ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาเป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเขาจะใช้วิธีรับมือด้วยการทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทุกอย่างยังเป็นปกติทั้งที่มันไม่ปกติ

เขาจะทำเหมือนกับว่าถ้าเราไม่สนใจถ้าเราไม่มองแล้วปัญหาเหล่านั้นมันก็จะค่อยๆ เลือนสลายมลายไปเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไร

แต่มันไม่ใช่แบบนั้นกับทุกเรื่อง…

ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเรามีปัญหากันเพราะเรื่องนี้มาตลอด กลับกลายเป็นฉันที่ต้องคอยแก้ปัญหา คอยจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตครอบครัวของเรา แล้วพอฉันเรียกร้องความรับผิดชอบจากเขาบ้าง กลับโดนหาว่าเรื่องมาก งี่เง่า ทั้งที่ฉันเหนื่อยจนอยากจะบ้าให้รู้แล้วรู้รอด

เราอยู่ด้วยกันมาปีนี้ปีที่ 13 แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืนมาตลอดสิบกว่าปีแบบนี้เหรอ ถ้าอยู่กันด้วยความรักความเข้าใจและมีความสุขดีมันก็คงไม่ยาวนานนักหรอก แต่สำหรับฉันกับเขาปัญหาที่สะสมหมักหมม ฝังรากลึกลงไปจนเริ่มทำลายฐานรากของความสัมพันธ์ให้สั่นคลอนลงไปแล้ว ทุกนาทีที่ได้อยู่ด้วยกันจึงทุกข์ทรมานยาวนานยิ่ง

เราทะเลาะกันรุนแรงขึ้นด้วยปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเริ่มห่างเหินกันไปเมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีฉันก็จับได้ว่าเขามีคนอื่น

ความน่าโมโหจริงๆ มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่มันอยู่ตรงที่เมื่อฉันเริ่มพยายามจะพูดคุยเปิดอกกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขากลับพยายามบ่ายเบี่ยงหรือทำท่าไม่สนใจ ไม่ได้ยินเหมือนกับว่าฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลก

เขาทำเหมือนกับทุกที ทำเหมือนกับว่าเวลาที่ผ่านไปมันจะแก้ไขทุกอย่างได้

ฉันเจ็บปวดกล้ำกลืนกับเรื่องเขาและผู้หญิงคนนั้นอยู่ทุกวี่วัน กลายเป็นคนประสาท วนคิดเรื่องเดิมๆ ไม่มีสมาธิไม่มีสติที่จะจัดการงานนอกบ้านในบ้านได้เหมือนเคย

จนในที่สุด กลายเป็นว่าฉันคลุ้มคลั่งอาละวาดเกรี้ยวกราดใส่เขาอยู่เสมอ ทุกเรื่อง โดยที่ตัวเองก็ไม่ทันได้รู้ตัว

วันหนึ่งฉันโมโหที่เขาไม่ยอมพูด จนหลุดชกหน้าเขาสุดแรงจนแว่นตาแตก คมแว่นกรีดโหนกแก้มของเขาเป็นทางยาวจนเลือดไหลลงมาอาบคาง

ฉันร้องไห้รีบมาทำแผลให้แต่เขาปัดมือออก คว้ากระเป๋าสตางค์กับพวงกุญแจจะเดินออกจากบ้านไป ฉันร้องตะโกนบอกเขาว่าถ้าเขาออกไป เขาจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีก ฉันจะฆ่าตัวตาย ฉันจะแขวนคอตายอยู่ในบ้าน อยู่ลงโทษเขาให้เขารู้สึกผิดจนกว่าจะหมดลมหายใจตามฉันไปด้วย

ฉันเห็นเขาสะดุดนิดนึง ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ เห็นไหล่ของเขากระเพื่อมเป็นจังหวะดูเหมือนเขากำลังสะอื้น ใจฉันอ่อนยวบ นึกอยากจะวิ่งไปขอโทษ อยากจะบอกเขาว่าฉันยอมทำทุกอย่าง ขอแค่ให้เขายังอยู่กับฉันเท่านั้น แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ

คืนนั้นฉันเสียใจน้อยใจ ร้องไห้ เฝ้ารอให้เขากลับมา แต่เขาก็ไม่ยอมกลับ เวลาสิบกว่าปีที่อยู่ด้วยกันมามันไม่มีความหมายเลยเหรอ

ความน้อยใจแทบทำลายฉันจนแหลกสลาย ฉันรื้อห้องครัวเอาเหล้าดีๆ ที่เขาซุกไว้มาดื่มเมามาย เจือจางความเจ็บเศร้า และร้องไห้จนหลับไป

ฉันสะดุ้งตื่นอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงเขาเดินอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเขากลับมาตั้งแต่ตอนไหน แต่แค่เขากลับมานั้นก็พอแล้วฉันรีบวิ่งเข้าไปหา ร้องไห้ พยายามจะกอดเขาและขอโทษ

ฉันยอมรับผิด ยอมรับผิดทุกอย่าง ทุกความผิด ไม่ว่าจะเป็นความผิดที่ฉันรู้ตัวหรือความผิดที่ฉันไม่รู้ ความผิดที่ฉันอาจจะก่อขึ้นอีกในอนาคต ขอให้เขาให้อภัย

แต่เขาก็เป็นเหมือนเดิม ไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ เอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่ในบ้าน ทำกิจวัตรที่เคยทำ

ดวงตาเขาดูเหม่อลอยเหมือนไม่มีสติ เขาคงเครียด เขาคงกลุ้มใจ กังวลใจ คงโกรธ คงรังเกียจกับสิ่งที่ฉันเป็นในตอนนี้ ฉันร้องไห้ ดูเหมือนสิ่งที่ฉันทำได้อย่างเดียวในตอนนี้คือการร้องไห้ และนั่นทำให้ฉันยิ่งดูน่าสมเพช

หลังจากเดินตามเขาทำนู่นทำนี่ไปทั่วบ้านด้วยท่าทางเหม่อลอย สับสน มึนงง เหมือนที่เขามักจะทำเสมอเวลาที่เกิดปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นในบ้านแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ในที่สุดเขามานั่งลงที่โซฟา เอามือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดแต่ว่าผมขอโทษ คราวนี้กลายเป็นเขาที่เอาแต่ขอโทษ ฉันพยายามกอดเขาแล้วพูดว่าไม่เป็นไร เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ต่อไปนี้ฉันจะยอมทุกอย่าง จะดีกับคุณ จะไม่งี่เง่าเอาแต่ใจ ไม่อาละวาดพาลใส่คุณอีกแล้ว

พักหนึ่งเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ฉันเดินตามเขาขึ้นไป

พอประตูห้องเปิดออกฉันก็ต้องตกใจสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นสิ่งนั้น!

ร่างของฉันห้อยแขวนค้างอยู่กับราวผ้าม่าน คอพับคออ่อนแขนขาห้อยหมดแรงไร้ชีวิต เขาอุ้มตัวฉันขึ้น แกะคล้องเชือกออก กอดฉันร้องไห้ เอาแต่พูดว่าผมขอโทษ

ความรู้สึกอุ่นวาบผสมผสานกับความรู้สึกใจหายพลุ่งขึ้นมา…

ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่ทำให้เขาต้องมาเจอภาพแบบนี้…

รถพยาบาลและกู้ภัยกำลังจะมาในไม่ช้า มีเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแค่สองคนอีกไม่นานนัก ฉันไปนั่งข้างๆ เขา หนุนนอนบนตัก แต่เขาก็คงไม่รับรู้อีกแล้ว ปากเขายังคงพร่ำพูดแต่คำว่าขอโทษ

ถึงตอนนี้สิ่งที่เราสองคนพูดซ้ำซากคือคำว่าขอโทษ เราขอโทษกันมากเกินไปแล้ว ฉันเพิ่งมาคิดได้ว่าสิ่งที่เราพูดน้อยเกินไปคือคำว่าขอบคุณต่างหาก ขอบคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้กันมานะ ขอบคุณที่ทำให้ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ขอบคุณที่เป็นสามีที่ดีมาตลอดอย่างน้อยก็ก่อนหน้าที่เราจะงี่เง่าใส่กันอย่างทุกวันนี้

ฉันคงไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้วแต่ก็หวังว่าเขาจะรับรู้ว่าฉันขอบคุณ…

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here