ตอนที่ 2…..เทพบุตรในฝัน

หนึ่งบุรุษหนึ่งดรณีหยุดชะงักที่ปากโพรง ฉี้อิงกล่าวว่า

“ซือแป๋ข้าพเจ้าฝึกปรือผีมืออยู่ภายในทุกทิวา ตั้งแต่อาทิตย์อุทัยจวบจนฟ้าสาง ล้วนพำนักอยู่ภายในตี่ซิมเก็ง (ตำหนักบาดาล)”

ซิเล้งผงกศีรษะเป็นเชิงรับทราบ แต่ความจริงเต็มไปด้วยความพิศวง มิทราบซือแป๋นางเป็นใคร? ตำหนักบาดาลมีความพิสดารใด? นางพาตนมาที่นี่เพราะวัตถุประสงค์อย่างไร?

ฉี้อิงกล่าวอีกว่า

“พวกเราบัดนี้จะร่วมทางไปยังตำหนักบาดาลน้อมพบซือแป๋ แต่ก่อนจะเดินทาง ข้าพเจ้าขอบ่งบอกกับท่านว่า ตำหนักบาดาลนี้ชั่วนาตาปีถูกห่อหุ้มด้วยพลังความเย็นยะเยียบ จึงมีบรรยากาศที่หนาวเย็นสุดทนทาน สามารถทำร้ายผู้คนจนแข็งตัวตาย คราครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ไม่มีหนทางช่วยเหลือท่านได้”

ซิเล้งขมวดคิ้วกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นโกวเนี้ยคราแรกที่เข้าสู่ตำหนัก มิทราบผ่านด่านความเย็นชั้นนี้ได้อย่างไร?”

“ซือแป๋เราประทานอาภรณ์ชุดที่ข้าพเจ้าสวมใส่อยู่นี้ มิเพียงสามารถต้านทานพลังความเย็นที่กดดัน ยังไม่ต้องเกรงว่าจะถูกชะง่อนศิลาบนทางคับแคบกรีดทำร้ายถูก”

“ข้าพเจ้าคงมิอาจรอดพ้นเภทภัย สำหรับความเป็นตายไม่ได้นำพามา แต่ข้าพเจ้ากลับต้องการทราบว่า พอเข้าสู่ตำหนักกราบพบซือแป๋ท่านแล้ว จะมีคุณประโยชน์อย่างไร?”

ฉี้อิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“นั่นต้องขึ้นอยู่กับโชควาสนาของท่านแล้ว ซือแป๋ข้าพเจ้าเคยบ่งบอกว่า ผู้ใดสามารถต้านทานพลังความเย็น ล่วงล้ำถึงตำหนักได้ นับว่ามีบุญวาสนา อย่างน้อยย่อมมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์”

“ขอบคุณในคำชี้แจงของโกวเนี้ย แต่ข้าพเจ้ามิต้องการเข้าไปกราบพบซือแป๋ของท่าน ซือแป๋ท่านแม้จะประทานขุมทรัพย์มหาศาลให้ ก็ปราศจากความหมายสำหรับข้าพเจ้าเลย”

“เหลวไหล! ซือแป๋ข้าพเจ้าไหนเลยมีทรัพย์สมบัติอันใด นั่นย่อมต้องเป็นผลประโยชน์ประการอื่น”

“มิว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่อาจรับไว้ทั้งสิ้น”

กระแสเสียงของซิเล้งเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ฉี้อิงขุ่นเคืองจนรั้งมืออันขาวผ่องขึ้น หมายตบใส่ใบหน้าฝ่ายตรงข้าม

แต่ทว่าประกายตาพลันเหลือบเห็นหว่างคิ้วซิเล้งปรากฏแววทระนงถือดี มิแยแสความลิงโลดดาลเดือดของนางเลย มิหนำซ้ำยังมีท่วงท่าฮึกเหิม บังอาจกล้าท้าทายปุถุชนทั่วใต้หล้าโดยไม่ระย่นย่อ

อันบุคลิกของชายชาติชาตรีที่สมบูรณ์เช่นนี้ กลับทำให้ฉี้อิงบังเกิดความนิยมนับถือ ห้อยแขนลงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าบอกกับท่านตามความสัตย์เถอะ ซือแป๋ข้าพเจ้ากล่าวว่า ด่านความเย็นนี้สมควรเป็นผู้มีขันติเข้มแข็ง และใจสัตย์ซื่อถือมั่น จึงมีความหวังผ่านพ้นได้ ธาตุทรหดเด็ดเดี่ยวของท่านคงมิเป็นปัญหา เพียงแต่ท่านจะเป็นบุรุษที่ยังดำรงซึ่งมโนธรรมหรือไม่เท่านั้น”

ซิเล้งกล่าวในบัดดล

“ประเสริฐ ข้าพเจ้ากลับต้องการอาศัยภาวะแวดล้อมมาทดสอบกมลสันดานของตัวเองเช่นกัน บัดนี้เชิญโกวเนี้ยชี้แนะวิธีเดินเหินด้วย”

ฉี้อิงกลับลังเลขึ้นมา กล่าวว่า

“ด่านแห่งความหนาวนี้ ยากที่จะผ่านพ้นได้ กระทั่งข้าพเจ้าติดตามซือแป๋มาหลายปี ฝึกปรือวิชาต้านทานความหนาวเหน็บ สวมใส่ชุดหนังตัดเย็บพิเศษนี้ ยังรู้สึกหนาวเย็นยิ่ง สำหรับบุคคลภายนอกอาจประสบเภทภัยถึงแก่ชีวิต ท่านสมควรตรึกตรองเสียก่อน”

“นอกจากโกวเนี้ยจะใช้วิชาฝีมือสยบข้าพเจ้าจนมิอาจเคลื่อนไหว หาไม่แล้วข้าพเจ้าต้องการพิสูจน์ทดสอบให้จงได้!”

“เอาเถอะ แต่คราแรกท่านไฉนจึงปฏิเสธมิยอมเข้าสู่ตำหนักเล่า?”

“เนื่องจากข้าพเจ้ายังมิทราบว่าโกวเนี้ย ไฉนให้ความคุ้มครองและพามาถึงที่นี้ ข้าพเจ้าแม้เป็นบุคคลถูกใส่ไคล้ แต่ก็จำแนกบุญคุณความแค้นชัดแจ้ง เมื่อโกวเนี้ยมิยอมบ่งบอกความนัย ข้าพเจ้าก็ยากที่จะปฏิบัติตามความประสงค์ของท่านได้”

“อ้อ รอให้ท่านพบพานซือแป๋ข้าพเจ้า ก็ทราบได้ว่าข้าพเจ้าไฉนจึงคุ้มครองท่านแล้ว ไปกันเถอะ”

นางย่อกายนำหน้าเข้าสู่ถ้ำ ซิเล้งก็ปฏิบัติตามวิธีการของนาง ใช้เท้าทั้งสองข้างสำรวจเข้าไปภายในก่อน พบว่าที่แท้เป็นทางเดินทอดเฉียงต่ำลง เส้นทางคับแคบยิ่งนัก ไม่อนุญาตให้ผู้คนสองคนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กัน แต่ส่วนสูงยังพอให้ซิเล้งยืดกายขึ้นได้

ในความมืดมีฝ่ามือนุ่มนิ่มข้างหนึ่ง ยื่นมาเกาะข้อมือซิเล้งไว้ บุกเบิกนำทาง เดินเหินอยู่หลายวา พลังของความหนาวเหน็บยิ่งนานยิ่งรุนแรง

ฉี้อิงชะงักเท้าลง กล่าวว่า

“เบื้องหน้ามีระยะทางช่วงหนึ่งเดินลำบากยิ่ง สมควรย่อเอวลงและหลบหลีกไปทางซ้ายขวาตลอดเวลา”

ขณะกล่าววาจา ได้ฉุดลากซิเล้งเข้ามาจนแทบแนบสนิทกับกลางหลังของนาง ให้ซิเล้งใช้มือโอบรอบเอวของนางไว้ พลางกล่าวเบาๆ

“ท่านต้องติดตามข้าพเจ้าอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ เพื่อมิให้ประสบอันตรายถึงกับโลหิตหลั่งไหล”

ซิเล้งเงียบงันมิเอ่ยวาจา ทั้งสองจึงเดินเหินต่อไป ฉี้อิงพอก้าวเท้าซ้าย ซิเล้งก็ก้าวตาม วิธีนี้จึงไม่ปะทะกัน พอเดินเหินไปหลายก้าว เรือนร่างของทั้งสองก็เสียดสีสัมผัสกันอย่างแนบแน่น

มาตรว่าซิเล้งจะมีเลือดลมพลุ่งพล่านปั่นป่วน แต่ยังข่มกลั้นตัวเองอย่างสุดความสามารถ

มินานให้หลัง ฉี้อิงก็เริ่มเดินเหินอย่างพิสดาร บัดเดี๋ยวบิดเอวหงายร่าง บัดเดี๋ยวร่างท่อนบนเบี่ยงหลบไปทางซ้าย แฉลบสู่ทางขวา แสดงว่าระยะทางที่ทอดสู่พื้นใต้ดินช่วงนี้ มีอุปสรรคยากเข็ญสุดประมาณ

เนื่องจากฉี้อิงเคลื่อนไหวร่างไปมา ในความรู้สึกของซิเล้งเสมือนกับโอบกอดอสรพิษที่อบอุ่นลื่นไถลตัวหนึ่ง ตนก็เป็นปุถุชนมีสังขาร ไหนเลยปราศจากอารมณ์ฟุ้งซ่านหวั่นไหว?

ดังนั้นการเดินเหินช่วงนี้ นับเป็นการเคี่ยวเข็ญทรมานต่อซิเล้งอย่างแสนสาหัส ความเย็นรอบกายคล้ายดั่งไม่เพิ่มพูนแล้ว ซิเล้งพลันคลายมือออก กล่าวเสียงหนักๆ ว่า

“ให้ข้าพเจ้าเดินเหินเองเถอะ”

ฉี้อิงรู้สึกขุ่นเคืองแง่งอน แค่นเสียงหนักๆ สาวเท้าสู่เบื้องหน้าต่อไป ทั้งสองอยู่ห่างเพียงสามเชียะ ฉี้อิงขณะก้าวย่างก็แนะนำให้ก้าวไปทางซ้ายมือ

ซิเล้งก็ปฏิบัติตาม คาดมิถึงว่าครึ่งซีกหน้าพลันปะทะกับโขดศิลาที่ยื่นยาวออกมา สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างสุดแสน

จากนั้น บางครั้งศีรษะก็กระแทกถูกโขดศิลาหรือไม่บนบ่าถูกกรีดใส่ โดยสรุปแล้วเพียงเดินทางมิกี่วาก็ปะทะถูกเจ็ดแปดครั้ง แม้ว่าฉี้อิงบ่งบอกตนก่อนแต่ทว่าเบื้องหน้าสายตาของซิเล้งมีแต่ความมืดทมึน อย่าว่าแต่จะแลเห็นก้อนศิลาที่โผล่พ้นออกมา กระทั่งช่วงระยะที่ตัวเองเบี่ยงกายยังไม่อาจคำนวณแน่ชัดเลย

ซิเล้งข่มกลั้นความเจ็บปวด ทั้งๆ ที่ศีรษะและสองบ่ามีโลหิตไหลรินออกมา ขบกรามกรอดสาวเท้าไปเบื้องหน้า อัคคีปรารถนาพลอยถูกความเจ็บปวดดับระงับปลาสนาการโดยสิ้นเชิง

ฉี้อิงพลันชะงักเท้าลง กล่าวว่า

“ท่านรู้สึกว่าสถานที่นี้มีความผิดปรกติอันใด?”

“น่าละอายยิ่ง ข้าพเจ้าหามีความรู้สึกเป็นพิเศษไม่”

“ท่านรู้สึกหนาวเย็นหรือไม่?”

ซิเล้งพลันฉุกใจได้คิด กล่าวว่า

“มิหนาวเหน็บแม้แต่น้อย”

“นั่นก็ถูกแล้ว ทางเบื้องหน้าจะเริ่มเป็นอาณาจักรแห่งความหนาวเย็นยะเยือก โบราณบ่งบอกไว้ ‘ธรรมชาติพอสู่จุดสุดยอด ย่อมพลิกแพลงตลบกลับ’ ในขอบเขตนี้ ท่านยังมิรู้สึก แต่พอเดินไปสักสองสามก้าว ความอบอุ่นก็จะมีการกลับกลาย”

นางหยุดเล็กน้อย ค่อยกล่าวต่อ

“ท่านมิแน่นักว่าจะต้องแข็งตัวสิ้นใจตาย ในทางระยะนี้ก่อนที่จะเหยียบย่างเข้าไป ท่านมีวาจาสั่งเสียหรือไม่?”

ซิเล้งสั่นศีรษะ แต่แล้วรีบกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ายังมีเรื่องประการหนึ่ง คิดไหว้วานต่อโกวเนี้ย”

“ท่านลองบอกมา ขอเพียงข้าพเจ้ากระทำได้ย่อมไม่ปฏิเสธ”

“ข้าพเจ้ามีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งฝากฝังอยู่ที่หมู่บ้านของท่าน กระบี่นี้แม้เป็นวัตถุธรรมดา แต่ก็เป็นมรดกเพียงหนึ่งเดียวของบิดาผู้ล่วงลับ มีลายอักขระของท่านผู้เฒ่า ข้าพเจ้าจึงทะนุถนอมยิ่งนัก หากแม้นข้าพเจ้าเสียชีวิตในที่นี้ ขอให้โกวเนี้ยกลับไปที่หมู่บ้านจัดการฝังกลบดินหรือทิ้งถ่วงน้ำ อย่าได้ตกเป็นสมบัติของผู้อื่น”

ฉี้อิงรับปากตกลง และแล้วนางก็สืบเท้าก้าวนำหน้าออกไป

ซิเล้งติดตามอยู่เบื้องหลัง เพิ่งเคลื่อนร่างไปมิกี่ก้าวพลันรู้สึกว่า ตลอดทั้งร่างคล้ายดั่งหลงพลัดเข้าไปในหล่มน้ำแข็งอันเยือกเย็น โลหิตทั่วทั้งกายแทบแข็งตัว!

ฉี้อิงที่บริเวณลำคอ พลันปรากฏประกายสีเขียวสาดเรืองรองวงหนึ่ง ทำให้ซิเล้งที่ติดตามมา สามารถแยกแยะความคดเคี้ยวของวิถีทางเดินสายนี้ และไม่สูญหายเงาร่างของนาง

ซิเล้งยามนี้ ผนึกกำลังภายในหมายต้านทานความหนาวเหน็บ แต่ทว่าเมื่อไม่ผนึกกำลังยังสามารถกล้ำกลืน พอเร่งเร้าลมปราณกระตุ้นโลหิต กลับทำให้ทั่วร่างหนาวยะเยือก ลมปราณอันบริสุทธิ์แทบแข็งตัวไปด้วย

ท่ามกลางความแตกตื่นตระหนก ซิเล้งย่อมสลายพลังภายในกลับคืนสู่สภาวะปรกติ ค่อยรู้สึกสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย

นี่เป็นสาเหตุประการใด ซิเล้งก็มิอาจทราบ หากวิจารณ์ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป บุคคลหนึ่งพอรั้งพลังภายในขึ้นย่อมต้านทานความร้อนหนาวจากนอกกายได้ แต่ตอนนี้สภาพการณ์กลับเป็นนัยกลับ

ในความมืดมิด นอกจากเสียงฝีเท้า ยังแว่วสำเนียงฟันซิเล้งกระทบกันดังระรัว ซิเล้งแม้พยายามข่มระงับแต่ก็มิอาจกระทำได้

เดินเหินอีกสิบกว่าก้าว ซิเล้งเริ่มรู้สึกตัวเองเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง ทุกก้าวย่างต้องสูญเสียพละกำลังอันมหาศาล ค่อยก้าวออกเท้าหนึ่ง เรือนร่างคล้ายถูกภาวะแวดล้อมคุกคาม จนตกอยู่ในอาการชาด้านแทบไร้ความรู้สึก

จากนั้น ห้วงสมองบังเกิดความปวดร้าวมึนงง เส้นประสาททั้งหมด ราวกับเหน็ดเหนื่อยจนมิอาจดำเนินสภาพปรกติได้

พริบตาเดียว ความคิดคำนึงสับสนอลเวงพลันประเดประดังเข้ามา ลืมเลือนว่าตนอยู่ในที่ใด ยังประเสริฐที่สามัญสำนึกยังบงการให้เท้าทั้งสองข้างเคลื่อนไหวต่อไป

เรือนกายครึ่งเปล่าเปลือยของฉี้อิง คล้ายปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ซิเล้งรู้สึกตัวว่ากำลังจับจ้องเรือนร่างนั้นด้วยสภาพที่แทบคลุ้มคลั่ง ปรารถนาบดขยี้เข้าหา

มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ซิเล้งยังครุ่นคิดว่าตนมิสมควรกระทำบัดสีเช่นนั้น นี่เป็นการฝึกฝนสำรวมจิต มีสรณะยึดมั่นประจำใจมาก่อน จึงสามารถใช้กุศลจิตหักล้างกับอารมณ์ธรรมชาติ

จมูกซิเล้งระบายลมหายใจที่หนักหน่วงออกมา มีสภาพราวกับสัตว์ป่าตัวหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บเสียดกระดูกนี้ ชวนให้ผู้พบพานรู้สึกไหวหวั่นสั่นสะท้าน

ฉี้อิงอยู่ห่างไปหลายก้าว เบือนหน้ามาทางซิเล้งด้วยความหวั่นวิตก จากคำบอกเล่าของซือแป๋นางทราบว่า ซิเล้งขณะนี้กำลังยืนหยัดอยู่ปากทางของด่านแห่งราคะ ซึ่งยากที่จะผ่านพ้นได้

ซิเล้งเคลื่อนกายช้าๆ ในที่สุดก้าวผ่านมาทีละก้าว ตามติดมาอีกทีละก้าว

ฉี้อิงลอบขอบคุณฟ้าดิน จิตใจบังเกิดความปลอดโปร่งสุดจะเปรียบ สมควรทราบว่านางแม้เป็นดรุณีในบู๊ลิ้ม มีความเปิดเผยไม่รักษามารยาท แต่ทว่าในยุคนั้น ก็ได้รับผลสะท้อนของกรอบประเพณีที่ถือตัวมาบ้าง นางเคยแสดงส่วนสัดสงวนต่อซิเล้งตามกฎเกณฑ์ยุคนั้น หากไม่สังหารมันก็ต้องสยุมพรกับเขา

หากแต่วิธีการทั้งสองประการล้วนมิอาจกระทำได้ ประการแรกมีสาเหตุอื่น ประการหลังนางมีคู่หมั้นหมายแล้ว กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์แล้ว แต่ในจิตใจของนางกลับยังเพาะความสัมพันธ์กับซิเล้งที่นอกเหนือหลักสามัญ บังเกิดความกังวลสนใจขึ้น

ซิเล้งพลันแผดเสียงออกมาดั่งคลุ้มคลั่ง ใช้สองมือปิดใบหน้า ดุจดั่งตกอยู่ในภาวะอันน่าพรั่นพรึง ทางหนึ่งโหมทำร้ายตัวเอง ทางหนึ่งเปล่งเสียงร่ำไห้อย่างโหยหวน

ฉี้อิงบังเกิดความตื่นเต้นตระหนกอย่างใหญ่หลวง นางรู้สึกว่าบุรุษเพศที่เคยทระนงตน พลันแสดงกิริยาอันวิปโยคโศกสลดเช่นนี้ แสดงว่าในอดีตต้องประสบมหันตภัยมา ทำให้ฉี้อิงรู้สึกหดหู่ใจจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

ซิเล้งขณะแผดเสียงร่ำไห้ เรือนร่างยังเคลื่อนไปเบื้องหน้า แสดงว่าปณิธานของตนกล้าแข็งยิ่งขึ้น เมื่อตกลงใจกับเรื่องใด แม้ต้องตกอยู่ในภาวะสูญสิ้นความรู้สึกก็ยังกระทำต่อไป

ฉี้อิงก็ติดตามการเคลื่อนไหวของซิเล้ง พริบตานั้นรู้สึกร่างกายเบาหวิว ลมหายใจปลอดโปร่ง จึงทราบว่าหลุดพ้นจากด่านแห่งความหนาวแล้ว

ซิเล้งพลันชะงักเสียงร่ำไห้ลง ฉี้อิงรีบเกาะกุมข้อมือฝ่ายตรงข้าม ไต่ถามอย่างนุ่มนวล

“เรื่องอันใด ทำให้ท่านรันทดถึงปานนี้?”

ซิเล้งส่งเสียงเลอะเลือนว่า

“โลหิต… ไหลหลั่งจากบุพการีที่ถูกประทุษร้าย… ศีรษะบิดาข้าพเจ้า… อสูรร้ายเหล่านั้นน่ากลัวนัก… พวกมันเป็นใครกัน?”

ฉี้อิงฉุดลากซิเล้งไปเบื้องหน้า หลังจากลดเลี้ยวคราหนึ่ง ปรากฏลำแสงสาดลอดเข้ามาเลือนราง นางปล่อยให้ซิเล้งนั่งลงบนก้อนศิลามหึมา ส่วนตัวเองคุกเข่าอยู่ข้างกาย ยื่นแขนทั้งสองออกโอบศีรษะฝ่ายตรงข้ามซุกกับทรวงอก

นี่เป็นการแสดงออกของสัญชาตญาณของมารดา ในความรักผสมผสานด้วยความรู้สึกอื่นมากมาย สำหรับกับอิสตรี สำนึกของผู้เป็นมารดาก็ปะปนอยู่ในความรักด้วย

ซิเล้งสงบอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นจากร่างกายนางทำให้ตนบังเกิดความอบอุ่น สามัญสำนึกเริ่มฟื้นคืนมา มิทราบตนหลับใหลตั้งแต่เมื่อใด

รอจนซิเล้งฟื้นตื่นมา ร่างก็นอนอยู่บนเตียงนอนอันอบอุ่น หลังจากสำรวจมองจึงทราบว่าเป็นห้องหับหลังหนึ่ง บนผนังจุดดวงประทีปสองดวงสาดแสงนุ่มนวล

ผนังสี่ด้านเป็นศิลาหยาบๆ มีประตูเพียงบานเดียว บนผนังแขวนภาพวาดของวิหคมัจฉากับบุปผาสามภพ เพิ่มพูนรสนิยมให้กับผู้อาศัย นอกจากนั้นปราศจากเครื่องประดับอื่นอีก

ซิเล้งขณะทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา พอเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อย พบว่าเสื้อผ้าท่อนบนถูกเปลื้องออก สองบ่ามีผ้าพันแผล บนใบหน้าคล้ายกับถูกทายาเอาไว้

นอกประตูพลันแว่วสำเนียงสนทนาแผ่วเบาได้ยินสุ้มเสียงฉี้อิงว่า

“ซือแป๋ ท่านคงกล่าววาจาผิดพลาดไปแล้ว”

สำเนียงอันทุ้มหนักคล้ายบุรุษดังตอบว่า

“เหลวไหล เรามีชีวิตมากว่าร้อยปี ยังจะผิดพลาดอีกหรือ? เจ้าโอบอุ้มทารกผู้นั้นมา อิริยาบถแสดงว่ามีความหมกมุ่นกังวลในตัวมัน มิหนำซ้ำบาดแผลตามใบหน้าและสองไหล่เพียงทายาก็ทุเลาได้ เจ้าถึงกับใช้ผ้าพันแผลและยังมอบเตียงนอนให้มันยึดครอง แสดงว่ามีความรักใคร่ต่อมันอย่างลึกซึ้งชัดๆ”

ซิเล้งพอฟัง พลันบังเกิดความอบอุ่นใจอย่างสุดแสน ขณะนั้นสำเนียงที่ละม้ายบุรุษเพศก็ดังอีกว่า

“ทารก เจ้าไปดูว่าบุรุษผู้นั้นฟื้นตื่นแล้วหรือไม่ หากตื่นแล้ว ก็นำมันมาพบพานเรา”

“ซิเล้งรีบพริ้มตาลง พร้อมกับห้วงสมองมีปมปริศนาอันหลากหลายเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้

เสียงฝีเท้าพลันแว่วมา ฉี้อิงเข้ามาภายในห้อง ซิเล้งเสแสร้งเป็นถูกสำเนียงของนางปลุกตื่นขึ้นมา เบิ่งตาขึ้นเหลือบมองพบว่าฉี้อิงอยู่ในอาภรณ์ชุดหนังสีดำห่อหุ้มกาย บนใบหน้าเริ่มปรากฏรอยแย้มสรวล มองดูยิ่งสะคราญล้ำขึ้นอีก

ซิเล้งกล่าวว่า

“นี่เป็นสถานใด?”

“ที่นี่คือตำหนักบาดาล ห้องนี้เป็นห้องพักของข้าพเจ้า”

ซิเล้งพอฟัง พลันฉุกคิดขึ้นมา ซือแป๋นางคำนวณจากสุ้มเสียง ย่อมต้องเป็นบุรุษเพศจึงบังเกิดความหึงหวงริษยาขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

ฉี้อิงกล่าวว่า

“มาเถอะ ซือแป๋ข้าพเจ้าต้องการพบท่าน ตอนเผชิญหน้ากัน ท่านยังคงสำรวมมารยาทด้วย ท่านผู้เฒ่าปกติมิยอมพบพานบุคคลแปลกหน้า”

ซิเล้งลุกขึ้นจากเตียง ก้าวตามติดนางไปอย่างเฉื่อยชา

พอออกจากห้องก็เป็นทางเดินกว้างขวางสะอาดสายหนึ่ง ทั้งสี่ด้านล้วนเป็นผนังสีขาว ขณะเดินเหินตามรายทาง พบว่ามีประตูมากมาย แต่ล้วนปิดสนิท ทำให้ผู้คนบังเกิดความรู้สึกลึกลับ

เส้นทางสายนี้คดเคี้ยวและทอดต่ำเล็กน้อย ดังนั้นหลังจากเดินเหิน ซิเล้งก็คาดคำนวณได้ว่า คงหวนกลับมาที่เดิม เพียงแต่เป็นหอชั้นล่างของห้องนอนฉี้อิงเท่านั้น

มินานให้หลัง ทางเดินสิ้นสุดลง ปลายทางเป็นประตูศิลาบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ ฉี้อิงส่งเสียงขึ้นว่า

“ซือแป๋ ศิษย์พาเขามาแล้ว”

ภายในห้องแว่วสำเนียงคล้ายบุรุษว่า

“พวกเจ้าล้วนเข้ามา”

ฉี้อิงรับคำ เกาะกุมซิเล้งผลักประตูเข้าไป

ห้องหับหลังนี้กลับมืดทมึนยิ่ง แต่ทั้งสองพอล่วงล้ำเข้าไป พลันรู้สึกสว่างจ้า ที่แท้ผนังทั้งสี่ด้านล้วนประดับโคมไฟ เพียงแต่คราแรกใช้ฝาครอบสีดำคลุมไว้ ยามนี้พลันถอนไป

ตามผนังแขวนภาพวาดลายพู่กันมิน้อย ล้วนเป็นจิตรกรรมล้ำค่า เครื่องประดับประดาครบครัน มุมห้องมีตู้หนังสือใบมหึมาจัดวางตำราคัมภีร์ต่างๆ

ผนังด้านตรงข้ามกับประตูห้องมีบังกั้นศิลาอันหนึ่งหลังบังตาคล้ายดั่งจัดวางเตียงนอนไว้ ฉี้อิงกล่าวว่า

“ซือแป๋ ให้เขากล่าววาจานอกบังกั้นกระมัง?”

สำเนียงทุ้มหนักนั้นกล่าวว่ามิผิด ฉี้อิงจึงจัดหาเก้าอี้ตัวหนึ่งให้ซิเล้งนั่งลง

หลังบังกั้นพลันแว่วสุ้มเสียงดังว่า

“ผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งเป็นผู้ทรงเกียรติแห่งบู๊ลิ้ม กลับอบรมศิษย์เฉกเช่นเจ้า นับว่าน่าสงสัยใจยิ่ง บัดนี้เราถามเจ้า ความผิดของเจ้าได้ประพฤติขึ้นจริงๆ ?”

“ข้าพเจ้าถูกใส่ไคล้ป้ายผิดเป็นความสัตย์”

ตามความเข้าใจของซิเล้ง บุคคลหลังบังกั้นย่อมมิเชื่อถือ คาดมิถึงว่า ฝ่ายตรงข้ามพลันกล่าวว่า

“ประเสริฐมาก อิงยี้เลื่อนบังกั้นไป มันเมื่อเป็นผู้ปราศจากความผิด เราก็ยินดีเผชิญหน้ากับมัน!”

ซิเล้งตะลึงลานไป ฉี้อิงรีบเคลื่อนบังกั้นศิลาไปด้านข้าง หลังบังตาปรากฏเตียงศิลาตามคาดหมาย บนเตียงนั่งสงบด้วยบุคคลผู้หนึ่ง กลับมีลักษณะการแต่งกายเฉกเช่นอิสตรี!

แสงโคมไฟสาดส่องอย่างชัดแจ้ง แลเห็นฝ่ายตรงข้ามมีอายุประมาณสี่สิบเศษ เค้าหน้าอิ่มเอิบงดงาม ทรงบารมีน่าเกรงขาม เพียงแต่ผิวกายออกจะขาวซีด คาดว่าคงเกิดจากการที่มิได้รับแสงอาทิตย์

ซิเล้งหาคาดไม่ว่า ซือแป๋ของฉี้อิงจะเป็นอิสตรีงามกลางคน จึงงงงันไปวูบ พบว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังเขม้นมองตนราวกับรู้ซึ้งถึงความรู้สึกภายใน ดังนั้นรีบสำรวมสมาธิ น้อมกายลงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าขอกราบพบท่านผู้อาวุโส”

สตรีงามกลางคนบนใบหน้าปราศจากความรู้สึกกล่าวว่า

“เจ้าควรทราบ เจ้าเป็นบุรุษเพศคนแรกในรอบห้าสิบปีที่เข้าสู่ตำหนักมา ความจริงตำหนักบาดาลนี้ หวงห้ามมิให้บุรุษเพศล่วงล้ำ แต่เรากำลังจะกักบำเพ็ญตน จึงอนุโลมให้อิงยี้พาเจ้ามา”

ซิเล้งรับฟังอย่างเงียบงัน สตรีงามกลางคนกล่าวต่อ

“ผู้กล้าหาญดาบทองอายุยังเยาว์ เราตอนเร้นกายในตำหนักนี้ มันยังปราศจากชื่อเสียง แต่เราก็ทราบว่ามันเป็นบุคคลที่มีความคิดลึกซึ้งชั่วร้าย ยิ่งแม้ว่าชนชาวโลกจะแซ่ซ้องยกย่องว่ามีคุณธรรมล้ำเลิศ เราก็ยากยิ่งจะเชื่อถือ”

นางวิจารณ์ผู้กล้าหาญดาบทองโดยที่มิเคยพบพานมาก่อนอย่างผิดจากชนสามัญ ดังนั้นซิเล้งจึงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“ขอเรียนถามท่านผู้อาวุโส ไฉนมีความคิดเห็นผิดสามัญเช่นนี้?”

สตรีกลางคนอธิบายว่า

“สำหรับข้อนี้มีสาเหตุสองประการ ข้อแรกได้พิสูจน์จากเหตุการณ์ นั่นก็คือทารกนี้หากเป็นบุคคลที่มักมากในกามคุณ จนละเมิดบัญญัติของสำนัก ขณะผ่านด่านความหนาวและเขตราคะ ก็มิสมควรผ่านพ้นมาได้

“ดังนั้นผู้กล้าหาญดาบทองย่อมใส่ไคล้ป้ายผิดมันอย่างแน่นอน เพียงแต่มันกลับมาใส่ความทารกอ่อนเยาว์ผู้หนึ่ง มิทราบมีความจำเป็น จนคู่ควรกับการกระทำอันใด?

“สำหรับข้อที่สอง นี่เป็นความลับขั้นสุดยอดของบู๊ลิ้ม ซือแป๋ของผู้กล้าหาญดาบทอง ก็คือจอมอสูรตัวประหลาดผู้ยิ่งยงคนหนึ่งในวงนักเลงคราครั้งกระโน้น ขนานนามอ้วงไกว่โซ้ว (เฒ่าเอกะประหลาด) ซึ่งพฤติการณ์ชั่วชีวิตไม่มีเรื่องใดที่มีมนุษยธรรมเลย”

ซิเล้งกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว”

แต่ฉี้อิงกลับร้องว่านางยังมิเข้าใจ สตรีงามกลางคนจึงอธิบายต่อ

“ลองใคร่ครวญดู บุคคลเฉกเช่นเฒ่าเอกะประหลาด ผู้กล้าหาญดาบทองกลับสามารถกล้ำกลืนความพิกลของผู้เป็นซือแป๋ สำเร็จพลังฝีมือได้ ความข่มกลั้นของคนผู้นี้ย่อมลึกซึ้งยิ่งนัก

“และผู้กล้าหาญดาบทองหากมิใช่บุคคลที่อุบาทว์ชั่วช้า ไหนเลยจะคล้อยตามพฤติการณ์อันบ้าคลั่งของเฒ่าเอกะประหลาดได้? เพียงแต่บัดนี้ผู้กล้าหาญดาบทองมีเกียรติภูมิที่จอมปลอมกระเดื่องดังนัก ยากที่จะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน”

ซิเล้งพลันตื่นเต้นจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ทอดถอนใจตลอดเวลา

สตรีงามกลางคนปลอบประโลมอยู่หลายประโยคแล้วกล่าวว่า

“วันนี้เจ้าสามารถพบพานเรา นับว่าเป็นบุญวาสนา เราจะชี้แนะวิถีทางรุ่งโรจน์สายหนึ่ง อาศัยส่วนสัดภูมิปฏิภาณและมานะอดทนของเจ้า คงมีความสำเร็จได้”

ซิเล้งย่อเข่าลงหมายกราบกราน สตรีกลางคนกลับปาดฝ่ามือวูบหนึ่งกล่าวว่า

“มิต้องมากมารยาท”

ซิเล้งรู้สึกมีพลังกดดันไร้สภาพกระแสหนึ่งทะลักมาประคับประคองตนขึ้น กระแสกำลังอ่อนหยุ่นและยากที่จะแข็งขืน ซิเล้งกล่าวอย่างนอบน้อมว่า

“ท่านผู้อาวุโสส่งเสริมถึงปานนี้ บุญคุณล้นพ้นปานห้วงสมุทร ผู้เยาว์มิทราบจะทดแทนอย่างไร”

“เราเป็นบุคคลอายุกว่าร้อยปี คงมิได้รับการตอบแทนจากเจ้า หากแต่ศิษย์รักของเรานี้ มีอายุเยาว์ประสบการณ์อ่อนด้อย ทั้งดื้อรั้นแง่งอน ภายภาคหน้ายังขอให้เจ้าคุ้มครองดูแลด้วย”

ซิเล้งรับคำอย่างยำเกรง ฉี้อิงที่อยู่ด้านข้างกลับเชิดริมฝีปากขึ้นกล่าวว่า

“พลังการฝึกปรือของเขา มิอาจทัดเทียมกับข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้ายังต้องรับการพิทักษ์จากเข้าด้วย?”

สตรีงามกลางคนเพียงยิ้มน้อยๆ จากใต้แขนเสื้อล้วงหยิบวัตถุสิ่งหนึ่งออกมา มอบให้กับฉี้อิง กล่าวว่า

“นี่เป็นสัญลักษณ์แสดงน้ำใจชนิดหนึ่ง นำไปให้มันสวมไว้”

ฉี้อิงก้มศีรษะลงมอง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อยกล่าวว่า

“ซือแป๋จะให้เขาจริงๆ?”

ซิเล้งแลเห็นสิ่งของในมือสตรีงามกลางคนเป็นธาตุเงินลักษณะรูปใบไม้สีเงินยวง โตประมาณฝ่ามือก้อนหนึ่ง มีสภาพเบาบางยิ่งนัก ใช้โซ่เงินเส้นหนึ่งคล้องเอาไว้ สามารถประดับอยู่บนลำคอต้องคำนึงว่า

‘…วัตถุธาตุเงินนี้คงมีความเป็นมาอย่างใหญ่หลวง มิเช่นนั้นฉี้อิงคงมิทักทวงขึ้น…’

ยามนั้นสตรีกลางคนกล่าวว่า

“ย่อมต้องให้กับมัน กระทำตามวาจาเรา”

ฉี้อิงลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดสาวเท้ามาถึงเบื้องหน้าซิเล้งและสวมใส่ให้ ใบไม้สีเงินเบาบางแผ่นนั้นห้อยมาถึงหน้าทรวงอก

แต่สตรีงามกลางคนกลับกล่าวว่า

“มิถูกต้อง ลดต่ำลงเล็กน้อย ขอให้ปกปิดจุดกื่อข่วยอิมตู เจียะกวน ระหว่างทรวงอกกับท้องน้อยทั้งสาม จึงจะใช้ได้”

ฉี้อิงแก้ไขความยาวของสายโซ่ที่คล้องแผ่นใบไม้เงินตามคำสั่ง สตรีงามกลางคนจึงรำพึงว่า

“ความจริงวัตถุนี้เป็นของที่เราทะนุถนอมอย่างยิ่ง มีคุณค่าวิเศษสุด ทารกเจ้าพิจารณาดูโดยละเอียดด้วย”

ซิเล้งใช้ฝ่ามือทาบสำรวจดู แลเห็นใบไม้สีเงินแผ่นนี้มีเปลือกนอกละม้ายใบไม้ตามลำต้น และไม่มีลวดลายใดๆ มิหนำซ้ำ รูปลักษณะยังไม่เรียบร้อย เป็นฝีมือทางหัตถกรรมที่มิละเอียดเลย

เพียงแต่ยามหยิบฉวยรู้สึกมีน้ำหนักเป็นพิเศษ สำหรับสายโซ่เส้นนั้นกลับจัดทำอย่างประณีตและแข็งแกร่งยิ่งนัก สีสรรคล้ายกับแตกต่างกับใบไม้สีเงินอยู่บ้าง หลังจากพินิจดูแล้ว จึงน้อมกายลงกล่าวว่า

“ผู้เยาว์มีความรอบรู้ต่ำทราม มิอาจสังเกตพบความผิดปรกติ ขอท่านอาวุโสโปรดชี้แจง”

สตรีงามกลางคนกล่าวว่า

“แผ่นใบไม้นี้ เป็นธาตุงึ่นบ้อ (มารดาแห่งเงิน) แถบดินแดนตะวันออก วัตถุธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกยังมิอาจเทียมเทียบ และมีปฏิกิริยาอย่างปราดเปรียวเกี่ยวกับจำพวกพิษร้าย หากแม้นในรัศมีห้าเชียะมีพิษอยู่ ก็จะสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“ความจริงวัตถุนี้มีลักษณะสี่เหลี่ยม ไม่สะดวกต่อการพกติดตัว หลังจากผ่านความมานะพยายามของสหายเราผู้หนึ่ง ใช้เวลาถึงยี่สิบปี ทุกทิวาใช้ค้อนกระหน่ำสามพันครั้ง จึงดัดแปลงจนมีสภาพเช่นนี้”

บนใบหน้าที่ขาวซีดของนาง ยามนี้พลันทอประกายสีแดงระเรื่อ คล้ายดั่งกับตกอยู่ในภวังค์ความหลังอันเคลิบเคลิ้ม ซิเล้งกับฉี้อิงจึงสงบปากคำไว้

ชั่วครู่ สตรีงามกลางคนจึงกล่าวต่อ

“อิงยี้ นำภาพวาดทั้งสองใบที่ใต้เตียงออกมา”

กระแสเสียงแฝงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ฉี้อิงก็ปฏิบัติตาม ล้วงม้วนภาพสองผืนจากใต้เตียงนอน คลี่กางออกตามคำสั่งผู้เป็นซือแป๋แขวนไว้ที่ผนังห้อง

ภาพทั้งสองเป็นภาพบุรุษสองคน หนึ่งเป็นนักศึกษาใบหน้าขาวสะอาด คมคายสง่างามยิ่ง ที่หว่างเอวเสียบขลุ่ยทองลวดลายมังกรเลาหนึ่ง ในมือถือพัดจีบอันหนึ่ง

อีกภาพหนึ่งเป็นบุรุษฉกรรจ์ที่มีท่วงท่าฮึกเหิมองอาจ กระบี่ยาวใช้ค้ำยันพื้นดิน แสดงออกถึงบุคลิกอันทระนงไม่อนาทร เหลือบมองเพียงวูบเดียวก็ทราบได้ว่า บุคคลนี้ต้องมีอุปนิสัยห้าวหาญเด็ดเดี่ยวเหนือปุถุชนทั่วไป

สตรีงามกลางคนกล่าวกับซิเล้งว่า

“หนูเอย หากแม้นได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากผู้หนึ่งผู้ใดก็จะมีความสำเร็จขั้นสุดยอด สำหรับเจ้าต้องการกราบผู้ใดเป็นซือแป๋กัน?”

ฉี้อิงกลอกกลิ้งดวงตาไปทางภาพวาดของนักศึกษาหน้าเกลี้ยงเกลาผู้นั้น แต่ซิเล้งกลับตอบว่า

“ผู้เยาว์ต้องการเป็นศิษย์ของบุรุษกุมกระบี่ยืนตระหง่านท่านนั้น”

สตรีงามกลางคนผงกศีรษะกล่าวว่า

“ประเสริฐมาก เจ้าสมควรคัดเลือกผู้นี้ เนื่องจากนักศึกษาผู้นั้นจิตใจคับแคบไม่เผื่อแผ่ คงมิยอมถ่ายทอดวิชาฝีมือให้”

ฉี้อิงพลันเลียบเคียงถามว่า

“ซือแป๋ สหายของท่านทั้งสองนี้คงมีอายุสูงวัยกระมัง?”

“ตอนนี้ล้วนมีอายุเจ็ดแปดสิบปี แต่ในสายตาของเราล้วนแต่เป็นทารกน้อยทั้งสิ้น”

นางจับจ้องฉี้อิง แล้วกล่าวว่า

“ครั้งกระโน้นขณะที่เราเร้นกายอยู่ที่ฮิวลั้งก๊ก ได้พบพานโจ้วแป๋ (ปู่) เจ้า ตอนนั้นมันสี่สิบเศษ ทราบว่าเราเป็นผู้ใฝ่สันโดษ ทุกสามเดือนมาประมาณสามครั้ง โดยส่งผลไม้สดและเครื่องใช้บางประการ แต่มิรบกวนเราเลย

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งโจ้วแป๋และบิดาเจ้า มิมีผู้ใดทราบเรื่องราวของเรา แปดปีก่อนโจ้วแป๋เจ้าถึงแก่กรรม เรารุดไปกราบไหว้ในยามราตรี และพบเจ้าเป็นคราแรก รู้สึกมีส่วนสัดอันประเสริฐ อีกสองปีจึงหารือกับบิดาเจ้าขอรับไว้เป็นศิษย์”

ประกายตากวาดมองไปยังภาพวาดทั้งสอง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“นักศึกษาผู้นั้นแซ่ฉื่อนามซือ ขนานนามว่าโกวฮุ้นซัวมิ้ง (เทพเจ้าสันโดษ) มีท่วงท่าสง่างาม แต่มีอุปนิสัยเห็นแก่ตัว ห้าปีก่อนออกอุบายเกลี้ยกล่อมอาวเอี้ยงง้วนเจียง บังคับให้เราเลือกผู้ใดในสองคนเป็นคู่ครอง หลังจากนั้นเพราะเรื่องราวอีกประการหนึ่งเราจึงเร้นกายพำนักในหุบเขานี้”

นางถอนหายใจยาวๆ กวาดตาไปยังบุรุษใหญ่ประคองกระบี่ กล่าวเบาๆ สืบต่อ

“สำหรับผู้นี้คืออาวเอี้ยงง้วนเจียง อุปนิสัยเหี้ยมหาญขนานตัวเองว่า บ้อชิ่วเจียงกุน (ขุนพลไร้กร) มันแม้หยาบกร้าน แต่กับเรากลับนุ่มนวลเปี่ยมไมตรี”

บุรุษและดรุณีเยาว์วัยทั้งสองต่างรับฟังอย่างจดจ่อ จากปากคำนาง ต่างรู้สึกว่านางสมควรคัดเลือกขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียงที่เหมาะสมกว่า แต่เมื่อนางมิกระทำเช่นนั้น ก็นับว่าน่าระแวงแคลงใจนัก

โดยเฉพาะซิเล้ง เนื่องจากขุนพลไร้กรกำลังจะเป็นซือแป๋ของตนจึงบังเกิดความพิศวงสงสัยกล่าวว่า

“ท่านผู้อาวุโส ขออภัยที่ข้าพเจ้าจะไต่ถามเรื่องราวประการหนึ่ง”

รอจนสตรีงามกลางคนผงกศีรษะ ซิเล้งจึงกล่าว

“แผ่นใบไม้มารดาแห่งเงินนี้ ย่อมเป็นสมบัติของหนึ่งในสองผู้อาวุโสนี้ ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าผู้ใดมอบให้กับท่าน หากเป็นผู้อาวุโสแซ่ฉื่อนั้น ข้าพเจ้าก็มิต้องการแล้ว”

สตรีงามกลางคนงงงันไป ขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า

“วาจาประโยคนี้อีกสักครู่เราค่อยตอบเจ้า แต่พวกเจ้าทราบหรือไม่ว่า อาวเอี้ยงง้วนเจียงไฉนจึงใช้สมญานามขุนพลไร้กร?”

ซิเล้งกับฉี้อิงต่างสั่นศีรษะ

สตรีงามกลางคนกล่าวอธิบายว่า

“ความจริงทั้งเทพเจ้าสันโดษฉื่อซื่อ และขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียง มาตรแม้นจะทรงฝีมือสูงสุดยอด แต่ทว่าห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกมันต่างรอคอยคำตอบจากเรา มิกล้าออกจากที่พำนัก ดังนั้นวงนักเลงจึงปราศจากร่องรอย และมิมีผู้ใดทราบว่ามีอัจฉริยะคู่นี้อยู่

“สำหรับอาวเอี้ยงง้วนเจียงมีแนววิชาฝีมือเกรี้ยวกราดดุดัน ยามลงมือเป็นกระบวนท่าร่างที่สยบคู่ต่อสู้จนตกตาย ดังนั้นมันจึงใช้สมญานามเช่นนั้น เพื่อสะกิดเตือนตัวเองอย่าได้ลงมือ”

ซิเล้งกล่าวอย่างเลื่อมใสว่า

“ความคิดเช่นนี้ นับว่ามิเคยประสบมาแต่โบราณกาล”

“อือม์ นี่เป็นคำวิจารณ์อันเหมาะสม บัดนี้เราถามเจ้า หากแม้นแผ่นใบไม้มารดาแห่งเงินนี้ เทพเจ้าสันโดษฉื่อซือเป็นผู้มอบให้ และเจ้าจำต้องแขวนแผ่นเงินนี้ จึงสามารถกราบกรานขุนพลไร้กรเป็นซือแป๋ เจ้ายังต้องการแผ่นใบไม้มารดาแห่งเงินนี้อีกหรือไม่?”

“ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอสละสิทธินี้ หาไม่แล้วการกระทำเช่นนี้ เท่ากับไม่เคารพ สร้างความอัปยศให้กับซือแป๋ในอนาคตชัดๆ”

ฉี้อิงใจสะท้านหวั่นไหว เกรงว่าซิเล้งเพราะวาจานี้จะเป็นการล่วงเกินซือแป๋ของนาง ภายในห้องจึงมีแต่ความเงียบสงัด ชั่วครู่ให้หลังสตรีงามกลางคนค่อยกล่าวว่า

“เราขอบอกกับเจ้า แผ่นใบไม้มารดาแห่งเงินนี้ ขุนพลไร้กรเป็นผู้มอบให้เราเอง เราเสแสร้งกล่าวถึงความสูงเยี่ยมในพลังฝีมือของเรา เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าจะมีจิตมุ่งมั่นปรารถนาในวิชาอันสะท้านโลกนั้นหรือไม่ หาคาดไม่ว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ดื้อรั้นถือดี เรานับว่าวางใจแล้ว”

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“ขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียงพำนักอยู่ที่เมืองอุ้ยไฮ้อ้วย (เมืองบารมีเกริกไกร) ตัวเมืองมณฑลซัวตัง ซึ่งราชวงศ์เราได้ขนานนามเป็นมงคล เนื่องจากละแวกนั้นมีโจรชาวญี่ปุ่นชุกชุม

“เจ้าพบพานมัน อย่าได้พาดพิงถึงนามเรา รอจนมีโอกาส แผ่นใบไม้แห่งมารดาธาตุเงินนี้ย่อมบังเกิดประสิทธิภาพ และเจ้าก็จะสังกัดเป็นศิษย์ยอดคนผู้นี้”

นางบ่งบอกวิธีเดินทางให้ซิเล้งรับทราบโดยละเอียด และประกาศนามของตัวเอง ซิเล้งจึงทราบว่าท่านผู้อาวุโสที่มีวิชารักษาโฉมหน้านางนี้แซ่เสียวนามเง็กฮั้ว สมญากวงฮั้วเง็กนึ่ง (นงคราญยะเยือก)

ตั้งแต่ห้าสิบปีถึงแปดสิบปีก่อนนางเคยท่องเที่ยวอยู่ในวงนักเลง แต่เนื่องจากมีฝีมือสูงล้ำ ดังนั้นทั่วทั้งบู๊ลิ้ม ผู้เคยพบพานนางจึงมีน้อยกว่าน้อย และเกียรติภูมิจึงมิกระเดื่องนัก

สตรีงามกลางคน นงคราญยะเยือกเสียวเง็กฮั้วกล่าวอีกว่า

“ห้าสิบปีก่อนสาเหตุที่กระตุ้นให้เราเร้นกายพำนักนั้น หนึ่งคือดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเทพเจ้าสันโดษฉื่อซือปลุกปลอบขุนพลไร้กรให้เราพิจารณาผู้หนึ่งผู้ใด และเรายากจะตัดสินใจตกลง

ส่วนสาเหตุที่สอง เนื่องจากเราหมกมุ่นคำนึงมาหลายวัน พลันสังเกตพบจากกระจกได้ว่า ตัวเองเริ่มมีรูปโฉมชราภาพ มิมีสภาพเมื่อยามดรุณี ทำให้เราไหวหวั่นใจ มุ่งเร้นกายเพื่อฝึกฝนวิชารักษารูปโฉมของสำนักเรา”

ฉี้อิงอดมิได้ต้องกล่าวว่า

“มิน่าเล่า ซือแป๋มักบ่งบอกว่าท่านเป็นผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแต่ดูผิวเผิน ยังมีความงามยิ่ง”

นงคราญยะเยือกเสียวเง็กฮั้วพลันกล่าวอย่างจริงจังว่า

“นับแต่นี้ เราจะฝึกฝนวิชาพิสดารตามตำรับเร้นลับของสำนักเรา ซึ่งเป็นหลักที่ขัดแย้งกับวิถีธรรมชาติและฝืนรักษาความสาวไว้ จึงมีอันตรายยิ่งนัก”

“หากฝึกปรือสำเร็จก็จะมีอายุยืนยง สามารถดำรงรูปโฉมคงเดิมตลอดกาล ดังนั้นจึงมิอาจให้ผู้ใดมารบกวน พวกเจ้าบัดนี้สมควรจากไปได้แล้ว”

ซิเล้งกราบกรานอย่างนบน้อมแล้วล่าถอยออกจากห้อง ได้ยินฉี้อิงส่งเสียงร่ำไห้ยากพรากจาก เนิ่นนานค่อยก้าวจากมา

ฉี้อิงมิหวนกลับไปในห้องพักของตัวเองอีก มุ่งหน้าเดินทางออกจากตำหนักบาดาล ซิเล้งก็ไม่สำรวมอีกยื่นมือเกาะกุมแขนซ้ายของนางเดินออกมา

ในที่สุดทั้งสองมุดกายออกจากถ้ำอันมืดทึบแห่งนั้น แลเห็นภายนอกหุบเขามีเงาร่างสายหนึ่งยืนรอคอยอยู่ ท่วงท่าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย


LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here