมหายใจแทบขาดห้วง แต่นางยังส่งเสียงฝากความหวังอยู่สองประการคือ หนึ่งให้ฉี้น่ำซัวเลี้ยงดูธิดาจนเติบใหญ่ และสองให้ความช่วยเหลือตระกูลเนี่ยต่อไป จากนั้นอำลาจากโลกไป

ฉี้น่ำซัวแม้โศกเศร้ารันทด แต่สติสัมปชัญญะยังแจ่มชัดยิ่ง คำนวณได้ว่าสถานการณ์เลวร้ายยิ่งนัก ฝ่ายตรงข้ามแม้ถูกระเบิดเพลิงยังหลบหนีไปได้ และสามารถหักโค่นกับภรรยามันจนบาดเจ็บในร้อยกระบวนท่า แสดงว่าต้องมีวิชาฝีมือยอดเยี่ยมยิ่ง

จากการตรวจอาการของเนี่ยอิกที่ถูกยอดฝีมืออีกคนหนึ่งประทุษร้ายทำลายเส้นชีพจรจนต้องเป็นบุคคลอ่อนแอไปชั่วชีวิต ซึ่งเป็นวิธีการที่ลึกลับชั่วร้าย แสดงว่าต้องเป็นบุคคลที่สูงล้ำกว่า

หากแม้นฝ่ายศัตรูหวนกลับมา ฉี้น่ำซัวมีกำลังเพียงลำพังย่อมมิอาจต้านทาน จึงรีบวางแผนดำเนินงาน ในค่ำคืนได้เคลื่อนย้ายซากศพของภรรยากับเนี่ยฮูหยินและบุตร ตลอดรายทางพยายามลบล้างร่องรอย จนถึงเมืองเซียงเอี้ยงโดยปลอดภัย

จากนั้น ฉี้น่ำซัวก็นำซากศพของภรรยาหวนกลับหมู่บ้าน แสร้งปล่อยข่าวว่าถึงแก่ชีวิตเพราะป่วยไข้แล้วจัดการกลบฝัง

จากวันนั้น กาลเวลาล่วงลับไปสิบกว่าปี ฉี้น่ำซัวได้กักตัว หมกมุ่นฝึกฝีมือ ยังประเสริฐที่ฉี้อิงถูกนงคราญยะเยือกเสียวเง็กฮั้วรับเป็นศิษย์ มันจึงมุ่งสืบเสาะตัวฆาตกรสังหารภรรยา

เนื่องจากฉี้ตั่วเนี้ยมิได้บรรยายส่วนสัดของศัตรูและมิทราบโฉมหน้า จึงไม่มีเค้ามูลคลี่คลาย ฉี้น่ำซัวผ่านการสืบสวนมาเนิ่นนานปี จนบันทึกรายนามของชนชาวบู๊ลิ้มที่พลังฝีมืออาจจะสูงล้ำกว่าภรรยา ซึ่งมี…

หัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง กระบี่แห่งพิภพเฮียะเกา ตุลาการโฉดเงี่ยมฮ้ง และนางแมลงป่องฉั่วกิมง้อ ซึ่งประจวบเหมาะกับต่างมีนิวาสถานอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับเมืองบู๊เชียง

พร้อมกับนั้น อาการบาดเจ็บของเนี่ยอิก แสดงว่าถูกผู้เชี่ยวชาญในวิชาภายในกระแทกกระเทือน ซึ่งมีแต่วิชาของสำนักมาตรฐานจึงกระทำได้ ดังนั้น ฮุ้นฮงเซี่ยงซือแห่งเสียวลิ้มยี่ และซัวมุ่งเทียนแห่งบู๊ตึง จึงตกอยู่ในข่ายสงสัยด้วย

เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ฉี้น่ำซัวได้รุดสู่เมืองเซียงเอี้ยงเยี่ยมเยียนเนี่ยฮูหยิน ขณะเดินทางเลินเล่อไปเล็กน้อย จึงถูกผู้คนสะกดรอยตาม พอมาถึงบ้านตระกูลเนี่ยค่อยรู้สึกว่าผิดท่าไป

ฉี้น่ำซัวตื่นตระหนกยิ่ง ขบคิดไม่ออกว่าไฉนมีผู้คนสะกดรอยตาม นอกจากคนผู้นั้นจะทราบว่ามันกับตระกูลเนี่ยมีความสัมพันธ์กัน ตนพอรู้สึกสำนึกก็รีบดำเนินการเสาะค้น แต่หาได้พบพานร่องรอยฝ่ายตรงข้ามไม่

ดังนั้น ฉี้น่ำซัวจึงนำเรื่องราวมาบ่งบอกกับเนี่ยฮูหยิน และคราครั้งนี้มันก็รับทราบความจริงว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา เนี่ยฮูหยินที่เป็นสตรีหม้าย มีจิตผูกพันในตัวฝ่ายตรงข้าม แต่ทุกครั้งฉี้น่ำซัวเพียงมาเยี่ยมเยือนแล้วจากไปอย่างฉุกละหุก

แต่กาลเวลาสิบกว่าปีนี้ ก็พิสูจน์ว่าฉี้น่ำซัวเป็นชนธัมมะอันดีงาม นางจึงมอบประแจสำคัญซึ่งไขไปสู่ทวารแห่งทรัพย์สินและฝีมือให้

ฉี้น่ำซัวก็บอกเล่าแผนการที่กำหนดมาสิบกว่าปีต่อนาง โดยอ้างว่าตัวเองมีความห่วงใยแต่ธิดาฉี้อิง ซึ่งก็จัดการฝากฝังอนาคตของนางไว้กับตระกูลลี้แถบดินแดนกังหนำเรียบร้อยแล้ว

คราครั้งกระโน้น ฉี้น่ำซัวเพราะปฏิบัติภารกิจเคยเร่งรุดไปยังฮั่งจิว พบพานเศรษฐีมีทรัพย์คนหนึ่งนามลี้ซุนคี้ ซึ่งถือกำเนิดจากตระกูลสูงศักดิ์ แตกฉานอักษรศาสตร์สูงล้ำ

ลี้ซุนคี้เลื่อมใสพฤติการณ์ของผู้กล้าหาญ เมื่อประสบพบฉี้น่ำซัวก็สนิทสนมกลมเกลียวอย่างยิ่ง ดังนั้นก่อนจากกัน ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงใจว่าจะร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกัน

บุตรคนที่สองของลี้ซุนคี้นามลี้ฮุ้นตอนนั้นเพิ่งมีอายุห้าขวบ ฝ่ายฉี้อิงเพิ่งถือกำเนิดมา ลี้ซุนคี้กับฉี้น่ำซัวก็เพียงแลกเปลี่ยนเวลาชาตะของบุตรธิดาต่อกัน หลังจากนั้นก็มิใคร่ติดต่อกัน สำหรับครั้งนี้ฉี้น่ำซัวเพียงส่งคนผู้หนึ่งถือจดหมายไปเมืองฮั่งจิว กำหนดพิธีวิวาห์เลย

ฉี้น่ำซัวตั้งใจไว้ว่ายามที่ธิดาจากบ้านเกิดไป จะประกาศต่อชนชาวบู๊ลิ้มที่มาชุมนุมว่าประแจแห่งเจดีย์ทองคำตกเป็นสมบัติของตน เพื่อสะกิดจิตละโมบพวกมันหักล้างกันเอง

เพื่อว่าขณะที่พันตูกัน ฉี้น่ำซัวจะหาโอกาสสำรวจทรวงอกบุคคลนั้นว่ามีรอยแผลเกิดจากการลุกไหม้หรือไม่

ฉี้น่ำซัวสลัดความคิดกลับมาจดจ่อกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าก้มศีรษะลงกล่าวว่า

“อิงยี้ เจ้าหากยังเชื่อฟังบิดา ต้องเร่งรีบออกจากหมู่บ้าน รุดสู่แถบกังหนำในบัดดล ภายหลังบิดาหากปลอดภัย ย่อมหาหนทางไปเยี่ยนเยียนเจ้า”

ฉี้อิงได้ยินบิดากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ทราบดีว่ามิอาจขัดคำสั่ง ได้แต่หลั่งน้ำตาแล้วย่อกายกราบกราน หักใจหันร่างจากไป

ฉี้น่ำซัวจับจ้องธิดารักด้วยดวงใจอันขมขื่นปวดร้าว จากนั้นเบือนสายตาไปยังกล่องสีทองที่จัดตั้งอยู่ข้างเวที ภายใต้การเฝ้ารักษาของเหล่าบริวาร ในกล่องจัดวางประแจสีทองลักษณะโบราณประหลาดล้ำดอกหนึ่ง นี่คือ… ประแจแห่งเจดีย์ทองคำ

สภาพในวงต่อสู้ หัตถ์อสนีบาตเนื่องจากใช้ปมด้อยของตัวไปหักล้างกับกระบี่แห่งพิภพ ซึ่งทุ่มเทหลักถนัด ดังนั้นห้าสิบกระบวนท่าพอผ่านพ้น วิถีกระบี่ของกระบี่แห่งพิภพจึงเริ่มแผ่กระจายรุกไล่คู่ต่อสู่เป็นพัลวัน

พลันได้ยินเสียงตวาดดังกัมปนาท และแล้วเงาร่างทั้งสองก็แยกย้ายจากกัน

ร่างอันต่ำเตี้ยพิกลของกระบี่แห่งพิภพยังยืนหยัดมั่นคง กระบี่โบราณในมือประคองเฉียงๆ ฝ่ายหัตถ์อสนีบาตปล่อยดาบห้อยต่ำ มือหนึ่งกุมทรวงอกที่มีโลหิตฉีดพุ่ง ซวนเซล่าถอยไปด้านหลังตลอดเวลา

ฉี้น่ำซัวรีบปรากฏกายออกไป ประคองหัตถ์อสนีบาตไว้ กล่าวว่า

“ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังคงพยาบาลบาดแผลก่อนเถอะ”

พลางนำหัตถ์อสนีบาตมาอีกด้านหนึ่ง ล้วงหยิบยาสมานแผลถูทาให้ แต่หัตถ์อสนีบาตกลับใช้สองมือปกป้องทรวงอกตลอดเวลาสร้างความเคลือบแคลงสงสัยขึ้น

หัตถ์อสนีบาตเนี่ยกล่าวคำขอบคุณแล้วก้าวออกมาทางด้านนอก พลางถามฉี้น่ำซัวที่เดินติดตามมาว่า

“ผู้น้องขอบังอาจไต่ถามฉี้เฮียสักประโยค ท่านมิมีความประสงค์ครอบครองประแจแห่งเจดีย์ทองคำจริงๆ หรือ?”

ฉี้น่ำซัวตอบอย่างรัดกุมว่า

“เราย่อมมีวุตถุประสงค์เช่นนั้น หาไม่แล้วคงมิแสดงออกต่อผู้กล้าหาญทั่วใต้หล้า”

“ฉี้เฮียมิใช่เป็นเพราะสำนึกทราบว่า ข่าวคราวนี้แพร่งพรายออกไปแล้ว จึงพาลแสดงออกเพื่อให้ผู้คนช่วงชิงกัน?”

“ท่านถามประหลาดยิ่ง เราขณะครอบครองประแจเจดีย์ทองคำ ไม่มีผู้ไหนเลยรั่วไหลได้?”

ทั้งสองต่างใช้คารมที่ยอกย้อนต่อกัน หัตถ์อสนีบาตกล่าวว่า

“ผู้น้องเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน ได้รับทราบจากการบ่งบอกของคนผู้หนึ่งว่า ประแจของเจดีย์ทองคำตกเป็นสมบัติของฉี้เฮีย จากนั้นก็รับเทียบเชิญของท่าน จึงค่อยเชื่อถือข่าวคราวนั้น”

ฉี้น่ำซัวพอฟัง ต้องคำนึงในใจ

‘…คดีฆาตกรรมฉี้ตั่วเนี้ยใกล้พิสูจน์ชัดแล้ว หากต้องการทราบว่าตัวฆาตกรเป็นใคร ก็ต้องสืบเสาะว่าผู้ที่ส่งข่าวให้กับหัตถ์อสนีบาตคือผู้ใด’

ดังนั้นข่มสีหน้ากลับคืนสู่ปกติ สังเกตเหตุการณ์ในห้องโถงใหญ่ต่อไป

กระบี่แห่งพิภพพอหักโค่นหัตถ์อสนีบาตลงได้ ก็ยืนตระหง่านอยู่กลางเวที คาดมิถึงยามนั้นสำเนียงแค่นหัวร่อพลันดังขึ้น สุ้มเสียงทั้งเหยียดหยามทั้งเหี้ยมเกรียม

ห้องโถงใหญ่เงียบสงัดอยู่แล้ว เสียงแค่นนี้จึงสร้างความสนใจให้กับทุกผู้คนต้องเหลียวหน้ากวาดมอง

เห็นผู้ส่งเสียงเป็นบุรุษอายุมิถึงสามสิบ สวมชุดแพรงาม เค้าหน้าที่คมคายมีแววยโสผยอง มือถือพัดจีบคลี่โบกอย่างเยือกเย็น

กระบี่แห่งพิภพรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมา แต่ยังประสานมือขึ้นเล็กน้อยกล่าวว่า

“สหายท่านนี้ มิทราบมีความเห็นประการใด? หากมิรังเกียจ เล่าฮูคิดขอคำแนะนำด้วย”

คาดมิถึงบุรุษชุดแพรงามไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ กระบี่แห่งพิภพมีศักดิ์ศรีปานใด เมื่อแสดงความคารวะกลับมิได้รับความแยแส จึงยิ่งเดือดดาลจนอ้าปากหมายจะ…

ทันใดเบื้องหน้าพลันละลานตาวูบ ที่แท้บุรุษชุดแพรได้เคลื่อนกาย พลิ้วร่างขึ้นสู่เวที ดวงตาทั้งคู่พลันสาดเป็นประกายคมกล้าราวกับดาราบนฟากฟ้า

บุรษชุดแพรปรายตาเหลือบมองกระบี่แห่งพิภพวูบหนึ่ง แล้วจึงกวาดตาไปยังบรรดาบุคคลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมทั้งเจ็ด ส่งเสียงกังวานว่า

“พวกท่านทั้งหมดนี้สามารถนับเป็นยอดฝีมือแห่งยุคได้หรือไม่?”

ในบุคคลทั้งเจ็ด นางแมลงป่องซึ่งเป็นสตรีงามอายุเพียงสามสิบเศษ ประดับประดาอย่างเฉิดฉายละลานตา ผิวกายขาวผุดผ่องเย้ยหิมะ พลันแย้มยิ้มอย่างยั่วยวนกล่าวว่า

“ย่อมต้องนับได้”

บุรุษชุดแพรกล่าวเสียงเนิบนาบ

“ถ้าเช่นนั้นเราต้องการทราบว่า ภายใต้การจู่โจมของพวกท่านทั้งเจ็ด จะสามารถต้านรับการจู่โจมของเราได้ถึงยี่สิบเอ็ดกระบวนท่าหรือไม่?”

ห้องโถงใหญ่พลันบังเกิดความปั่นป่วนขึ้น ฮุ้นฮงเซี่ยงซือแห่งเสียวลิ้มยี่กล่าวขึ้นว่า

“ขอรับทราบนามของประสกด้วย”

บุรุษชุดแพรแค่นเสียงกล่าวว่า

“เรากิมเม้งตี้”

“อือม์ ประสกหมายความว่า เราทั้งเจ็ดมิอาจต้านรับท่านได้คนละสามกระบวนท่า?”

“พร่ำพิไรไปก็ไร้ประโยชน์ ทุกท่านขอให้ระวัง เราจะลงมือแล้ว”

ผู้คนในห้องโถงต่างแตกตื่นตระหนก อาศัยความสำเร็จของคนทั้งเจ็ด เชื่อว่าทั่วใต้หล้าไม่มีผู้ใดบังอาจกล้าท้าทายเช่นนี้ โดยเฉพาะกิมเม้งตี้ผู้นี้อายุมิถึงสามสิบ กลับไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ฮุ้นฮงเซี่ยงซือ ซัวมุ่งเทียนแห่งบู๊ตึง หัตถ์อสนีบาตตุลาการโฉด นางแมลงป่อง กระบี่แห่งพิภพ และฉี่ซาหงีแห่งพรรคธงเหลืองทั้งเจ็ด พากันปรากฏกายขึ้นบนเวที และลอบผนึกลมปราณขึ้น

บุคคลทั้งเจ็ดแยกย้ายควบคุมตำแหน่งอย่างเหมาะสม เมื่อเป็นเช่นนี้กิมเม้งตี้หากมิลงมือยังประเสริฐ หากขยับกายก็ต้องตกอยู่ในวงล้อมอันคับขัน ไม่อาจลงมือต่อผู้ใดสามขบวนท่าซ้อนๆ นั่นย่อมหมายความว่าทั้งเจ็ดคิดร่วมมือกันสะกดคู่ต่อสู้ มิให้กิมเม้งตี้มุ่งจัดการกับผู้ใดเพียงลำพัง

กิมเม้งตี้พลันเคลื่อนกายอย่างผ่าเผย กลับเข้าสู่ใจกลางวงล้อมเอง บรรยากาศเริ่มเขม็งตึงเครียดจนสุดตัว ยามนั้นพัดจีบในมือซ้ายของกิมเม้งตี้พลันรวบเข้าหา แล้วกวาดใส่นางแมลงป่องทางด้านข้าง

และแล้วฝ่ามือขวาก็ตะปบขลุ่ยสีทองแวววาวเลาหนึ่งจากหว่างเอว เบี่ยงกายยืดแขนทิ่มแทงเข้าใส่ฉิ่งซาหงีในฉับพลัน

ฉิ่งซาหงีแห่งพรรคธงเหลืองซึ่งกระชับสามง่ามทองเหลืองด้ามหนึ่งอยู่ก่อน ก็สะท้านใจอย่างรุนแรง มิกล้าลงมือต้านรับ รีบแฉลบกายหลบเลี่ยงอย่างลนลาน

ที่แท้มันพบว่าขลุ่ยทองของกิมเม้งตี้สภาวะแม้ว่องไว แต่ความเร็วอยู่ในระยะไม่สม่ำเสมอ ด้วยความพิสดารนี้กลับสามารถสยบวิชาสามง่ามบินของมันจนไม่มีทางแผ่อานุภาพได้

กิมเม้งตี้หัวร่อเสียงยาวนาน พัดจีบพลันกวาดฟาดออก ได้ยินเสียงดังเพียะ เมื่อปะทะกับกระบี่เล่มหนึ่งที่พุ่งมาราวกับสายฟ้า สามารถกระแทกผู้ลงมือจนถอยไปหนึ่งก้าว

ผู้ลงมือคือกระบี่แห่งพิภพ ซึ่งใช้กระบี่โบราณที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษ จู่โจมด้วยความรุนแรง กลับถูกกิมเม้งตี้เพียงวาดพัดก็กระแทกเบนเบือน ความตื่นตระหนกของมันจึงใหญ่หลวงนัก

กิมเม้งตี้ใช้กระบวนท่าต่อเนื่องกัน แลเห็นร่างสูงโปร่งสะอึกใส่ไปมา ฝ่ามือทั้งสองยื่นออกโดยพร้อมเพรียง อาวุธทั้งสองชนิดแยกย้ายตะลุยเข้าหาหัตถ์อสนีบาตกับตุลาการโฉด

หัตถ์อสนีบาตขณะจะกระแทกดาบออกไป ใช้การบุกสยบสภาวะกระหน่ำของฝ่ายตรงข้าม พลันรู้สึกมีพลังแหวกฝ่าอากาศ ที่แท้เป็นขลุ่ยทองของกิมเม้งตี้กวาดกรีด บังเกิดสำเนียงเกรี้ยวกราดระคายโสต

มันสำนึกดีว่า ผู้ที่ฝึกปรือฝีมือถึงขั้นนี้ อานุภาพจากพลังขลุ่ย สามารถกระแทกมันกับอาวุธจนปลิวไปได้หลายวา มิตกตายก็ต้องบาดเจ็บ จึงหวั่นไหวจนรีบลดดาบ กระโดดปราดไปหลายเชียะ

พัดจีบในมือซ้ายของกิมเม้งตี้ พอจู่โจมถึงเบื้องหน้าตุลาการโฉด ตัวพัดก็คลี่ออกเล็กน้อย แสดงว่าหากคิดกางรวบล้วนกระทำได้ดังใจปรารถนา

ตุลาการโฉดมือถือขวานเหล็กอันคมกริบรั้งรออยู่ก่อน จึงตวัดออกพุ่งเข้าใส่ท่อนแขนของฝ่ายตรงข้าม

กิมเม้งตี้คล้ายดั่งคาดคำนวณอยู่ก่อน จึงรั้งพัดกลับกรีดผ่านคมขวานอย่างสวยงาม ปลายพัดจี้ใส่ข้อมือตุลาการโฉด สร้างความตระหนกให้กับมันจนขวัญฝ่อ

ขณะนั้นฮุ้นฮงเซี่ยงซือแห่งเสียวลิ้มยี่ และซัวมุ่งเทียนแห่งบู๊ตึงพากันระดมจู่โจมใส่ พลั่วเหล็กของฮุ้นฮงเซี่ยงซือก่อเกิดพลังลมสะท้านโสต กระแทกลงบนศีรษะ ส่วนซัวมุ่งเทียนขยับกระบี่กรีดแฉลบดุจดั่งอสรพิษ เสือกแทงเข้าหาจากด้านข้าง

สองยอดฝีมือจากสำนักมาตรฐานยามลงมืออานุภาพก็ผิดแผกจากสามัญ กิมเม้งตี้กวาดพัดสกัดวิถีกระบี่ ขลุ่ยทองพลันทิ่มแทงขึ้นด้านบน ปะทะกับพลั่วเหล็กจนเบนเบือนไปสองเชียะ

กิมเม้งตี้ยามเคลื่อนไหว ก็ทยอยใช้วิชาหกเจ็ดประการที่มิละม้ายเหมือน ทั้งอ่อนหยุ่น ทั้งแกร่งกร้าว สยบยอดฝีมือทั้งเจ็ดจนระย่นย่อ!

เจ็ดยอดฝีมือแม้สามารถประสานสภาพการณ์ให้ดำเนินอย่างเหมาะเจาะสอดคล้อง พึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่กิมเม้งตี้ก็มีพฤติการณ์ที่สะท้านโลกสำแดงออกอยู่เสมอ

ขณะตกอยู่ในวงล้อม กิมเม้งตี้ก็สามารถโลดแล่นอย่างปราดเปรียว ต้านทานตีโต้โดยไม่ติดขัด ยามเผชิญกับภาวะอันตรายก็มีวิชาท่าเท้าประหลาด หลีกเลี่ยงราวปาฏิหาริย์

ฉี้น่ำซัวที่ยืนชมการต่อสู้อยู่ ยิ่งจับจ้องยิ่งหวั่นไหว เนื่องจากหลักวิชาฝีมือของกิมเม้งตี้ หาได้อยู่ในสารบบทั่วไปไม่ เป็นการบัญญัติขึ้นอีกแบบหนึ่ง มิทราบมีความเป็นมาอย่างไร?

การหักล้างพลันดำเนินถึงกระบวนท่าที่ยี่สิบเอ็ด เงาร่างของบรรดาผู้กลุ้มรุมพากันโซซัดโซเซออกจากวง มีแต่หัตถ์อสนีบาตที่ยังกรีดดาบออกอีกสามครั้งอย่างเดือดดาล

กิมเม้งตี้แผ่พุ่งพลังภายในเข้าไปตัวขลุ่ยแล้วกรีดออก หัตถ์อสนีบาตแม้พยายามหลบเลี่ยง แขนข้างหนึ่งยังถูกจู่โจมใส่จนปวดระบมร่างปลิวกระเด็นไปอีกด้านหนึ่ง

ฉี้น่ำซัวรีบพุ่งกายยื่นมือประคองไว้ ฝ่ามือขวาฉกฉวยโอกาสสัมผัสทรวงอกฝ่ายตรงข้าม และแล้วสีหน้าพลันอดแปรเปลี่ยนมิได้

มันรู้สึกว่าทรวงอกของหัตถ์อสนีบาตมีรอยแผลที่ราบรื่นและแข็งกระด้างแห่งหนึ่ง ที่แท้เป็นตัวฆาตกรสังหารภรรยาที่ไล่ล่ามาเนิ่นนานปีนั่นเอง! เพียงแต่ว่าผู้ร่วมมืออีกคนเป็นใคร?

ฉี้น่ำซัวเริ่มบังเกิดเพลิงอำมหิตลุกฮือโหม แต่ยังมิมีปฏิกิริยาใด พลันเหลือบเห็นเงาร่างอันคล่องแคล่วสายหนึ่ง พุ่งปราดมายังกล่องบรรจุประแจทองทางข้างกาย

เงาร่างนั้นกลับเป็นกิมเม้งตี้ ขณะลอยร่างอยู่ พลันยื่นมือกวัดแกว่งกลางอากาศวูบหนึ่ง ประแจแห่งเจดีย์ทองคำพลันถูกดึงดูดไปในมือมัน

ฉี้น่ำซัวรีบผนึกกำลังขึ้น แล้วกระแทกใส่กลางหลังของหัตถ์อสนีบาต ได้ยินมันแผดร้องออกมา เรือนร่างล้มฟุบลง จากนั้นฉี้น่ำซัวรีบแฉลบกายหลบเร้นหายไป

ยามนี้ ผู้คนทั้งหมดต่างใช้สายตาจับจ้องมาทางกิมเม้งตี้ผู้ครอบครองประแจทองอย่างประสงค์ร้าย

คาดมิถึง กิมเม้งตี้หลังจากพิจารณาอยู่เล็กน้อย พลางกล่าวว่า

“เรามิมีความคิดค้นหาเจดีย์ทองคำ ประแจทองดอกนี้ขอมอบให้กับพวกท่านเถอะ!”

พลางสะบัดฝ่ามือซัดพุ่งประแจแห่งเจดีย์ทองคำให้กับฮุ้นฮงเซี่ยงซือแห่งเสียวลิ้มยี่

ฮุ้นฮงเซี่ยงซือสะบัดชายจีวรรับไว้ แต่มิกล้ามีจิตยึดครองกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า

“ประสกแซ่กิมมีพลังฝีมือยอดเยี่ยม การหักหาญในวันนี้ นับว่าเป็นยอดคนอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินแล้ว อาตมาคิดร่วมมือกับบรรดาผู้มีฝีมือทั้งหลาย ในสองเดือนนี้เร่งรุดเดินทางสู่เจดีย์ทองคำที่บรรพตไต้เซาะซัว ประสกแซ่กิมหากต้องการร่วมก็เชิญเดินทางไป”

กิมเม้งตี้มิแสดงความคิดเห็นแต่ประการใด พลันขยับร่างวูบหนึ่ง ก็ปลาสนาการไปในบัดดล

และหลังจากนั้น ชนชาวบู๊ลิ้มจำนวนมาก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์อันอื้ออึง ก็แยกย้ายออกจากหมู่บ้านตระกูลฉี้

 

เส้นทางบนทิวเขาสลับซับซ้อน พลันปรากฏอาชาพ่วงพีตัวหนึ่ง บรรทุกเงาร่างอันอ้อนแอ้นสายหนึ่ง ห้อตะบึงด้วยความว่องไว

ยามนั้น เสียงแผดร้องอันโหยหวนพลันแว่วมาตามสายลม เงาร่างนั้นจึงชะงักฝีเท้าม้าไว้ พลิ้วกายลงบนพื้นดิน

แลเห็นเป็นดรุณีรูปร่างอ้อนแอ้นแน่งน้อย เค้าหน้างามสะคราญยิ่ง สวมใส่กระโปรงสีเหลืองยาวลากดิน บนบ่าสะพายกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง

ดรุณีชุดเหลืองหลังจากคำนวณทิศทางแล้วก็เร่งรุดไป มาถึงใต้หน้าผาที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า ตามผนังผามีต้นสนงอกเงย

ในพงหญ้าอันหนาทึบใกล้ผนังผา มีเงาร่างที่ชโลมด้วยโลหิตสดๆ นอนฟุบอยู่ มันสองตาเบิ่งกว้าง สาดประกายน่ายำเกรง สวมอาภรณ์ชุดยาวเนื้อดีอายุประมาณห้าหกสิบปี

ดรุณีชุดเหลืองพลันกล่าวว่า

“ท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างไร?”

ชายผู้นั้นสูดลมหายใจลึกๆ กล่าวว่า

“เราพลัดตกจากหน้าผา ยังประเสริฐที่ถูกกิ่งไม้ตามผนังเกาะเกี่ยวไว้ ร่างจึงมิแหลกเหลวไป”

ดรุณีชุดเหลืองผงกศีรษะ ล้วงหยิบยาเม็ดออกมาสี่เม็ด ให้ฝ่ายตรงข้ามกลืนกินลงไป พลันกล่าวว่า

“ท่านผู้เฒ่าได้รับบาดเจ็บแขนหักขาสะบั้น แสดงว่าพลัดตกจากหน้าผาด้านบนจริงๆ หลังจากรับประทานยาเม็ดทรงค่าไป ในสามสิบวันกระดูกที่หักจะประสานกันเช่นเดิม ตอนนี้ท่านคล้ายดั่งยังรู้สึกปวดร้าวสุดทนทาน คาดว่าคงได้รับบอบช้ำภายใน?”

“ถูกแล้ว โกวเนี้ยมีสายตาคมกล้านัก ความคิดก็ละเอียดอ่อนยิ่ง”

“ข้าพเจ้าคาดคำนวณเหตุการณ์ได้แล้ว ท่านผู้เฒ่าคงถูกศัตรูประทุษร้ายจนบาดเจ็บภายใน ได้หลบหนีมาจากที่เกิดเหตุ เพื่อมิให้ถูกซ้ำเติมฆ่าทิ้ง จนมาถึงสถานที่นี้”

“โกวเนี้ยชาญฉลาดยิ่ง สามารถบรรยายได้ราวกับว่าประสบพบมาด้วยตนเอง”

ดรุณีชุดเหลืองหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“บัดนี้ท่านผู้เฒ่าบอกนามของท่านออกมาได้หรือไม่?”

“ย่อมได้ เพียงแต่หากกล่าวออกไป สำหรับกับโกวเนี้ยมีแต่เภทภัย หามีผลประโยชน์ใดไม่”

“ถ้าเช่นนั้นให้ข้าพเจ้าใคร่ครวญดู… ท่านเป็นใคร?… อือม์ ท่านผู้เฒ่าคงเป็นฉี้น่ำซัวประมุขหมู่บ้านตระกูลฉี้ผู้อาวุโสกระมัง?”

“โกวเนี้ยเป็นใคร? คราวก่อนเคยพบพานเล่าฮูหรือ?”

วาจานี้เท่ากับยอมรับแล้ว ดรุณีชุดเหลืองกล่าวว่า

“ไม่ ข้าพเจ้ามิเคยท่องเที่ยวในวงนักเลงมาก่อน ข้าพเจ้ากำเนิดจากอึ้งโอ้วปี่อก (บึงเร้นอาคารลับ) ซึ่งก็เป็นอาณาเขตที่ชนชาวบู๊ลิ้มมิเคยเหยียบย่างไปถึง”

ฉี้น่ำซัวอุทานอย่างตื่นเต้น

“ที่แท้โกวเนี้ยเป็นบุคคลสังกัดบึงเร้นอาคารลับ ซึ่งยึดครองอิมฮู้จินเก็ง (บันทึกมหากาฬ) ของหุบเขาปีศาจและตำราตกทอดของขงเบ้งแห่งสามก๊ก ยังถนัดในการวิจารณ์เรื่องราวพิจารณาสภาพการณ์หยั่งซึ้งถึงใจมนุษย์ วันนี้พอได้พบพานท่าน ค่อยเชื่อว่าเป็นจริงตามคำร่ำลือ”

หยุดเล็กน้อย แล้วจึงกล่าว

“เพียงแต่บึงเร้นอาคารลับในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ไฉนไม่มีศิษย์ออกท่องเที่ยวในวงการนักเลงเลย?”

ดรุณีชุดเหลืองกล่าวว่า

“บอกกับท่านก็ได้ แต่ต้องรักษาเป็นความลับ อันบึงเร้นอาคารลับของเรา ทุกๆ รุ่นจำกัดว่าต้องเป็นอิสตรีจึงจะถ่ายทอดวิชาให้ ดังนั้นยากเสาะพบทายาทที่เป็นอัจฉริยะ

ซือแป๋เรามีสติปัญญาเลิศล้ำกว่าข้าพเจ้ามากนัก แต่เหตุที่ท่านผู้เฒ่ามิแสดงตนในวงนักเลง เนื่องจากใฝ่สันโดษ ปล่อยกายตามกฎธรรมชาติ มิคิดชิงดีชิงเด่นกับผู้อื่น กอปรกับท่านผู้เฒ่าปราศจากวาสนา มิอาจผ่านด่านอนุมัติให้ออกจากสำนักได้”

ฉี้น่ำซัวซักถามอย่างสนใจ

“นี่นับเป็นกฎระเบียบที่ลึกลับมิมีผู้ใดรับทราบมาก่อน ขอถามบึงเร้นอาคารลับสร้างด่านทดสอบอย่างไร?”

“สำนักเรามีกลองทองเหลืองมหึมาใบหนึ่ง ภายในกลองบรรจุแผ่นไม้ไผ่ที่จารึกคำถามรวมสามร้อยข้อ ครอบคลุมถึงทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า ทั้งดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กลวิทยา ขบวนพยุห วิชาคำนวณ กลอุบายประยุทธ์ แนววิชาฝีมือ ตลอดจนกาพย์กลอนดนตรี จิตรกรรม ภูมิศาสตร์ และคำทายปริศนา”

หยุดเล็กน้อย จึงกล่าวต่อ

“ทายาททุกคนพอเข้าสู่สำนักร่ำเรียนสิบปี ก็จะทดสอบความรู้คราหนึ่ง โดยล้วงหยิบแผ่นไม้ไผ่ที่เป็นคำถามออกมา หากตอบได้สมบูรณ์จะมีโอกาสท่องเที่ยวในบู๊ลิ้ม หาไม่แล้วต้องกักตัวฝึกฝนไปจวบชั่วชีวิต”

ฉี้น่ำซัวค่อยทราบสาเหตุ พลันกล่าวว่า

“วงนักเลงยุคนี้ มีอัจฉริยะอายุเยาว์กำเนิดเป็นระลอก นอกจากโกวเนี้ยที่ทรงภูมิปัญญา ยังต้องนับบุรุษที่นามกิมเม้งตี้ซึ่งได้ปรากฏขึ้นในหมู่บ้านตระกูลฉี้ด้วย”

พลางเล่าพฤติการณ์ของกิมเม้งตี้ให้รับทราบและกล่าวว่า

“สำหรับกับโกวเนี้ย เล่าฮูย่อมมิอาจปกปิดเรื่องราวได้ อันประแจแห่งเจดีย์ทองคำที่ร่ำลือว่าตกเป็นสมบัติของเล่าฮู และเมื่อวันก่อนถูกช่วงชิงไปนั้นเป็นของปลอม และกิมเม้งตี้คราแรกได้ช่วงชิงประแจปลอมไป ต่อมาก็ประกาศว่ามิต้องการ คาดว่าคงทราบความจริงแล้ว”

ดรุณีชุดเหลืองผงกศีรษะอย่างเคร่งขรึม วิจารณ์ว่า

“คำนวณจากเรื่องราว กิมเม้งตี้นับว่าเปี่ยมเล่ห์อุบายลึกซึ้ง มันฉวยโอกาสเผชิญกับเจ็ดยอดฝีมือประกาศท้าทายหักหาญ แสดงว่าเป็นบุคคลที่มีจิตทะเยอทะยานและโฉดชั่วอำมหิตยิ่ง”

นางพลันหันเหหัวเรื่องว่า

“ข้าพเจ้าความจริงคิดเสาะหาท่าน เพราะต้องการทราบร่องรอยศิษย์ทรยศของผู้กล้าหาญดาบทองนามซิเล้ง มิทราบท่านผู้เฒ่าทราบหรือไม่?”

ฉี้น่ำซัวจึงบอกเล่าเหตุการณ์เท่าที่รู้ให้ทราบ พลันกล่าวอย่างสะทกสะท้อน

“เล่าฮูตอนออกจากหมู่บ้านตระกูลฉี้ เผชิญศัตรูคอยประทุษร้ายอยู่ก่อน เพียงฝ่ามือเดียวก็สะกดเล่าฮูจนบาดเจ็บ มิทราบฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร… อืมม์ โกวเนี้ยมิทราบมีนามอันใด?”

“ข้าพเจ้าแซ่กี้นามเฮียงเค้ง ตั้งแต่เยาว์วัยก็กำพร้าบุพการี ท่านผู้เฒ่าคงมิทราบ บึงเร้นอาคารลับขณะคัดเลือกผู้รับถ่ายทอดฝีมือ ต้องเป็นธิดากำพร้า หาไม่แล้วไหนเลยอาศัยอยู่ในสำนักไปจวบชั่วชีวิตได้”

“อ้อ เล่าฮูก็มีธิดาวัยเดียวกับโกวเนี้ย นางอายุสิบแปดปีแล้ว”

“ข้าพเจ้าอายุยี่สิบเอ็ดปี นางคงเป็นม่วยม่วย (น้องสาว) ข้าพเจ้าได้ ธิดาของท่านผู้เฒ่าย่อมคู่ควรกับครอบครองประแจแห่งเจดีย์ทองคำที่ไขไปสู่ขุมทัพย์มหาศาลกับยอดวิชาฝีมือ”

“สำหรับประแจทองดอกที่แท้จริง เล่าฮูได้ซุกซ่อนไว้ในสถานที่อันเร้นลับ มิต้องการให้ธิดาเราประสบมรสุมบู๊ลิ้ม”

ดรุณีชุดเหลืองกี้เฮียงเค้ง พลันกล่าวสรุปว่า

“ท่านผู้เฒ่าต้องรีบเร่งรักษาพยาบาล ข้าพเจ้ามีอาชาตัวหนึ่ง ท่านรีบปลดเปลื้องเสื้อนอกที่แปดเปื้อนโลหิต ข้าพเจ้าจะปลอมแปลงรูปโฉมเป็นบุรุษเพื่ออำพรางร่องรอย”

“เล่าฮูมีที่พำนักอันเร้นลับ เคยจับจองอยู่ตามตัวเมืองอื่นๆ หลายแห่ง…”

“ถ้าเช่นนั้นท่านคัดเลือกเส้นทางอันเหมาะสม ข้าพเจ้าจะคุ้มครองพาท่านไปเอง”


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here