ตั้งแต่จำความได้ ฉันแทบนึกไม่ออกว่ามีช่วงเวลาไหนบ้างที่เคยมีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับมัน

ภาพทรงจำแรกๆ ที่ฉันจำได้คือภาพที่มันตะโกนร้องเรียกให้แม่ทำโน่นทำนี่ในบ้านให้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มือเท้าดี บางครั้งแม่ที่กำลังนั่งซักผ้าอยู่หลังบ้าน ต้องรีบล้างมือ ล้างเท้า วิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เพียงเพื่อจะรินน้ำใส่แก้วยกไปให้มันกินที่หน้าทีวี

ทุกวันฉันจะเห็นแม่ตื่นแต่เช้ามืด เตรียมของทำขนมเพื่อจะขนไปขายที่ตลาดเช้า บางวันฉันก็ไปด้วยโดยที่มันไม่เคยตื่นมาช่วยเหลืออะไรเลยสักครั้ง การเดินจากตลาดกลับบ้านในแต่ละวัน กลายเป็นเรื่องที่เราสองแม่ลูกหวาดกลัว ลุ้นว่าวันนี้มันจะอยู่บ้านหรือไม่ กำลังหลับหรือตื่นอยู่ กำลังเมาหรือกำลังโมโหดินฟ้าอากาศที่ร้อนไปเย็นไปหรือชื้นแฉะเกินไป บางทีไถเงินขายขนมไปหมดทุกบาท ไม่เหลือกระทั่งทุนจนแม่ต้องนั่งร้องไห้ มือเท้ามันหนัก หากฉันกับแม่ทำอะไรไม่พอใจฝ่ามือใหญ่เหมือนใบลานก็จะฟาดปังลงมาที่กลางหลัง หรือบางทีก็บนหัวจนหน้าทิ่ม

ช่วงเวลาสงบสุขของบ้านเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาน้อยนิดที่มันมีคนมาจ้างไปทำงานก่อสร้างตามไซต์งานไกลๆ แต่ส่วนใหญ่มันก็มักจะทำไม่จบโครงการ ทำได้สักเดือนสองเดือนก็กลับมานอนกินเงินขายขนมของแม่อีก ส่วนเงินค่าจ้างที่มันไปทำงานมาเราแทบไม่เคยเห็น

ฉันเคยถามแม่ว่าจะทนอยู่กับมันไปเพื่ออะไร แม่บอกว่าถึงยังไงมันก็เป็นพ่อของฉัน ก่อนหน้านี้ก็เคยช่วยเหลือดูแลกันมา แม่ยังบอกอีกว่ามันสัญญาว่าจะเลิกเหล้า แล้วแม่ก็เชื่ออย่างนั้น ทั้งๆ ที่ผ่านมาหลายปียังไม่มีทีท่าจะบันยะบันยัง

หลังจบ ม.ต้น แม่ตัดสินใจให้ฉันเรียน ม.ปลายที่โรงเรียนเดิม ส่วนมันดูหงุดหงิดง่ายมากขึ้น โวยวายอยากให้ฉันออกมาทำงานหาเงินช่วยที่บ้าน ทั้งๆ ที่ตัวมันก็นั่งอยู่เฉยๆ ซะเป็นส่วนใหญ่

แม่ยืนยันให้ฉันเรียนต่อเพื่อที่จะได้สอบครูอย่างที่ตั้งใจ นั่นยิ่งทำให้แม่โดนหนัก

วันนั้นฉันที่เริ่มโต แล้วปราดเข้าไปช่วยแม่และบอกว่าหลังเลิกเรียนฉันจะหางานทำ รับจ้างร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดแล้วเอาเงินมาให้ มันก็ยังไม่หยุดหงุดหงิดแต่ก็เลิกทำร้ายแม่ไปพักนึง

ช่วงฉันอยู่ ม.5 วันหนึ่งกลับบ้านมาเห็นแม่นั่งทำหน้ากระอักกระอ่วน ส่วนมันนั่งหัวเราะร่า หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้าอยู่กับผู้ชายอีกคนหนึ่งอายุราวสี่สิบกว่า มันคะยั้นคะยอให้ฉันเข้าไปนั่งร่วมวงด้วย แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนนั้นที่มองฉันตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาน่ารังเกียจ

หลังชายคนนั้นกลับไป มันบอกว่าชายคนนั้นชอบฉัน อยากจะมาสู่ขอ มันเรียกสินสอดไป 50,000 กับทองอีกสองบาท ทางนั้นไม่ขัดข้อง

ฉันโมโหจนหัวหมุน เอาแก้วเหล้าที่วางอยู่ขว้างใส่หน้ามัน แล้วหนีกลับเข้าห้องปิดประตูลงกลอน ร้องไห้อยู่คนเดียว ได้ยินเสียงมันโครมครามอาละวาดอยู่กับแม่พักใหญ่ พอเงียบเสียงฉันเปิดออกไปก็ต้องร้องไห้โฮอีก เพราะแม่เจ็บหนักกว่าทุกที คืนนั้นฉันต้องพาแม่ไปโรงพยาบาลกลางดึก เย็บแผลที่หัวและเข้าเฝือกแขนหัก

ฉันเกลียดมัน เกลียดจนเข้ากระดูกดำ แต่ในเมื่อแม่ยืนยันจะยังอยู่ที่นี่ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงได้ แม่บอกว่าบ้านน่าจะไม่ปลอดภัยสำหรับฉันแล้ว เพราะมันจะพาผู้ชายคนนั้นมากินเหล้าที่บ้านบ่อยๆ

แม่ช่วยฉันหาหอพักใกล้โรงเรียนที่ปลอดภัย ไกลหูไกลตามัน บอกฉันว่าอีกปีกว่าตั้งใจเรียนให้จบไปต่อราชภัฏฯ อย่างที่ตั้งใจให้ได้ แม่จะช่วยดูแลไกลๆ ถ้าลูกมีงานทำเมื่อไหร่ค่อยมารับแม่ไปอยู่ด้วยกัน เราร้องไห้กอดกัน

หลังจากนั้นฉันไม่ได้กลับบ้านอีกเลย ติดต่อแม่ทางโทรศัพท์ ถ้าโทรไปแล้วมันรับ ฉันก็จะวางหูทิ้ง เวลาผ่านมา 3 ปี ฉันได้เรียนราชภัฏฯ ภาคค่ำอย่างที่ตั้งใจไว้ และได้ทำงานพิเศษ มีรายได้ส่งเสียตัวเองเรียน บอกตัวเองว่าถ้าขยันอีกสักหน่อยอาจจะรับแม่มาอยู่ด้วยกันได้ตอนนี้เลย

แต่แล้วแม่ก็โทรมาแล้วบอกให้ฉันรีบกลับบ้าน

“กลับมาดูใจพ่อหน่อยเถอะลูก อาการหนักแล้ว” แม่พูดพลางสะอื้น

เสียงร้องไห้ของแม่ทำให้ฉันต้องกัดปากไม่ให้เอ่ยปฏิเสธออกไป ทั้งที่ในใจเกลียดแสนเกลียดภาวนาขอให้มันตายเสียก่อนที่ฉันจะเดินทาง

ไปถึงบ้าน หมอบอกว่า มันเป็นโรคตับแข็งระยะรุนแรง ท้องป่องบวมเต็มไปด้วยน้ำ มีสายเจาะระบายน้ำออก หน้าบวมฉุ แดงก่ำ กลิ่นตัวเหม็นเน่า เหมือนตายแล้วทั้งที่ยังหายใจ

แต่กระนั้นมันก็ยังมีแรงร้องด่าฉันเสียงดังลั่น เมื่อฉันเดินเข้าไปแล้วยกมือไหว้ ด่าเป็นลูกอกตัญญู ลำเลิกเรื่องเก่าๆ พูดวนซ้ำไปมาว่าตอนนั้นยอมแต่งงานรับสินสอด มันกับแม่คงสบายไปแล้ว แม่บอกให้ฉันไม่ต้องถือสา คิดซะว่าทดแทนพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหมอบอกว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว

ฉันเห็นแก่แม่ เลยยอมเงียบทั้งที่ในใจคุกรุ่นไปด้วยความเคียดแค้น นิสัยดื้อรั้นเจ้าอารมณ์ของมันก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เฉพาะฉันกับแม่ แต่คราวนี้ลามปามไปถึงกับหมอพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลที่เข้ามาดูแลมันด้วย จนแต่ละคนพากันเอือมระอา เป็นแม่ที่ต้องมาคอยดูแล เช็ดตัวทำความสะอาด ชำระล้างสิ่งสกปรกให้

มันเหมือนคนไข้ติดเตียงเรื้อรังทั่วไป คือร้องอยากจะกลับบ้าน บางคราวเพ้อเลอะเลือน พยาบาลที่มาดูแลมักจะหลอกล่อด้วยมุกเดิมๆ ว่าน้ำเกลือหมดขวดเมื่อไหร่ก็ได้กลับบ้าน แต่พอมันหลับก็เข้ามาเปลี่ยนขวดใหม่เรื่อยๆ

คืนหนึ่ง ฉันบอกแม่กลับไปอาบน้ำพักผ่อนที่บ้าน ส่วนฉันอาสาเฝ้ามันตามลำพัง มันตื่นมากลางดึก โวยวายอยากกลับบ้านเช่นเคย พยาบาลเดินมาดูก็พูดเหมือนเดิม “ลุงใจเย็นๆ นะคะ น้ำเกลือหมดขวดก็ได้กลับบ้านแล้ว”

มันฮึดฮัดใส่แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไร พอพยาบาลเดินไปไกล มันคว้าสายน้ำเกลือมาหมุนวาล์วที่สายไปทางเปิดแรงสุด ปากพูดว่าปรับแรงๆ ทีเดียวก็จบ จะได้หมดไวๆ

ฉันใจหายวาบ กำลังจะอ้าปากพูดว่าทำแบบนี้อันตราย แต่เห็นสายตามันที่จ้องเขม็งมาก็เปลี่ยนใจ เย็นเยือกในอก ท้องไส้ปั่นป่วน มันปรับสายแล้วก็หลับตา หลับไป ฉันนั่งดูอยู่ครู่เดียวน้ำเกลือก็หมดขวด เริ่มเห็นมันหายใจเฮือกแปลกๆ

ฉันมองอย่างใจเย็นพักหนึ่ง แล้วค่อยๆเดินไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล แจ้งว่ามันหายใจแปลกๆ พยาบาลเดินมาดู จากนั้นก็วุ่นวายกันอยู่สักพัก ก่อนแจ้งว่ามันตายแล้วด้วยภาวะน้ำท่วมปอด

ฉันอ้างว่าหลับอยู่จึงไม่รู้ว่าวาล์วปรับแรงสุดได้อย่างไร และก็ไม่มีใครติดใจเรื่องนั้น

ในงานศพ แม่นั่งร้องไห้ ฉันกลับโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

“แม่ ต่อไปนี้แม่มาอยู่กับหนูที่หอนะ หนูจะทำงานหาเลี้ยงแม่เอง” ฉันพูด

แม่กลับส่ายหน้า “ฟังนะลูก แม่รู้ว่าหนูเกลียดพ่อ แต่บางครั้งแม่ก็อยากให้หนูได้ยินว่าพ่อพูดถึงหนูยังไง พ่อหนูรอโทรศัพท์หนูตลอด ถามกับแม่ว่าหนูเป็นไงบ้าง ถามคำด่าคำแต่ก็รู้ว่าห่วง คนที่พ่อแกหามาเขามีเงิน พ่อแกบอกว่าพ่อแม่จนๆ อย่างเรา ไม่มีทางทำให้ลูกอยู่สุขสบายเหมือนแต่งงานกับคนรวยๆ เขาก็คิดแบบชาวบ้านนี่แหละ ตอนป่วยเพ้อๆ ยังเคยถามหาขนมขี้หนูป้าแก้ว จะเอามาให้หนูกิน หนูจำได้ไหม เมื่อตอนเล็กๆ หนูชอบมาก พ่อเขาคงไม่เคยลืม แต่หนูอาจจะลืมไปแล้ว อโหสิกรรมให้พ่อนะลูก”

ฉันฟังแล้วชาหนึบในใจ ความรู้สึกเกลียดชังชั่วชีวิตไม่อาจสลายไปได้ในชั่วคำพูดไม่กี่ประโยคของแม่… แต่ฉันก็พยักหน้าเพื่อให้แม่สบายใจ

ในวันเผา คนบางตา มีแต่ญาติแม่ ก็สมควรอยู่หรอก ควันไฟจากปล่องเมรุบอกเราว่า มันจะไม่มีวันกลับมาในชีวิตของฉันกับแม่อีก แต่ทว่าชั่ววินาทีหนึ่ง กลิ่นและรสของขนมขี้หนูแวบวาบเข้ามาในความทรงจำ มือที่หยิบยื่นปั้นป้อนเลือนราง ฉันเจ็บแปลบลึกจนน้ำตาเอ่อ แต่ถึงชั่ววินาทีนั้นมันเคยมีอยู่จริงก็ไม่ควรลบล้างความเลวร้ายประดามีที่มันทำไว้

แม่โผกอดฉันร้องไห้ “พ่อเขาก็รักแกเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้แหละลูก อโหสิกรรมให้พ่อนะลูกนะ” แม่สะอึกสะอื้น

ฉันพยักหน้าน้ำตารินลงข้างแก้ม ในอกตื้อตัน แต่มีเพียงฉันเท่านั้นที่รู้ว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร

 

 

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here