บทสนทนาในความมืด
……….

มารีค่อยๆ ลืมตาขึ้น แวบแรกเธอเข้าใจว่าตัวเองยังไม่ตื่น แต่เมื่อลองขยับตัวดูความเจ็บปวดที่ข้อมือและข้อเท้า ก็ทำให้เธอแน่ใจว่าเธอตื่นแล้วมีสติเต็มตัว และกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เด็กสาวกวาดตามองไปรอบๆ ตัว ท่ามกลางความมืด เธอมองเห็นลำแสงเล็กๆ ที่ลอดออกมาจากขอบหน้าต่างแบบกระจกช่องแสงด้านบนที่ผนังติดกับเพดาน เมื่อปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่งจึงมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในห้องนั้นได้เลือนราง

เธอสะดุ้งเฮือกขึ้นมา หวาดกลัวจนตัวสั่นน้ำตาคลอ เมื่อรู้สึกได้ว่า มีใครอีกคนอยู่ในห้องนั้น นั่งซุ่มตัวนิ่งๆ เงียบๆ อยู่ในมุมมืดเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง

“ขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ ไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายคุณหรอก เมื่อถึงเวลาแล้วคุณจะเข้าใจ”

มารีหันไปมองทางที่มาของเสียง พยายามเพ่งอย่างไรก็เห็นเพียงร่างตะคุ่มตะคุ่มไม่เห็นรูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าของผู้พูด รู้เพียงว่าเป็นเสียงของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

เด็กสาวพยายามนึกย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่เธอจำได้ เธอกำลังยืนรอพี่ต้อง ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เพิ่งตกลงคบหาเป็นแฟนกันเมื่อเดือนที่แล้ว วันนี้นัดกันจะไปดูหนังรอบค่ำ และวางแผนกันว่าหนังจบแล้วอาจจะไปร่วมงานลอยกระทงที่ริมแม่น้ำต่อ

เธอรอพี่ต้องอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอย สมาธิมุ่งอยู่กับถนนอีกฝั่งหนึ่ง รอคอยให้เขาปรากฏตัวขึ้นมารับเธอไปด้วยกัน

มารีสะดุ้งสุดตัว เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสจากฝ่ามือเย็นเฉียบของใครคนหนึ่งที่ต้นแขน เมื่อหันหน้าไปมองยังไม่ทันเต็มตา ชายแปลกหน้าร่างสูงใหญ่ก็ยกขวดสีดำเล็กๆ ขึ้นฉีดละอองพ่นใส่หน้า แล้วเธอก็หมดสติไป

อันที่จริง มารีรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของชายลึกลับคนนี้มาสักระยะแล้ว เธอมักจะมองเห็นร่างหรือเงาดำ แอบซุ่มอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เธอไปบางครั้งเหมือนมีคนเดินสะกดรอยตาม ชายร่างสูงใหญ่คนนี้คอยติดตามเธอไปทุกที่ ทุกที่จริงๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่ในห้องสมุดโรงเรียน โรงอาหาร ร้านไอศกรีมในห้างสรรพสินค้า หลังจากนั้นเธอจึงเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยเฉพาะในซอยเข้าบ้านที่ค่อนข้างลึกและเปลี่ยว

มารีเลี่ยงการเดินเข้าซอยคนเดียวด้วยการโทรศัพท์ให้คนในบ้านออกมารับ แล้วพอมีแฟนก็เป็นหน้าที่ของแฟนที่จะเดินเข้าออกมาส่งเธอ คืนนี้มารีเห็นว่าสายแล้วกลัวจะไปดูหนังไม่ทันเลยเป็นฝ่ายออกมารอก่อน

กลับกลายเป็นว่าเธอตัดสินใจผิดอย่างมหันต์ ความประมาทครั้งนี้นำภัยมาสู่ตัวโดยแท้!

นึกแล้วมารีก็สะอื้นขึ้นมาด้วยความกลัวและน้อยใจ เรื่องนี้เธอเล่าให้ฟังคนที่บ้านและพี่ต้องแฟนของเธอฟัง แต่ทุกคนต่างก็สรุปไปว่าเธออาจจะคิดมากหรือระแวงไปเอง เพราะคนที่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในขณะที่เธอบอกว่ามองเห็นคนสะกดรอยตามมานั้น กลับไม่มีใครเคยเห็นร่างเงาลึกลับนั้นเลยสักครั้งบ้างก็ว่าเป็นผีบ้างก็ว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวร

แต่มารีไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้นหรอก เธอรู้สึกได้ว่าคนที่ตามเธออยู่นั้นเป็นมนุษย์เหมือนกันนี่แหละ แต่ต่างออกไป ทว่าถ้าจะให้อธิบายถึงความแตกต่างที่ว่านั้น เธอก็กลับอธิบายไม่ได้ เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว ที่ยังคงลึกลับน่าสงสัย

ในห้องมืดนั้น เด็กสาวรู้สึกได้ว่า ชายแปลกหน้าไม่ได้มุ่งร้าย ท่าทีไม่เร่งรีบและดูไม่ตื่นเต้นร้อนรนอะไรของเขาทำให้มารีสับสนงวยงง

“คุณ… ต้องการอะไรกันแน่” มารีลองเอ่ยถาม ใจเต้นแรงจนเสียงสั่น

วินาทีต่อจากนั้นเธอก็ต้องแปลกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อได้ยินเสียง ฮึก… คล้ายคนกลั้นสะอื้น! ยังไงกันเนี่ย โจรลักพาตัวกำลังร้องไห้อยู่งั้นเหรอ!

“นี่… คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า” นี่ก็น่าแปลกเข้าไปอีก มารีรู้สึกอย่างเต็มอกว่ากำลังสงสารและเป็นห่วงชายคนนั้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้

เหมือนเสียงเขาสูดน้ำมูกเบาๆ และพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น “คุณพักผ่อนเสียเถอะ เดี๋ยวอีกไม่กี่ชั่วโมง ผมจะปล่อยคุณไป”

ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่ในความมืดที่เงียบสงัด บางครั้งก็มีเสียงผ้าเสียดสีกันสวบสาบจากการขยับตัวบ้าง เด็กสาวมองละอองฝุ่นสีขาวที่ล่องลอยคว้าง กระเจิงแสงอยู่ตามแนวแสงที่ลอดเข้ามาตรงซอกประตู

“รู้ไหม ตอนนี้คงกำลังมีคนตามหาฉัน” มารีพูดขึ้นเบาๆ พี่ต้องคงกระวนกระวายแย่แล้วที่เธอไม่ได้ไปตามนัด

“หึ แฟนคุณที่ชื่อต้องน่ะเหรอ เชื่อผมเถอะ ป่านนี้เขาไปลอยกระทงกับคนอื่นเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ใส่ใจคุณหรอกว่าหายไปไหน”

คราวนี้มารีฉุนขึ้นมานิดๆ “เราอยู่กันตรงนี้ คุณจะไปรู้ได้ยังไง”

เสียงถอนหายใจของชายคนนั้นดังลอดออกมาจากซอกมืดๆ ที่เขานั่งอยู่ “รู้สิ ไอ้เหี้ยนี่เจ้าชู้จะตาย ไข่ทิ้งเรี่ยราด สันดานอย่างนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เอาแค่ตอนนี้ คุณคิดว่ามันคบคุณคนเดียวหรือไง”

เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามคิดหาความเชื่อมโยง แต่ก็ยังไม่พบ “เอาละ คุณคงเกลียดพี่ต้อง หรือโกรธ หรืออะไรสักอย่าง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเรื่องนี้มันเกี่ยวกับฉันยังไง”

ชายปริศนาไม่ได้ตอบอะไรอีก ได้แต่นิ่งเงียบ กลางดึกในคืนฤดูหนาว แม้จออยู่ในห้องที่ปิดทึบ ไม่มีอากาศถ่ายเท แต่ก็ยังหนาว มารีเริ่มสั่นสะท้าน ตอนที่ชายคนนั้นลุกเดินมาใกล้ แล้วห่มเธอด้วยผ้าผืนใหญ่หนานุ่มที่มีกลิ่นไอบางอย่างและเนื้อสัมผัสเฉพาะตัวที่คล้ายกับผ้าห่มผืนโปรดที่มารีห่มนอนทุกคืนอย่างไม่น่าเชื่อ

“ห่มไว้นะ เดี๋ยวไม่สบาย” น้ำเสียงนั้นมีความอาทรอ่อนโยนจนแทบไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่านี่เป็นสิ่งที่โจรกระทำต่อเหยื่อ

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ในห้องนั้น  มารีเริ่มสังเกตเห็นแสงที่ลอดเข้ามาในห้องเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลอย่างแสงแดดยามแรกเช้าของฤดูหนาว

“ฟ้าคงใกล้สว่างแล้ว” มารีเปรยขึ้นเบาๆ “เอาละ คุณจะบอกฉันได้รึยัง ว่าจับตัวฉันมาทำไม” เด็กสาวมองไปทางร่างตะคุ่มนั้นที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นลักษณะรูปร่างหน้าตาเขาได้ชัดเจนขึ้น

ชายหนุ่มอายุราว 30 ปี ที่มีใบหน้าเศร้าหมอง รูปร่างสูงใหญ่ แต่ผิวขาวซีดเหมือนไม่ค่อยถูกแดดถูกลม ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบ ดูไม่มีพิษภัยอะไร ไม่เหมือนโจรผู้ร้ายอย่างที่เห็นในหนังในละครสักนิด

ยิ่งเมื่อเขาเริ่มต้นเอ่ยปากเล่าเรื่องนั้น มารีก็ยิ่งคุ้นเคยกับน้ำเสียง ในอกวูบโหวง ใจหายบอกไม่ถูก

“รู้ไหม ชีวิตผมมันบัดซบแค่ไหน ตั้งแต่ผมเกิดมาในท้องแม่ ผมก็สร้างแต่ความเดือดร้อนให้ทุกคน แม่ท้อง ต้องลาออกจากโรงเรียน พ่อผมก็ปัดความรับผิดชอบ ทำให้แม่ต้องเจ็บปวด อุ้มท้องและโอบอุ้มคำตำหนินินทาด่าทอจากคนรอบข้างอยู่คนเดียว ต้องลาออกจากโรงเรียน ทำงานใช้แรงงานหาเงินเลี้ยงผม

“เวลาผ่านไปมีแต่คนชื่นชมที่แม่เก็บผมไว้ ไม่ยอมเอาออก และอดทนเลี้ยงดูผมมาด้วยความยากลำบาก ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด เจอคนใจร้ายทำร้ายจิตใจ ถูกโกง ถูกเอาเปรียบสารพัด แต่แม่ก็ยังรักและดูแลผมมาอย่างดีที่สุด แม่ยิ้มเสมอ ทั้งที่ผมรู้ว่าในใจแม่กำลังหลั่งเลือด กว่าผมจะโตมาได้ แม่ก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แล้วก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายลาโลกไป เมื่อรู้ว่าผมมีการงานทำมั่นคง หมดห่วงแล้ว”

มารีน้ำตาซึม “คุณก็เลยโกรธ เกลียดคนที่มาทำร้ายแม่คุณจนต้องป่วยและทรมานงั้นใช่ไหม ใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับฉัน”

แสงที่ลอดเข้ามาในห้องสว่างขึ้นอีก ทำให้มารีเริ่มมองเห็นน้ำตาของเขาเอ่อขึ้นมาคลอเต็มตา เขาจ้องมองดวงตาของเด็กสาวด้วยแววตาของคนที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อ โศกเศร้า

“แต่ถึงแม่จะฆ่าตัวตาย ทิ้งผมไว้บนโลกเส็งเคร็งนี่ ผมก็ไม่โทษแม่หรอก ชีวิตของแม่ก็เป็นสิทธิ์ของแม่ แม่จะตัดสินใจทำอะไรกับตัวเอง ผมก็เคารพการตัดสินใจ แต่สิ่งสุดท้ายที่แม่ทำนั่นต่างหาก ที่โหดร้ายกับผมมากเกินไป จนผมต้องตัดสินใจทำแบบนี้”

ไม่รู้ว่ามารีเหนื่อยเกินไป หรือเป็นภาพหลอน ที่ทำให้เธอเห็นว่าร่างชายคนนั้นเริ่มเลือนรางจางลงทุกที

“วันหนึ่งมันก็ถึงวันของผม วันที่ผมไม่อยากอยู่ ผมอยากไปบ้าง อยากลาออก ลาออกจากทุกสิ่งทุกอย่าง ลาออกจากความเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่ไร้ค่า มนุษย์ที่ต่ำต้อยและไม่เคยทำอะไรเพื่อแม่ได้จริงๆ เลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งแรก สิ่งเดียวที่ผมรับปากแม่ไว้ก่อนตาย มันเหนี่ยวรั้งผมให้จมอยู่กับความทุกข์ทรมาน”

ตอนนี้เขาปิดหน้าสะอื้นฮักๆ มารีน้ำตาไหลพราก รู้สึกสะเทือนใจไปด้วยแม้จะยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามากนัก

“แม่ขอให้ผมสัญญา ให้ผมใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีที่สุด มีความสุขที่สุดแทนแม่ด้วย ให้ผมคิดว่าชีวิตของแม่ครึ่งหนึ่งอยู่ในตัวผม ถ้ารักแม่ก็ต้องรักตัวเองมากๆ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องลงเอยแบบแม่ อย่าฆ่าตัวตายแบบแม่ แต่ผมทำไม่ได้ ผมทำไม่ได้” ว่าแล้วเขาก็ร้องไห้โฮ

เด็กสาวงุนงง สับสน และเศร้าใจไปกับเขา เธออยากช่วย อยากเข้าไปกอด อยากปลอบใจ อยากทำอะไรเพื่อช่วยเขาได้บ้าง ทำไม เพราะอะไรก็ไม่รู้

ชั่วขณะนั้นเอง แสงแดดที่ส่องสว่างขึ้น ทำให้มารีมองเห็นใบหน้านั้นได้อย่างละเอียดอีกครั้ง ใจเธอกระตุกวูบ เมื่อเห็นเค้าโครงหน้าของเขาคล้ายใบหน้าของเธอราวกับเป็นพี่น้อง เส้นผม โครงสร้างร่างกายของเขา และน้ำเสียงคุ้นหูนั่นก็คล้ายกับพี่ต้องจนน่าตกใจ!

“ผมไม่อยากผิดสัญญากับแม่ การรักษาสัญญาครั้งนี้ จะเป็นสิ่งแรกที่ผมทำเพื่อแม่ได้สำเร็จ ผมจะไม่ฆ่าตัวตาย แต่ในเมื่อผมก็อยู่ต่อไปไม่ได้ ผมจึงต้องเลือกวิธีอื่น ที่จริงแบบนี้ดีที่สุดแล้ว ผมไม่ควรเกิดมาทำลายชีวิตแม่ตั้งแต่แรก”

ตอนนี้ ร่างของชายหนุ่มตรงหน้าเลือนรางลงมากจนเหมือนภาพโฮโลแกรมบางๆ เท่านั้น

มารีเพิ่งเห็นความจริงที่น่าประหลาดอีกอย่าง ที่ว่าผ้าห่มผืนที่เธอห่มอยู่นั่นเป็นผืนเดียวกับผ้าห่มที่เธอห่มนอนอยู่ทุกคืน แต่เก่าซีดและเนื้อนุ่มเละ เหมือนผ่านเวลามานานแสนนาน

ชายหนุ่มตรงหน้าอมยิ้ม “แม่รักผ้าห่มนั่นมาก ผมก็เหมือนกัน หลังจากแม่ตายไป ผมก็ยังคงเก็บไว้อย่างดี กอดนอนทุกคืน เห็นไหมว่าผมอ่อนแอขนาดไหน”

คราวนี้เป็นมารีเองที่กำลังสะอื้น ผ้าห่มและเชือกที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าของเธอก็จางลงและมลายหายไปต่อหน้า ตอนนี้สว่างมากพอที่จะเห็นแล้วว่า เธอเพียงแต่ถูกจับมาขังไว้ในห้องเก็บของใต้ถุนบ้านตัวเอง

“ผมคอยตามแม่มาตลอดเดือนนี้ หากพ้นคืนนี้ไปได้ ก็จะพ้นเวลาที่ผมจะปฏิสนธิในท้องของแม่แล้ว”

ร่างเลือนรางที่กำลังจะหายไปก้มลงกราบที่เท้าของเด็กสาว และซบหน้าลงที่หลังเท้าของเธออย่างรักใคร่ “ผมไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจได้เลย แต่ครั้งนี้ ผมคงช่วยแม่ได้ ถ้าแม่ไม่มีผม ชีวิตแม่คงไม่เลวร้ายมากนัก แม่จะเรียนจบ ได้ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ได้ทำงานดีๆ แต่งงานกับคนดีๆ และถ้าเรายังมีวาสนาต่อกัน ผมอาจจะได้กลับมาเป็นลูกแม่อีก ในเวลาที่เหมาะสม”

“เดี๋ยว…” มารีพูดพลางสะอื้น เอื้อมมือไขว่คว้าคนตรงหน้า แต่ก็ทำได้เพียงวืดผ่านอากาศว่างเปล่า

“คราวนี้เป็นฝ่ายผมที่ต้องขอแม่บ้างแล้ว” ร่างนี้ยิ้มก่อนสลายไปในแสงแดดยามเช้าที่เจิดจ้า “ช่วยใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุขแทนผมด้วยนะครับแม่#.

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here