พันเอกนูฮาชิมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงราชอาณาจักรอินนีเซียไม่ใช่นายทหารธรรมดา แต่เป็นที่รู้จักในฐานะบุรุษแถวหน้าของกองทัพซึ่งมีเพียงไม่กี่คน หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยด้วยคะแนนระดับท็อปเท็น เขาถูกส่งไปศึกษาต่อหลักสูตร “รบพิเศษ” ในประเทศตะวันออกกลางพร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก 3 คน

              เมื่อกลับมา ร้อยโทนูฮาชิมในขณะนั้นเข้ารับตำแหน่งรองผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลและเข้าสู่สมรภูมิชายแดนของอินนีเซียซึ่งมีการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ

นูฮาชิมนำทหารเข้าปะทะกับฝ่ายตรงข้ามหลายครั้ง สามารถทำลายค่ายศัตรูได้หลายแห่งจนมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานยกย่องว่าเป็นนายทหารหนุ่มที่ห้าวหาญมีอนาคตโดดเด่นยาวไกล

แล้วทุกอย่างก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อนูฮาชิมเป็น “พันตรี” เขาถูกส่งไปเรียนหลักสูตรต่อต้านก่อการร้ายที่สหรัฐอเมริกานาน 6 เดือน ก่อนจะกลับมาทำงานในหน่วยงานพิเศษด้านความมั่นคงจวบจนปัจจุบัน

ด้วยปูมหลังอันเหนือกว่าอดีตนักรบทั่วไป พันเอกนูฮาชิมจึงไม่ได้รู้สึกครั่นคร้ามในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนายทหารชาวไทยซึ่งเป็นเป้าหมายตาม “คำสั่งลับ” ที่เขาได้รับมาจากหน่วยเหนือ

แม้โดยส่วนตัวพันเอกนูฮาชิมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในฝีมือของนาวาโทจากลุ่มเจ้าพระยาที่สามารถเอาตัวรอดได้จากทีมสังหารชุดแรกในห้องตรวจร่างกายที่สนามบินและจี้ตัวประกันหลบหนีไปพร้อมพาหนะหน้าอาคารผู้โดยสาร ก่อนจะเล่นงานบิ๊กไบค์ชุดไล่ล่าจนดับดิ้น แถมด้วยการระเบิดรถเพื่อสกัดกั้นทีมสนับสนุนจนต้องชะงักการบุกอย่างฉับพลัน

แต่ด้วยหน้าที่ทำให้พันเอกนูฮาชิมต้องเก็บความรู้สึกนั้นและมุ่งไปยังการปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อให้ภารกิจลุล่วง นั่นคือการเด็ดชีพนายทหารชาวไทยให้ได้

“นายมีฝีมือมาก… ผู้พันคมจักร”

สายตาของพันเอกนูฮาชิมจ้องมองไปยังอาคารเป้าหมายที่ปรปักษ์ของตนหลบหนีเข้าไป

“แต่คราวนี้ตำแหน่งของนายเป็นที่ปิด ฉะนั้นฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอดไปได้แน่!”

บัดนั้นเองที่หน่วยสวาทของอินนีเซียเคลื่อนตัวดาหน้าเข้าสู่อาคารสูง 5 ชั้น โดยมีพันตรีโจโลตามเข้าไปด้วยหมายจะ “เอาคืน” นายทหารชาวไทยให้หายแค้น

“ทุกคนระวังตัว!”

พันตรีโจโลร้องบอกดังๆ

“ถึงเป้าหมายจะมีคนเดียวแต่มันมีปืนและอาจจะเพิ่มเติมด้วยอาวุธแสวงเครื่องเพื่อใช้เล่นงานเราได้ ดังนั้นอย่าประมาทเป็นอันขาด!”

สิ่งที่ได้ยินทำให้เจ้าหน้าที่ทุกนายเขม็งตัวเต็มที่ และในทันทีที่เข้าไปถึงบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน หน่วยสวาทก็ปฏิบัติตามยุทธวิธีอย่างรัดกุม

แทนที่จะผลีผลามจู่โจมอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เป้าหมายอยู่ห่างเกินไป หน่วยสวาทสองคนแรกซึ่งทำหน้าที่ “สเก๊าท์” หรือส่วนล่วงหน้ากลับเบี่ยงตัวชิดผนังข้างบันไดทั้งซ้ายและขวาอย่างระมัดระวัง

วินาทีต่อมา สเก๊าท์คนขวาจึงชะโงกหน้าพร้อมกับตวัดไรเฟิลอัตโนมัติที่อยู่ในร่องไหล่เล็งสูงในลักษณะที่พร้อมจะเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนหากมองเห็นศัตรู

“สเก๊าท์ วัน รายงาน….”

พันเอกนูฮาชิมได้ยินเสียงลูกน้องทางเอียร์โบนที่เสียบไว้ในช่องหู

“ทางขึ้นเคลียร์ ไม่มีความเคลื่อนไหว”

            “บุกเลย!”

สิ้นคำสั่งของพันเอกนูฮาชิม กำลังส่วนหน้าซึ่งเป็นเสมือนชุดนำทางของหน่วยสวาทก็ถลันออกจากตำแหน่งทะยานขึ้นไปตามช่องบันไดโดยมีฝ่ายเดียวกันตามมาติด ๆ

            “เคลียร์!”

เสียงตะโกนดังลั่นเมื่อสิ้นสุดบันไดขั้นสุดท้ายและเข้าสู่ตำแหน่งเลี้ยว

“กำลังขึ้นชั้นสาม!”

จังหวะเดียวกับที่หัวขบวนเลี้ยวขวาไปตามขั้นบันได สายตาของพันตรีโจโลซึ่งตามหลังมาไม่ห่างก็เหลือบเห็นซีโอทูสีแดงขวดหนึ่งติดอยู่ข้างผนัง

สัญชาตญาณทำให้พันตรีโจโลใจหายวาบหลุดปากออกมาสุดเสียง

            “ระวัง… ระเบิด!”

เกือบจะพร้อมๆ กับเสียงตะโกนของพันตรีโจโล ร่างวูบไหวของคมจักรก็โผล่ออกมาเพียงแว่บเดียวเพื่อตวัดปากกระบอกปืนไปยังตำแหน่งที่เคยเล็งไว้แล้วในวินาทีก่อนหน้า

            เปรี้ยง! ตูม!

เสียงปืนแผดขึ้นก่อน จากนั้นจึงเป็นกัมปนาทสนั่นหูจากการระเบิดเมื่อกระสุนร้อนจี๋เจาะเข้าใส่ขวดซีโอทู.ดับเพลิงที่กลายเป็นอาวุธแสวงเครื่องไปในบัดดล

อานุภาพของมันทำให้หน่วยสวาทที่อยู่ในช่องทางแคบๆ กระเด็นกลับลงมาพร้อมกับเสียงร้องอุทานอย่างเจ็บปวดหลุดออกมาจากปากคนที่อยู่ด้านหน้าสุดซึ่งโดนสะเก็ดและแรงอัดอย่างถนัดถนี่

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ปฏิบัติการจู่โจมยุติลง เพราะยังไม่ทันที่ควันระเบิดแสวงเครื่องจะจางหาย

หน่วยสวาทที่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็กระโจนข้ามร่างฝ่ายเดียวกันแล้วรุกคืบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“ยิงเลย! อย่าให้มันโผล่ออกมาได้!”

พันตรีโจโลตะโกนลั่น และนั่นจึงทำให้เสียงแผดระรัวของอาวุธอัตโนมัติของทีมบุกแผดระรัวสนั่นหวั่นไหว

            ปังๆๆๆๆ! ปังๆๆๆๆ!

            ปังๆๆๆๆ! ปังๆๆๆๆ!

ห่ากระสุนแดงวาบพุ่งไปตามช่องบันไดทั้งที่ยังไม่ปรากฏเป้าหมาย มันเป็นการยิงเพื่อกดดันไม่ให้นายทหารชาวไทยใช้กลยุทธใดๆ อย่างที่ต้องการได้อีก

แต่คมจักรก็ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรเพื่อสกัดกั้นอีกแล้ว เพราะสายลับทัพเรือต้องการไปให้ถึงชั้นดาดฟ้าโดยเร็วที่สุด และเสียงปืนที่ไล่หลังมาก็ทำให้คมจักรรู้ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที

ยอดพยัคฆ์ชาวไทยจึงสับฝีเท้าสุดชีวิตจนกระทั่งถึงชั้นแปดซึ่งมีประตูสู่ดาดฟ้าอาคารรออยู่

“ถึงทางออกแล้ว ได้วัดดวงกันละ!”

นายทหารเลือดเดือดคำรามกับตนเอง แต่แล้วคมจักรก็ต้องแยกเขี้ยวอุทานออกมาจากสิ่งที่มองเห็น

“บรรลัยแล้ว! ประตูคล้องกุญแจหรือนี่!”

โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว คมจักรตวัดปากกระบอกปืนเข้าหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคแล้วเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปทันที

            เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

สะเก็ดไฟสว่างวาบเมื่อลูกตะกั่วร้อนจี๋พุ่งเข้าปะทะกุญแจสายยูที่คล้องอยู่จนแตกกระจายขาดสะบั้น และในวินาทีเดียวกับที่คมจักรเอื้อมมือไปกระชากประตูให้เปิดออก เสียงปืนจากการยิงของฝ่ายตรงข้ามจากช่องบันไดก็ดังตามมาให้ได้ยินอย่างถนัด

“รอให้กูออกไปก่อนไม่ได้หรือไงวะ”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่คมจักรคำรามออกมาก่อนจะกระโจนผ่านช่องประตูออกไปสู่ดาดฟ้าเพื่อที่จะมองเห็นขอบหลังคาอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ขณะที่ดาดฟ้าของอาคารอีกหลังอยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่า 30 เมตร

“เอาละวะ… ได้ลงแข่งกระโดดค้ำถ่อก็วันนี้แหละ!”

คมจักรแยกเขี้ยวขณะที่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมกับเกร็งลมปราณเพิ่มพลังให้กับตัวเองชนิดเต็มพิกัด

แต่ยังไม่ทันที่นายทหารชาวไทยจะสับฝีเท้าออกจากตำแหน่ง

กัมปนาทการยิงของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นกำลังเสริมและอยู่บนฟุตปาธด้านล่างข้างอาคารก็แผดคำรามสนั่นหวั่นไหว

            ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

            ปังๆๆๆ!  ปังๆๆๆ!

มันเป็นการยิงตามคำสั่งของพันเอกนูฮาชิมซึ่งเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่เมื่อมองเห็นคมจักรปรากฏตัวออกมา

“สกัดไว้ อย่าให้มันหนีไปตามหลังคาตึก!”

พันเอกนูฮาชิมร้องตะโกนดังลั่น และนั่นทำให้คมจักรกลายเป็นเป้าในมุมสูงที่โดนปรปักษ์กระหน่ำกระสุนเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง

            ปังๆๆๆ! ปังๆๆๆ!

            ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

แม้มฤตยูร้อนจี๋ที่แหวกอากาศมาแดงโร่จะพุ่งข้ามหัว แต่คมจักรก็ต้องก้มหัวหดคอด้วยสัญชาตญาณ เสียจังหวะในการปล่อยตัวออกจากตำแหน่งไปอย่างช่วยไม่ได้

“หยุดยิงก่อนได้มั้ย… กูจะโดดแล้ว!”

คมจักรร้องลั่นก่อนจะตวัดปืนเข้าหา “ตัวช่วย” ที่อยู่บนเสาไฟฟ้าอันได้แก่หม้อแปลงข้างตึกแล้วเหนี่ยวไกชนิดมั่นใจว่าจะไม่พลาด

            เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

            ตูม! บึ้ม!

เสียงระเบิดกึกก้องพร้อมกับสะเก็ดไฟแตกกระจายออกมาจากหม้อแปลงขนาดใหญ่ซึ่งถูกกระสุนของคมจักรทะลวงเข้าใส่อย่างแม่นยำ และนั่นจึงทำให้พันเอกนูฮาชิมกับลูกน้องที่อยู่ในบริเวณนั้นกระโจนหลบกันจ้าละหวั่น

โอกาสจึงพลิกกลับมาเป็นของคมจักรที่สับฝีเท้าเข้าหาขอบหลังคาดาดฟ้าแล้วถีบตัวไปข้างหน้าสุดแรงเกิด

“ฮึบ!”

เสียงเร่งลมปราณหลุดจากปากของคมจักรในวินาทีที่ร่างแกร่งเกร็งลอยละลิ่วราวกับคนเหาะก่อนจะหล่นลงสู่ดาดฟ้าอาคารหลังถัดไปชนิดฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต้องอ้าปากค้าง

“บ้าชิบ!”

พันเอกนูฮาชิมสบถออกมาอย่างลืมตัว

“มันทำได้ยังไงกัน… ทหารเรือไทยเก่งขนาดนี้เลยหรือนี่!”

แม้จะไม่ได้ยินประโยคนั้น แต่คมจักรก็ตอกย้ำความสงสัยของฝ่ายตรงข้ามด้วยการไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะในจังหวะอันต่อเนื่องยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็ตั้งลำขึ้นมาใหม่ขณะที่สายตาเล็งไปยังดาดฟ้าอาคารหลังถัดไปก่อนจะแยกเขี้ยวคำรามกับตนเอง

“ไปต่อสิโว้ย… จะอยู่ทำไม!”

ขาดคำ ร่างของนายทหารมหากาฬก็เผ่นทะยานออกจากตำแหน่งไปจนสุดขอบดาดฟ้าก่อนจะถีบเท้ากระโจนพรวดเพื่อเหาะลิ่วข้ามช่องว่างระหว่างอาคารเป็นครั้งที่สองด้วยลีลาไม่ต่างอะไรกับนักกระโดดไกลชั้นยอด

“ทีมจู่โจมตามมันไป… เร็วเข้า!”

พันเอกนูฮาชิมตะโกนสั่งอย่างเดือดดาล

“มีขามีตีนเหมือนกัน ทำไมจะทำแบบมันไม่ได้!”

แม้จะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แต่หน่วยสวาทที่โผล่พ้นประตูดาดฟ้าของอาคารหลังแรกกับมีอาการลังเล และนั่นทำให้พันตรีโจโลซึ่งโดนคมจักรเล่นงานก่อนหน้าผลักร่างของหน่วยสวาทที่ขวางอยู่ให้หลบออกไป

“ฉันจัดการเอง!”

ขาดคำ พันตรีหนุ่มก็สับฝีเท้าออกจากตำแหน่งก่อนจะถีบตัวพุ่งพรวดจากดาดฟ้า มิหนำซ้ำยังตวัดปืนไปข้างหน้าแล้วเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนไล่หลังคมจักรดังสนั่น

            ปัง! ปัง! ปัง!

            ปัง! ปัง! ปัง!

แม้วิถีการยิงจะพลาดเป้า แต่เสียงลั่นก้องที่ตามหลังมาก็ทำให้คมจักรรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามกัดไม่ปล่อย

แว่บเดียวที่หางตาชำเลืองเห็นพันตรีโจโลทะยานลงสู่ดาดฟ้าด้านหลังห่างออกไปแค่หลังคาเดียว คมจักรก็พลิกตัวกลับอย่างว่องไวพร้อมกับตวัดมือที่ประกบกันเพื่อกระชับปืนเล็งศูนย์เข้าหาพันตรีโจโลที่โจนทะยานข้ามห้วยมาเป็นครั้งที่สองแล้วเหนี่ยวไกยิงอย่างต่อเนื่องราวกับประทัดแตก

            ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

            เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงปืนลั่นคำรามชนิดแทบจะแยกไม่ออกว่ากระบอกไหนดังขึ้นก่อน แต่คมจักรแม่นกว่าเพราะปักหลักชันเข่า ขณะที่พันตรีโจโลยิงขณะลอยอยู่กลางอากาศจึงขาดความแม่นยำอย่างช่วยไม่ได้

กระสุนของยอดพยัคฆ์ชาวไทยจึงจับเปาะเข้ากลางยอดอกของฝ่ายตรงข้ามอย่างเหมาะเหม็ง

แรงปะทะจากการยิงทำให้พันตรีโจโลหมุนคว้างกลางอากาศราวกับเหยี่ยวถูกพรานส่องก่อนจะร่วงลงสู่พื้นตายสยองไปในบัดดล

โดยไม่รอดูผลการพิฆาต นาวาโทมหากาฬหันกลับแล้วออกตัวเป็นครั้งที่สามเพื่อโจนทะยานไปยังดาดฟ้าแห่งใหม่ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าจุดร่อนลงคือสระว่ายน้ำที่สร้างอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารหลังนั้น

            ตูม!

ผิวน้ำแตกกระจายเมื่อร่างของนายทหารชาวไทยพุ่งเข้าปะทะก่อนจะดิ่งลงสู่ก้นสระอย่างรวดเร็วราวกับสมอที่ถูกทิ้งลงจากเรือ

แต่ในทันทีที่ตั้งหลักได้ คมจักรก็ถีบตัวเหวี่ยงมือในท่าแหวกน้ำเพื่อนำร่างของตนขึ้นสู่เบื้องบนโดยไม่ชักช้า

จังหวะเดียวกับที่แหงนหน้าขึ้นไป ภาพซึ่งวูบไหวอยู่หลังม่านน้ำก็ทำให้คมจักรหัวใจหล่นอย่างห้ามไม่อยู่

“เวรละสิ… เฮลิคอปเตอร์ !”

คมจักรร้องบอกตนเองจากสิ่งที่เห็น

“กำลังเสริมทางอากาศของพวกมันหรือนี่”

วินาทีแรกที่โผล่พ้นผิวน้ำ คมจักรก็รีบว่ายไปยังขอบสระแล้วเหวี่ยงตัวขึ้นก่อนจะชันเข่าตวัดปืนเหนี่ยวไกเข้าใส่ ฮ. ที่กำลังโฉบลงมา

            เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

การยิงเป้าขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องยากและถึงแม้กระสุนจะไม่เข้าจุดตาย แต่มันก็ทำให้ ฮ. ทั้งลำเอียงวูบก่อนที่คนบน ฮ. จะยิงตอบโต้ลงมาทันทีทันควัน

            ปังๆๆๆๆ!

            ปังๆๆๆๆ!

วิถีกระสุนที่แหวกอากาศลงมาพุ่งลงกลางสระน้ำห่างจากร่างของคมจักรราวกับคนยิงไม่ได้ตั้งใจที่จะสังหารเป้าหมาย และนั่นจึงทำให้นายทหารชาวไทยเอะใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน

“มันยิงอะไรของมันกันแน่… ในสระน้ำไม่มีคนสักหน่อย”

คมจักรร้องออกมาอย่างประหลาดใจ

“เอ๊ะ… หรือว่า…”

ทันทีที่คิดได้ สองมือที่เล็งปืนขึ้นสูงของคมจักรจึงลดก่อนที่เสียงอุทานอย่างดีใจจะหลุดจากปากเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น

“ให้ตายเถอะ! นายเองหรอกหรือ… ธงอินทร์”

คมจักรยิ้มร่า

“มาได้ทันเวลาพอดีเลยนะ เพื่อนยาก!”

บัดนั้นเองที่ ฮ. นักท่องเที่ยวของบริษัทสัญชาติอเมริกันที่มีซีไอเอ ชักใยอยู่เบื้องหลังก็ค่อยๆ ลดระดับลงมาสู่ดาดฟ้าสระน้ำและคมจักรก็ไม่เสียเวลารอให้สกี ฮ. แตะพื้นแต่อย่างใด

ร่างของยอดสายลับเผ่นเข้าหาพาหนะเวหาของฝ่ายเดียวกันที่เปิดประตูห้องโดยสารรออยู่มาแต่ไกลแล้วกระโจนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

            “พัสดุมาแล้ว!”

ช่างเครื่องร้องบอกนักบินเสียงลั่น

“ไป… ไป… ไป!”

แล้วในวินาทีอันต่อเนื่อง ฮ. ที่มีสี่คนไทยเป็นผู้โดยสารก็ยกตัวสูงขึ้นแล้วไต่ระดับสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าไปยังที่หมายอย่างรวดเร็ว

ทั้งที่เฉียดความตายมาสดๆ ร้อนๆ แต่นาวาโทจอมเจ้าชู้กลับไม่ทิ้งนิสัยเดิม

“สวัสดีครับ ผู้หมวดคนสวย”

คมจักรร้องทักญาธิดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ดีใจจังที่ได้พบคุณอีกครั้ง… ได้อยู่ใกล้กันแบบนี้ผมรู้สึกว่าท้องฟ้าสวยสดงดงามขึ้นอีกเป็นกอง”

“เหรอคะ”

ญาธิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ว่าแต่ผู้พันนึกยังไงถึงลงไปเล่นน้ำในสระบนดาดฟ้าจนตัวเปียกปอนแบบนี้”

“ก็ผมรู้ว่าจะมีคนสวยมารับก็เลยอยากตัวเปียกเผื่อว่าจะได้รับการอนุเคราะห์ผ้าขนหนูช่วยเช็ดตัวให้”

“บน ฮ. มีแต่ผ้าเช็ดน้ำมันเครื่องจะเอามั้ย”

ธงอินทร์ตบหลังเพื่อนดังป้าบ

“นายนี่มันเหมือนเดิมเลยนะ เจอกันแทนที่จะทักเพื่อนก็ไม่ทักแต่หันไปคุยกับสาวๆ ก่อน”

“ทักก็ได้วะ”

“ไปยังไงมายังไงมิทราบ ทำไมถึงขี่ ฮ. เข้าเมืองมาแบบนี้”

คมจักรเปลี่ยนสายตามายังธงอินทร์

“ฉันดำน้ำมาโผล่ใกล้ฝั่งแล้วก็ขึ้น ฮ. ต่อเข้ามาที่นี่”

“ขอบใจมากที่มารับฉันได้ทันเวลา ถ้านายมัวแต่อ้อยอิ่งชมวิว ฉันอาจจะม่องเท่งไปแล้วก็ได้”

“ด้วยความยินดีเพื่อน”

“ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหนและกำลังโดนไล่ตามจนหัวซุกหัวซุนแบบนี้”

“ทีมของเราเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารกับศูนย์ควบคุมยุทธการลับในสถานทูตสหรัฐ ฉันก็เลยรู้ว่านายโดนอัดเละหลังจากที่เล่นงานพวกมันจนวินาศสันตะโรตั้งแต่ออกจากสนามบิน”

ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรกันต่อ ธณิศรก็ร้องตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงตกใจ

“มี ฮ. เข้ามา… ทิศ 10 นาฬิกาครับ!”

ประโยคนั้นทำให้ทุกคนหันขวับเพื่อที่จะเห็น ฮ. สีเขียวขี้ม้าลำหนึ่งบินรี่เข้ามาในลักษณะที่บอกให้รู้ว่าไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

และยังไม่ทันที่จะตั้งหลักได้

ท้องนภาก็ลั่นคำรามราวกับฟ้าผ่าโดยปราศจากพยับฝนเมื่อ ฮ. ของหน่วยงานความมั่นคงอินนีเซียเปิดฉากยิงเข้าใส่โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง!

“ระวัง! มันยิงใส่เราแล้ว!”

เสียงร้องตะโกนจากช่างเครื่องทำให้ผู้เป็นนักบินบังคับเครื่องให้เชิดหัวขึ้นด้วยสัญชาติญาณ แต่แล้วกัมปนาทการยิงในชุดที่สองก็ดังสนั่นฟ้า

            เปรี้ยงๆๆๆ!

            เปรี้ยงๆๆๆ!

วิถีสังหารแดงวาบพุ่งเข้าดักหน้าราวกับฝ่ายตรงข้ามจะเดาใจเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง และนั่นจึงทำให้ ฮ. ทั้งลำสั่นสะท้านเมื่อโดนมฤตยูชุดนั้นเข้าอย่างจัง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการที่ผู้ควบคุม ฮ. กลายเป็นนักบินชะตาขาดเมื่อโดนกระสุนหลายนัดเข้าเต็มร่างจนฟุบหน้าลงกับคอนโซลตายสยองไปในบัดดล

ฮ. ที่ปราศจากคนบังคับจึงมีอันเหวี่ยงตัวราวกับโดนพายุพร้อมๆ กับที่สัญญาณเตือนการดิ่งลงสู่พื้นแผดลั่น!

 

 

*****************************************

 


พันทิวา
นักเขียนลูกนาวีวัยใกล้เกษียณอยู่ในบรรณาพิภพมากว่า 40 ปี เริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนุ่งขาสั้น มีผลงานรวมเล่มเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2526 และเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here