◊แฮ็กเกอร์มหาประลัย (2)◊
……………..

กลางทะเลบริเวณรอยต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทย

12 ชั่วโมงก่อนการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแบบกวางโจว-802

แสงไฟจากเรือนลอยน้ำของกลุ่มโอเชียน สเตจดิ้ง มองเห็นเป็นจุดวับแวมท่ามกลางความมืด ขณะที่เรือหลวงกันตังซึ่งได้รับมอบภารกิจสนับสนุนการพิสูจน์ทราบเป้าหมายของ “ซีลทีม” ลอยลำสงบนิ่งอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางความเงียบ

“ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นปกตินะครับพี่”

แม้จะมียศนาวาโทเท่ากัน แต่ผู้บังคับการเรือตรวจการณ์ปืนก็เรียกธงอินทร์ว่า “พี่” ในฐานะที่ตนเองเป็นรุ่นน้องสถาบันเดียวกัน

“ถ้าเทียบกับภาพที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับที่เราส่งไปเมื่อตอนเย็น ยังไม่มีอะไรที่บ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวบนเรือนลอยน้ำ จนน่าจะสรุปได้ว่าไม่มีคนอยู่บนที่พักตามข่าวกรองที่ได้รับ”

“น่าแปลกอยู่เหมือนกัน”

ธงอินทร์พยักหน้าช้าๆ

“ตอนเริ่มโครงการจนสร้างที่พักกลางทะเลเสร็จใหม่ๆ มีการออกข่าวครึกโครมแต่พอถึงตอนนี้กลับเงียบไปเฉยๆ”

“ไม่เงียบยังไงไหวล่ะ ในเมื่อทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องออกมาประสานเสียงเหมือนกันหมดว่า โครงการนี้ผิดกฎหมายและละเมิดอธิปไตยของชาติ”

คมจักรสอดเข้ามา

“เป็นฉันละก็เผ่นไปตั้งแต่วันแรกที่มีข่าวแล้ว ไม่ใช่ลุกขึ้นร้องแรกแหกกระเชอกับสื่อต่างชาติว่าโดนทหารไทยไล่ล่า ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด สุดท้ายก็ไม่มีใครหาตัวเจอ ไม่รู้ว่าสองคนผัวเมียล่องหนไปได้ยังไง”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เวลานี้หลายหน่วยกำลังติดตามสืบสวนแกะรอยอยู่ว่าทั้งคู่ไปกบดานอยู่ที่ไหน อีกไม่นานก็คงคว้าตัวมาได้แน่”

“อีก 5 นาที จะถึงเวลาปล่อยเรือยางครับ”

ผู้บังคับการเรือพูดพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะเอ่ยถาม

“พี่สองคนคงจะพร้อมแล้วใช่มั้ย”

“ฉันพร้อมนานแล้วตั้งแต่วันที่ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ สส. ด้วยซ้ำ”

คมจักรยักคิ้ว

“บอกให้ซีลทีมที่จะไปกับเราลงเรือได้เลย มันจะได้เป็นไปตามแบบธรรมเนียมทหารเรือที่ว่า คนมียศน้อยลงเรือก่อนพออาวุโสสูงสุดลงแล้วเรือต้องออกทันที”

“ถ้างั้นนายก็ต้องลงเรือยางก่อนฉันซิ”

“ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นไม่ทราบ”

คมจักรหันไปทำตาโตใส่ธงอินทร์

“เพราะขั้นเงินเดือนของฉันสูงกว่านายและอาวุโสตอนจบโรงเรียนนายเรือ ชื่อของฉันก็อยู่หน้านาย”

ธงอินทร์พูดหน้าตาย

“ถ้านายต้องการให้เป็นไปตามแบบธรรมเนียมทหารเรือที่ยึดถือกันมา นายก็ต้องลงเรือยางก่อนฉัน”

“ชะชะ… ไอ้นี่”

คมจักรแยกเขี้ยวก่อนจะตวัดแขนล็อคคอธงอินทร์

“คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย… เราต้องลงเรือพร้อมกันโว้ย”

ไม่กี่อึดใจต่อมา ซีลทีมภายใต้การนำของคมจักร ธงอินทร์ ก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ที่หมายที่เห็นอยู่ลับๆ และถึงแม้สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจะปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆ แต่นักรบทางน้ำของราชนาวีก็มิได้ประมาท

ธงอินทร์สั่งให้เรือยางทั้งสองลำหยุดใช้เครื่องเมื่อเข้าใกล้เรือนกลางน้ำซึ่งเรียงรายกันเป็นแนวเพื่อป้องกันการตรวจจับเสียงจากฝ่ายตรงข้าม

จากนั้นซีลทีมก็ใช้พายแทนเครื่องยนต์ติดท้ายในการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงที่หมายแห่งแรก

“ฉันขึ้นก่อนนะ”

คมจักรกระซิบผ่านเอียร์โบนซึ่งเป็นชุดสื่อสารประจำตัวขนาดจิ๋ว

“สองหลังแรกฉันคุม… ที่เหลือยกให้นาย”

“โอเค”

ธงอินทร์ตอบกลับขณะที่พายเรือยางอีกลำต่อไปยังเป้าหมายที่อยู่ถัดไปโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่น้อย

ยอดพยัคฆ์ชาวไทยไม่ได้หันไปมองการปฏิบัติของเพื่อนตายเพราะเชื่อมือกันอยู่แล้ว ธงอินทร์รอจนกระทั่งเรือยางเข้าเทียบเสาหลักซึ่งเป็นฐานของเรือนพัก จากนั้นเอื้อมไปคว้าราวไต่ซึ่งเป็นทางขึ้น

“มากับผมคนหนึ่ง… ที่เหลือขึ้นสู่ที่หมายถัดไป”

ธงอินทร์สั่งการ จากนั้นจึงดึงร่างของตนให้พ้นจากเรือแล้วไต่ขึ้นสู่พื้นดาดฟ้าเหนือศีรษะอย่างเงียบเชียบ โดยมีพันจ่าอาวุโสร่างใหญ่ตามมาติดๆ

จนกระทั่งบันไดขั้นสุดท้ายซึ่งมีช่องสี่เหลี่ยมด้านบนเป็นทางขึ้นลงดาดฟ้า ยอดพยัคฆ์ชาวไทยจึงชะงักการเคลื่อนไหวแล้วหยิบอุปกรณ์สอดแนมออกมาจากแบ็คแพ็คด้านหลัง

สายลับทัพเรือค่อยๆ สอดงวงสอดแนมขึ้นไปเพื่อตรวจสอบดาดฟ้าอย่างระมัดระวังทั้งด้านซ้ายและด้านขวา

เมื่อไม่พบยามและสิ่งใดที่อาจจะเป็นอันตรายต่อการแทรกซึม ธงอินทร์จึงเก็บอุปกรณ์ขนาดจิ๋วก่อนจะปีนขึ้นไปเป็นคนแรก

จากนั้นจึงเคลื่อนตัวเข้าหาประตูทางเข้าที่พักแล้วเบี่ยงตัวชนิดผนังด้านซ้าย ขณะที่ซีลทีมซึ่งเป็น “แบ็คอัพ” และตามมาติดๆ เบี่ยงตัวชิดผนังอีกด้าน

ยอดพยัคฆ์ชาวไทยซึ่งอยู่ในชุดคอมแบทสูทกระชับไรเฟิลอัตโนมัติบนมือ ก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณให้พันจ่าวัยกลางคนเตรียมพร้อม

เมื่อเห็นอีกฝ่ายชูกำปั้นเป็นสัญญาณตอบรับ

ธงอินทร์จึงเอื้อมมือซ้ายไปยังลูกบิดประตูแล้วค่อยๆ หมุนอย่างแผ่วเบาพร้อมกับดันไปข้างหน้าอย่างช้าๆ จนกระทั่งช่องประตูเกิดช่องมากขึ้นเป็นลำดับพร้อมๆ กับที่แสงสว่างจากภายในห้องสาดออกมา

ทันทีที่ประตูเปิดกว้างเพียงพอที่จะเหวี่ยงตัวเข้าไปได้ ธงอินทร์ก็ตวัดปืนแล้วเผ่นพรวดเข้าไปอย่างว่องไว นิ้วที่ทาบอยู่บนไกปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวยิง หากปรากฏฝ่ายตรงข้ามที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อการจู่โจม

แม้จะไม่พบใครแม้แต่คนเดียวในห้อง แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ธงอินทร์ต้องเบิกตากว้างอย่างห้ามไม่อยู่

“ให้ตายเถอะ… นี่มันอุปกรณ์อะไรกัน”

ธงอินทร์หลุดปากออกมาอย่างลืมตัว

“ที่นี่ต้องไม่ใช่เรือนพักอาศัยกลางทะเลอย่างที่กล่าวอ้างแน่ๆ”

 

              ห้องรับรองเรือหลวงจักรีนฤเบศร

มันเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะถึงการฝึกสำคัญ

ขณะนั้นสายตาทุกคู่จ้องมองไปยังจอภาพขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้โพเดียมซึ่งรองผู้บัญชาการทหารเรือในฐานะผู้อำนวยการฝึก ทร.2019 ยืนประจำอยู่

“เรียนท่านนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม… ขณะนี้หน่วยฝึกเคลียร์สนามยิงเรียบร้อยแล้ว”

ร่างสูงใหญ่ในชุดลายพรางทะเลยืนนิ่งขณะที่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“สิ่งที่ท่านนายกฯ และคณะเห็นบนจอเป็นภาพเรียลไทม์ที่ถ่ายทอดมาจากสนามยิงด้วยอากาศยานไร้คนขับแบบนาวี-01 ซึ่งกรมสื่อสารและเทคโนโลยีทหารเรือพัฒนาขึ้น โดยใช้งบประมาณจากสำนักวิจัยและพัฒนากระทรวงกลาโหม”

“เยี่ยมมาก”

นายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้นำรัฐบาลอีกวาระหนึ่งหันไปทางผู้บัญชาการทหารเรือบนที่นั่งด้านข้าง

“แบบนี้สิถึงจะคุ้มค่ากับงบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน ทหารเรือได้เงินไปทำโครงการวิจัยพัฒนาแล้วได้ผลเป็นรูปธรรมนำไปใช้งานจริง ไม่ต้องซื้อฝรั่งให้เงินทองไหลออกนอกประเทศ”

“อันนี้เป็นการเคลียร์สนามยิงครับ แต่ในช่วงยิงจริงเราจะใช้เครื่องบินตรวจการณ์ถ่ายทอดภาพในระยะสูงนอกเหนือจากการใช้โดรนถ่ายทอดในระยะใกล้”

ผู้บัญชาการทหารเรือกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยิ้มรับคำชม

“ขั้นตอนต่อไปจากนี้ก็คือรอการยืนยันครั้งสุดท้ายจากศูนย์ควบคุมเพื่ออนุญาตให้ใช้อาวุธได้”

“มั่นใจนะว่าไม่มีใครหลงเข้าไปในพื้นที่อันตราย”

“แน่นอนครับ”

พลเรือเอกปราการยืนยันหนักแน่น

“เราวางเรือเป็นสกรีนอย่างแน่นหนาบนผิวน้ำ ส่วนบนอากาศก็มีเครื่องบินลาดตระเวนเสริมอีกทางหนึ่ง”

“เห็นว่าทางกองทัพจีนส่งเครื่องบินขับไล่มาร่วมสังเกตการณ์ด้วยอย่างนั้นใช่มั้ย”

รัฐมนตรีกลาโหมถามขึ้นบ้าง ทำให้รองผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งอยู่ที่โพเดียมรีบ ตอบทันที

“ใช่ครับ เนื่องจากการฝึกครั้งนี้เป็นการยิงอาวุธปล่อยที่ผลิตจากเมืองจ้านเจียงทางกลาโหมจีนจึงเห็นชอบให้เครื่องขับไล่แบบไชนีส แร็ปเตอร์บินมาในภารกิจสังเกตการณ์โดยเฉพาะ”

“แปลว่าเครื่องไชนีส แร็ปเตอร์ของจีนจะเข้ามาในสนามยิงด้วย”

“ถูกต้องครับ”

รองผู้บัญชาการทหารเรือให้คำตอบอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตามเนื่องจากอากาศยานของจีนไม่ได้เข้ามาเพื่อฝึกร่วมแบบพหุภาคี แต่เป็นการบินสังเกตการณ์ในพื้นที่การฝึกของไทย ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมการรักษาความปลอดภัย เราจึงจัดให้มีนักบินของเราขึ้นเครื่องไปด้วย”

“ใครหรือที่คุณจัดขึ้นไป”

              รัฐมนตรีกลาโหมถาม

 

              ลานจอดเครื่องบินด้านตะวันออกของสนามบินทหารเรือ จังหวัดภูเก็ต

“ไม่ต้องห่วงนะครับ คุณหมวยขับเครื่องไชนีส แร็ปเตอร์ได้ตามสบายเลย”

คมจักรพูดยิ้มๆ ขณะที่เดินคู่ไปกับหลินชินเสียงจากกองทัพจีน

“ถึงผมจะไม่ใช่นักบินอาชีพ แต่ก็มีความสามารถพิเศษในการขับ ฮ. และเครื่องบินปีกหนึ่งรับรองว่าไม่เมาเครื่องแน่นอน”

“ฉันชื่อหลินชินเสียงค่ะ ไม่ได้ชื่อหมวย”

อีกฝ่ายตอบโดยไม่หันมามองหน้า

“แล้วฉันก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าร่างกายของคุณจะทนแรงจีได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า เพราะหน้าที่ของฉันคือการขับเครื่องบินขับไล่ความเร็วสูงไม่ใช่ขับเครื่องบินชมวิว”

“แต่ภูเก็ตวิวสวยนะครับ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว ทุกๆ ปีมีผู้คนมากมายเดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อพักผ่อนหาความสำราญที่เกาะนี้แล้วกลับไปอย่างมีความสุข”

“ไม่เสมอไปหรอกค่ะ”

เรือเอกหญิงหลินชินเสียงแห่งฝูงบินขับไล่ที่ 2 กองบินนาวี พูดเสียงเรียบขณะที่เอื้อมมือไปจับราวไต่ขึ้นไปยังห้องนักบิน

“เพราะปีที่แล้วเพื่อนร่วมชาติของฉันเกือบ 40 คนต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ เพราะความเห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการคนไทยที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำเตือนห้ามนำเรือออกจากฝั่ง”

“แต่คนที่ออกคำเตือนคือทหารเรือนะครับ”

คมจักรแย้งในจังหวะที่หย่อนร่างลงไปสู่ที่นั่งบนด้านหลังของหญิงสาวจากแผ่นดินใหญ่

“และคนที่เป็นหน่วยหลักในการออกไปกู้เรือร่วมกับหน่วยต่างๆ ทั้งกรมเจ้าท่าและตำรวจน้ำก็คือทหารเรือ”

“แต่คนที่ตายไปแล้วก็ไม่ฟื้น”

“แน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะถ้าฟื้นขึ้นมาคนที่เห็นก็คงวิ่งกันป่าราบเท่านั้น”

คมจักรพูดหน้าตาเฉยก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเช่นเดียวกับนักบินต่างเพศซึ่งอยู่บนที่นั่งด้านหน้า

“ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ ฝ่ายไทยถึงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงให้มีนักบินทหารเรือของไทยขึ้นมาอยู่บนเครื่องด้วย”

“เพราะเรากำลังจะสั่งซื้อเครื่องรุ่นนี้จากจีนไงครับ”

“จริงอะ”

“แล้วกัน ผมจะโกหกคุณทำไม”

คมจักรมุสา

“ขนาดเรือดำน้ำเรายังสั่งต่อจากจีนได้ตั้งสามลำ ทำไมเครื่องบินขับไล่เราจะสั่งซื้อจากแผ่นดินใหญ่ไม่ได้”

“ฉันไม่อยากเชื่อเลย”

หล่อนขมวดคิ้ว

“ทำไมคุณพูดแบบนั้นล่ะครับ”

“สัญชาตญาณของฉันมันบอกว่าพวกคุณน่าจะมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นมากกว่า”

“ถ้างั้นผมก็จะพูดกับคุณตามตรงว่า…”

คมจักรเว้นระยะไปนิดหนึ่ง

“การที่ผมขึ้นมาอยู่กับคุณบนเครื่องก็เพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกยิงอาวุธปล่อยวันนี้จะสำเร็จลุล่วงด้วยดี”

“ผู้พันควรจะรู้ว่าอาวุธที่ผลิตในประเทศของฉันมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้เสมอ”

“จีนเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ เราจะไม่เชื่อมั่นได้อย่างไรล่ะครับ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะมีใครอิจฉาจีนหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

นับเป็นถ้อยคำสุดท้ายที่คมจักรพูดกับหลินชินเสียง ก่อนที่สิ่งที่ตนเองรับรู้ในห้องบรรยายสรุปร่วมกับหน่วยข่าวและฝ่ายยุทธการจะหวนคืนมาสู่มโนนึกอีกครั้ง

“เราพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมากติดตั้งอยู่บนที่พักกลางน้ำซึ่งไม่มีคนอาศัยอยู่”

ธงอินทร์ชี้แจงพร้อมกับคลิกเมาส์เพื่อแสดงภาพบนจอ

“ลักษณะของมันเป็นซุปเปอร์ฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ที่ติดตั้งไว้เพื่อรองรับระบบปฏิบัติการบางอย่างซึ่งเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไร แต่ที่แน่ๆ คือคนที่วางระบบนี้ไว้ต้องการให้มันทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ดูได้จากแหล่งพลังงานที่มีทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งสลับกันจ่ายพลังงานโดยอัตโนมัติ”

ทุกคนที่อยู่ในห้องสถานการณ์จ้องเขม็งไปยังภาพที่เห็นบนจอ

“คุณไม่ได้ทำอะไรกับสิ่งที่ยังระบุไม่ได้ใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

ธงอินทร์หันไปตอบหัวหน้ายุทธการ

“ผมเพียงแต่วางกล้องสอดแนมไว้เพื่อให้ได้สัญญาณภาพจากที่นั่นแบบเรียลไทม์ แต่กล้องไร้สายตัวนั้นใช้งานได้ 48 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วก็ต้องกลับมาชาร์จใหม่”

“แปลว่าถ้ามีคนย้อนกลับขึ้นไปบนนั้นเพื่อทำอะไรกับระบบลึกลับที่ว่า เราก็จะเห็นพวกเขา”

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น”

ธงอินทร์ให้ความเห็น

“เพราะทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่พบ มีลักษณะเป็นอันแมนซิสเท็มไม่ต้องใช้คนและอาจจะเชื่อมต่อสัญญาณควบคุมจากระยะไกลได้ด้วยซ้ำ”

“งั้นเราก็ต้องประเมินให้ได้ว่าคนที่จัดการให้มีสิ่งนี้ขึ้นมาต้องการอะไร”

“ไม่ใช่ประสงค์ดีแน่ครับ”

คมจักรพูดขึ้นบ้าง

“หลังจากที่ผมตามธงอินทร์ขึ้นไปตรวจสอบและได้เห็นสิ่งที่ไม่มีคนควบคุมทั้งหมด สัญชาตญาณของผมบอกได้เลยว่านี่คือสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามวางไว้”

“ฝ่ายตรงข้ามของใคร”

หัวหน้าฝ่ายข่าวกรองย้อนถาม

“กองทัพเรือ… กองทัพไทย หรือว่าหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย”

“ไม่ว่ามันจะเป็นฝ่ายตรงข้ามของใคร ถ้าถือว่าสิ่งนี้คือภัยคุกคาม เราก็ควรจะรื้อถอนทำลายหรือยึดมาแยกชิ้นส่วนเพื่อพิสูจน์ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไม่ดีกว่าหรือ”

นายทหารยุทธการเปิดประเด็น

“ในเมื่อมันเป็นเสมือนผู้ต้องสงสัย เราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ก็น่าจะมีอำนาจจับกุมหรือควบคุมมาสอบสวนได้นี่นา”

“เรื่องนั้นมันก็จริงครับ”

คมจักรพยักหน้า

“แต่ผมคิดว่าเราควรจะใช้วิธีซุ่มโป่งเหมือนตำรวจรอผู้ร้ายหรือเจ้าสัวนั่งห้างรอให้เสือดำปรากฏตัวออกมาดีกว่าครับ”

“แล้วถ้าฝ่ายตรงข้ามใช้การควบคุมจากระยะไกลโดยไม่กลับขึ้นไปบนนั้นล่ะ”

“ไม่ยากนี่ครับ”

คมจักรยักไหล่

“เราก็ใช้การย้อนรอยสัญญาณสาวไปหาต้นตอของมัน เมื่อได้ตำบลที่แล้วก็ส่งทีมจู่โจมขึ้นไปตะครุบตัวแค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”

“ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องวิเคราะห์และตีโจทย์ให้แตกว่าสิ่งที่น่าจะตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามนิรนามคืออะไร”

คำพูดของธงอินทร์ทำให้ที่ประชุมเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่พลเรือโทสมนึกผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 จะเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

“ถ้าเปรียบฝ่ายตรงข้ามนิรนามเป็นนักตกปลา พวกคุณคิดว่าในย่านนี้ปลาอะไรที่มีราคามากที่สุด ?”

 

“แร็ปเตอร์ วัน… รันเวย์เคลียร์ คุณได้รับอนุญาตให้บินขึ้น”

“แร็ปเตอร์ วัน… ทราบ”

หลินชินเสียงตอบรับก่อนจะถามนักบินหลัง

จากนั้นเรือเอกหญิงจากแผ่นดินใหญ่ก็นำอากาศยานตระกูลจีนเคลื่อนที่ไปยังหัวสนามบินอย่างช้าๆ

“พร้อมนะคะ… ผู้พัน”

หล่อนถามคมจักรก่อนจะได้ยินคำตอบตามสไตล์ชายเจ้าชู้

“พร้อมตั้งแต่ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกแล้วครับ”

“แร็ปเตอร์ ทู… ขอให้เข้าไปต่อหลังแร็ปเตอร์ วัน”

เสียงจากหอควบคุมดังเข้ามาให้ได้ยินอีกครั้ง และนั่นจึงทำให้คมจักรอดไม่ได้ที่จะร้องบอกธงอินทร์

“เสียใจด้วยนะเพื่อนที่นายต้องเทคออฟทีหลังและบินตามก้นฉัน”

“คมจักร… โรเจอร์ เอ้าท์”

ธงอินทร์ตัดบทแต่คมจักรยังตอแยไม่เลิก

“อย่าซีเรียสน่าเพื่อน เราแค่บินสังเกตการณ์เท่านั้น ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้”

“ผู้พันคะ”

เสียงเรียกจากนักบินด้านหน้าทำให้คมจักรรีบตอบ

“ครับผม มีไรครับ”

“เครื่องไชนีส แร็ปเตอร์ มีระบบอีเจ็คต์ที่ควบคุมได้ทั้งจากด้านหน้าและของตนเอง ถ้าผู้พันไม่หยุดพูด ฉันจะกดปุ่มให้ที่นั่งของผู้พันดีดตัวออกไปจากเครื่องเดี๋ยวนี้!”

น้ำเสียงเด็ดขาดของนักบินสาวทำให้คมจักรเย็บปากแน่นก่อนจะก้มลงมองหน้าจอเล็กๆ ซึ่งใช้ควบคุมระบบที่อยู่ตรงหน้าตนเองแก้เก้อ

จากนั้นเพียงอึดใจเดียวโสตประสาทของคมจักรก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวของเครื่องยนต์เมื่อหลินชินเสียงเร่งรอบเพิ่มมากขึ้นจนถึงขีดที่พร้อมสำหรับการบินขึ้นจากพื้น

“หอบังคับการ จากแร็ปเตอร์ วัน”

หล่อนแจ้งทางวิทยุ

“แร็ปเตอร์ วัน… เทคออฟ !”

ขาดคำหลินชินเสียงก็ปลดเบรคยังผลให้อากาศยานสีหมอกแก่แบบสองที่นั่งพุ่งทะยานออกจากตำแหน่งแล่นลิ่วไปตามรันเวย์อย่างรวดเร็ว ขณะที่หญิงสาวผู้เป็นนักบินค่อยๆ ดึงคันบังคับตรงหว่างขาเข้าหาที่นั่ง ยังผลให้ไชนีส แร็ปเตอร์ เชิดหัวยกตัวขึ้นจนกระทั่งล้อพ้นพื้นลอยละลิ่วสู่เวหาในพริบตา

“หอบังคับการ จากแร็ปเตอร์ ทู”

นักบินลำสองแจ้งหอบังคับการ

“แร็ปเตอร์ ทู… เทคออฟ !”

ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น เครื่องบินขับไล่ตระกูลจีนทั้งสองเครื่องซึ่งมีคมจักรกับธงอินทร์เป็นนักบินหลังก็ขึ้นไปเกาะหางกันอยู่กลางท้องฟ้าบ่ายหน้าออกสู่ทะเล

“เรือหลวงนครราชสีมา จากแร็ปเตอร์ วัน”

คมจักรกรอกเสียงใส่วิทยุ

“แร็ปเตอร์ วัน และแร็ปเตอร์ ทู กำลังเข้าสู่สนามยิง… ขอทราบสถานการณ์!”

******************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here