◊ หน้ากากมรณะ ◊
………..

คอนโดมิเนียมสูง 15 ชั้นกลางเก่ากลางใหม่หลังหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมืองไกลจากชายทะเล ภาคตะวันออกไม่ถึง 10 กิโลเมตร

บนห้องพักชั้น 9 ซึ่งเป็นที่ซุ่มของผู้กองหนุ่มกับผู้หมวดสาว

“ผู้กองกำลังจะทำอะไร จะแหย่งวงนั่นลงไปทางหน้าต่างหรือคะ””

“สอดแนมไงล่ะ”

ร้อยตำรวจเอกธณิศรตอบเรียบๆ ขณะที่ก้มหน้าก้มตาประกอบอุปกรณ์บนมือซึ่งมีลักษณะเหมือนงวงโลหะเส้นเล็กๆ

“ใช่ครับ… นี่เป็นกล้องสอดแนมแบบไมโครแคมซึ่งจะส่งภาพขึ้นมาบนจอขนาดจิ๋วด้วยเลนส์ที่มีคุณสมบัติพิเศษโดยเฉพาะ

อึดใจต่อมา ธณิศรก็ชะโงกหน้าออกนอกหน้าต่างเพื่อหย่อนงวงโลหะลงไปทางด้านล่างอย่างช้าๆ

เมื่อปลายงวงตรงกับหน้าต่างห้องชั้น 8 ซึ่งเป็นเป้าหมาย นายตำรวจหนุ่มจึงดึงตัวเองกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อตรวจสอบสิ่งที่ได้จากกล้องสอดแนม

แล้วภาพที่ปรากฏบนจอขนาดจิ๋วซึ่งอยู่บนมือซ้ายก็ทำให้ธณิศรผิวปากอย่างดีใจ

“โป๊ะเชะ.. เห็นอะไรมั้ยผู้หมวด”

“แก๊งกักตุนหน้ากากจริงๆ ด้วย ข่าวของผู้กองไม่พลาด”

ร้อยตำรวจโทหญิงแวววาวซึ่งเป็นคู่หูของธณิศรพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อเห็นความเป็นไปด้านล่าง

“พวกมันมี 4 คน กำลังแพ็คของใส่ห่อ คงเตรียมกระจายให้ผู้ค้ารายย่อยแน่ๆ”

“อย่าเพิ่งด่วนสรุปแบบนั้น เพราะที่ผู้หมวดเห็นแค่ 4 ไม่ได้แปลว่ามี 4 คนร้ายอาจจะมีมากกว่านั้นก็ได้”

“ถ้างั้นเราขอกำลังเสริมดีมั้ยคะ”

“ก็ผู้หมวดนั่นแหล่ะ กำลังเสริมของผม”

ธณิศรพูดพลางดึงงวงโลหะกลับขึ้นมา

“แต่เราต้องแยกกันไปคนละด้าน ผมจะบุกทางหน้าต่างด้วยการใช้เชือกโรยตัวจู่โจมเข้าไป ส่วนผู้หมวดลงบันไดไปที่ช่องทางเดิน คอยดักสกัดพวกมันที่จะหนีออกทางประตูหน้าห้อง”

“ได้ค่ะ เอาไงเอากัน”

แวววาวพยักหน้าขณะที่ดึงปืนสั้นซึ่งเป็นอาวุธประจำกายออกมาตรวจดูกระสุน

“ผู้กองระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน เพราะพวกมันคงจะไม่ยอมจำนนง่ายๆ”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่อย่ากังวลไปเลย ถ้าหน้าไหนหันปืนใส่ผมก่อนละก็ ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่”

ธณิศรพูดเสียงเข้มก่อนจะหันไปคว้าเชือกที่มัดไว้กับราวเหล็กเหนือหน้าต่างแล้วทดลองกระตุก 2-3 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะรับน้ำหนักไหวขณะที่ถูกใช้เป็นฐานในการเหวี่ยงตัวลงไปสู่เป้าหมาย

“เอาละ… ได้ฤกษ์ล้างดาวโจรกันแล้ว ผมจะนับถอยหลัง 20 วินาที ผู้หมวดรีบไปเข้าจุดตอนนี้เลย!”

โดยไม่ต้องรอให้ธณิศรออกคำสั่งซ้ำสอง แวววาวรีบผละออกจากห้องอย่างเร็วที่สุดเพื่อเข้าประจำตำแหน่งบริเวณช่องทางเดินของอาคารซึ่งอยู่ถัดลงไปเพียงชั้นเดียว

              “แปด… เจ็ด… หก… ห้า…”

ธณิศรนับถอยหลังพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ประสาททุกส่วนตื่นตัวเขม็งเกลียวเต็มที่

              “สี่… สาม… สอง… หนึ่ง!”

พริบตาเดียวกับที่วินาทีบุกมาถึง ผู้กองหนุ่มก็กระโจนออกจากตำแหน่งพุ่งผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดไว้แล้วเหวี่ยงตัวกลับ ลอยละลิ่วแหวกอากาศเข้าหาบานหน้าต่างชั้นที่อยู่ถัดลงไป และถูกปิดไว้โดยคนที่อยู่ในห้องซึ่งไม่ได้เฉลียวใจเลยว่านรกกำลังจะครอบลงมา

              โครม! เพล้ง!

เสียงกระจกแตกสนั่นด้วยสองเท้าของธณิศรซึ่งถีบตูมออกไปสุดแรงเกิด ทำให้ทรชนซึ่งกำลังง่วนอยู่กับของต้องห้ามบนโต๊ะหันขวับด้วยสัญชาตญาณ เพื่อที่จะเห็นแขกไม่ได้รับเชิญเหาะทะลวงเข้ามาด้วยเชือกพร้อมกับปืนบนมือ ก่อนจะทิ้งตัวลงจังก้าบนพื้นและร้องตะโกนลั่นห้อง

“นี่ตำรวจ… ทุกคนอย่าขยับ!”

แทนที่จะทำตามคำสั่งที่ได้ยิน แก๊งทรชนกลับฮึดสู้เพราะเห็นว่ามีพวกมากกว่าผู้บุกรุก คนที่ยืนอยู่ขวามือของห้องจึงคว้าอาวุธซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาชนิดที่คิดว่าเร็วที่สุดแล้วในชีวิต แต่อากัปกิริยาของมันก็ยังช้าไปกว่าการเหนี่ยวไกของธณิศรซึ่งปล่อยกระสุนออกมาดังสนั่นราวกับสายฟ้าแลบ

              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

ทูตมรณะของผู้กองหนุ่มทะลวงเข้าเต็มยอดอกอย่างแม่นยำจนคนที่โดนเข้าไปหงายผลึ่งราวกับต้นไม้ถูกโค่นและเป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของมันอีกคนกระชากปืนสั้นออกมาจากเอวหมายจะส่องตำรวจนอกเครื่องแบบให้แดดิ้นสิ้นชีพ แต่ความไวของไอ้เวรนั่นก็ยังไม่เท่าความเร็วของธณิศรที่ตวัดปากกระบอกเข้าหาเป้าหมายที่สองแล้วระเบิดการยิงออกไปในพริบตาอันต่อเนื่อง

              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

ประกายไฟแลบวาบจากปลายลำกล้องพร้อมด้วยเสียงแหลมก้องซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่คนชะตาขาดได้ยิน

อานุภาพของกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรที่พุ่งเข้าปะทะ ทำให้ร่างที่ตกเป็นเป้าทะลึ่งโลดขึ้นสุดตัวร้องออกมาได้คำเดียวก่อนจะหล่นลงหน้าฟาดล้มโครมลงไปทั้งโต๊ะทั้งคน

แต่นายตำรวจมือพิฆาตก็ไม่มีโอกาสที่จะปักหลักอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อีกต่อไป เพราะฝ่ายตรงข้ามอีกสองโผนเข้าหาอาร์ก้าที่วางพิงผนังห้องเพื่อคว้ามาเป็นอาวุธ และนั่นจึงทำให้ผู้กองหนุ่มต้องกระโจนข้ามโซฟาพุ่งตัวลงพื้นในวินาทีที่แก๊งคนร้ายที่เหลือตวัดปากกระบอกปืนเข้าหาแล้วระเบิดกระสุนออกมาอย่างไม่ยั้ง

              ปังๆๆๆๆ!

              ปังๆๆๆๆ!

กัมปนาทการยิงลั่นคำรามร้าวก้าวหูพร้อมๆ กับมฤตยูแดงโร่พุ่งเข้าหาเป้าหมายจนโซฟาตัวใหญ่ซึ่งเป็นที่กำบังของธณิศรฉีกกระจายเศษชิ้นส่วนปลิวว่อน

แม้คนที่หมอบราบอยู่บนพื้นด้านหลังโซฟาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่ห่ากระสุนที่ประเคนเข้ามาถี่ยิบก็ทำให้ธณิศรต้องแยกเขี้ยวหดคอโงหัวไม่ขึ้นหมดโอกาสที่จะตอบโต้

“ผู้หมวดแวววาวว… ได้ยินผมหรือเปล่า”

นายตำรวจหนุ่มร้องขอตัวช่วยทางเอียร์โบนท่ามกลางเสียงแผดระรัวสนั่นหวั่นไหวของอาวุธสงคราม

“คนร้ายในห้องกำลังรุมกินโต๊ะผม! ไอ้พวกเปรตนั่นหันหลังให้ประตู ผู้หมวดเข้ามาล่อมันได้เลย!”

สองทรชนซึ่งกำลังเหนี่ยวไกถล่มธณิศรไม่ได้ยินการติดต่อนั้น ทั้งคู่จึงสืบเท้าเข้าหาเป้าหมายแบบโอบปีกคนละด้านพร้อมกับยิงกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมั่นใจว่ากระสุนอีกไม่กี่ชุดจะต้องทำลายแนวกำบังและเด็ดชีพตำรวจนอกเครื่องแบบที่เสือกกระโหลกเข้ามาได้อย่างแน่นอน

แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผันไปราวกับนรกบันดาล

เพราะในพริบตานั้นลูกบิดประตูด้านนอกก็ระเบิดแหลกด้วยกระสุนเหล็กที่ยิงอัดในระยะเผาขน ก่อนที่ประตูทั้งบานจะพังโครมด้วยแรงถีบของร้อยตำรวจโทหญิงแวววาวซึ่งกระโจนตามเข้ามาชนิดที่ฝ่ายตรงข้ามคาดไม่ถึง

วินาทีเดียวกับที่สองทรชนหันขวับและตวัดปืนกลับมาด้วยสัญชาตญาณ ประกายไฟก็แลบวาบออกมาจากปลายลำกล้องของผู้หมวดสาวซึ่งบุกเข้ามาเพื่อวิสามัญคนร้ายสถานเดียว

              ปัง! ปัง! ปัง!

คนแรกโดนเข้ากลางหน้าผากแบบนัดเดียวจอด ส่วนอีกคนกระสุนกินต่ำลงที่ไหปลาร้าจนสะดุ้งสุดตัวนิ้วกระตุกปืนบนมือระเบิดรัวออกมาราวกับประทัดตับ ยังผลให้คนยิงต้องม้วนตัวลงพื้นเพื่อให้พ้นจากวิถีอันตรายเกือบจะพร้อมๆ กับที่ธณิศรเด้งผึงขึ้นจากที่กำบังเพื่อส่องปืนปิดฉากการห้ำหั่นราวกับนัดกันไว้

              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

ทุกนัดแล่นเข้าปะทะเป้ามีชีวิตที่กำลังหมุนคว้างโดยไม่พลาด ทรชนคนสุดท้ายจึงมีอันปักหัวลงกับพื้นมือกางตีนกาง วิญญาณปลิดปลิวออกจากร่างตายสนิทไปในบัดดล

เสียงปืนที่เคยกึกก้องสนั่นหวั่นไหวในห้องมรณะจึงจบสิ้นลงพร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจและอาการเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอกของนายตำรวจสาว ซึ่งค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากพื้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าการ “จับตาย” คนร้ายยุติลงอย่างเด็ดขาด

“ผู้หมวด… บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ฉันไม่เป็นอะไร แค่จุกนิดหน่อยตอนที่พุ่งหลบกระสุนของพวกมันเท่านั้นเองค่ะ”

แวววาวตอบพร้อมกับหันไปมองธณิศร

“แล้วผู้กองล่ะคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

“ยังสบายอยู่ แต่ถ้าผู้หมวดพังประตูเข้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะไอ้สองตัวที่โดนลูกปืนของผู้หมวดเกือบจะเข้ามาส่องหัวผมได้อยู่แล้ว ต้องขอบคุณผู้หมวดมาก”

“คราวหน้าถ้าเป็นไปได้ผู้กองอย่าใช้วิธีจู่โจมแบบนี้ได้มั้ย มันอันตรายมาก”

แวววาวเป่าลมออกจากปากอีกครั้ง

“รีบแจ้งกองพิสูจน์หลักฐานเถอะค่ะ เขาจะได้ทำงานต่อจากเราและหน้ากากพวกนี้จะได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป”

——————————————-

              เป็นครั้งแรกที่ธงอินทร์ยอมรับกับตนเองว่า เขาได้นำความรู้สึกส่วนตัว เข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะเขาก็เหมือนคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล ที่โกรธแค้น “ไอ้โม่ง” ลึกลับที่อยู่เบื้องหลังและชักใยการกักตุน “หน้ากากอนามัย” หลายสิบล้านชิ้น ทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเต็มกำลังความสามารถ

“จางห่าว… นักธุรกิจจีน ที่ได้สัญชาติไทย เป็นร่างทรงของนักการเมืองกังฉินคนหนึ่ง ที่เราเชื่อว่าเป็นไอ้โม่งตัวใหญ่ ที่กำลังทำเงินมหาศาลจากการกักตุนหน้ากากและลักลอบส่งออกไปต่างประเทศ”

ถ้อยคำทีได้ยินจากห้องประชุมยังก้องอยู่ในสมองของธงอินทร์

“เครือข่ายของมันแทรกซึมอยู่ในทุกภาคส่วนของรัฐ ผบ. ศคบ. จึงสั่งการให้หน่วยเราสืบสวนในทางลับ เพื่อหาหลักฐานที่จะนำไปสู่การจับกุม คนที่หากินบนความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน”

ด้วยเหตุนี้เอง ธงอินทร์จึงไม่ลังเลที่จะอาสาขอรับงาน ทลายเครือข่ายของจางห่าว เพื่อที่จะสาวไปให้ถึงตัวผู้อยู่เบื้องหลัง และนำหน้ากากที่หายไปจากระบบกลับคืนมาสู่มือคนไทย ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมชาติและกำลังเดือดร้อนสาหัสอยู่ในเวลานี้

“แน่ใจนะว่าคุณต้องการของและพร้อมที่จะสู้ราคา”

ชายวัยสี่สิบเศษๆ ตัดผมทรงลานบิน ร่างท้วม เอ่ยถามขณะที่จ้องตาผู้มาเยือน

“ผมมีโน้ตบุ๊คมาด้วย สำหรับใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เห็นตัวเลขได้ชัดกว่าการใช้สมาร์ทโฟน”

อีกฝ่ายพูดพร้อมกับวางคอมพิวเตอร์ขนาดกระเป๋าใบเล็กลงบนโต๊ะ

“ถ้าเราคุยราคากันได้ และผมได้เห็นของที่คุณจางมีในครอบครอง ผมสามารถโอนเงินเข้าบัญชีให้คุณจางได้ทันที”

“คุณต้องการเท่าไหร่”

จางห่าวหรี่ตา

“ทั้งหมดเท่าที่คุณจาง จะขายให้ผมได้”

ประโยคนั้นทำให้คนที่ได้ยินเลิกคิ้วอย่างพิศวง

“คุณมีเงินมหาศาลขนาดนั้นเลยหรือ”

“ผมเป็นตัวแทนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้าง ผู้บริหารของบริษัทอยากจะทำกำไรนิดๆ หน่อยๆ จากภาวะสงครามเชื้อโรคในขณะนี้”

บุรุษหนุ่มตอบเสียงเรียบ

“ขอเพียงได้เห็นของหรือรู้ว่ามันเก็บอยู่ที่ไหน แล้วเราไปที่นั่นด้วยกัน เพื่อดูให้เห็นกับตา ทุกอย่างก็จบเพราะผมได้รับมอบอำนาจในการตกลงใจ โดยไม่ต้องถามใครอีก”

“ฟังดูเป็นการทำธุรกิจที่ง่ายจังเลย”

“โอกาสมาถึงต้องรีบคว้าไว้ครับ”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ซื้อ

“บางครั้งเราก็จะไม่มีโอกาสที่สองถ้าปล่อยให้โอกาสแรกหลุดมือไป”

“โอเค.ของอยู่ในโกดังท่าเรือเก่าผมจะพาไปดู”

จางห่าวพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหันไปสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังโซฟา

“บอกพวกเรา เอารถมารับฉันกับสุภาพบุรุษท่านนี้ที่หน้าเทอเรส”

“ครับนาย”

ธงอินทร์คิดว่างานของเขาน่าจะสำเร็จลงไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะอย่างน้อย “ร่างทรง” ของผู้มีอิทธิพลระดับชาติ ก็เปิดทางในการทำธุรกิจต้องห้ามอย่างที่วางแผนไว้

แต่จังหวะที่ธงอินทร์เดินคู่ไปกับจางห่าว เสียงสมาร์ทโฟนของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น บอกให้รู้ว่าใครบางคนติดต่อเข้ามา

“ครับท่าน”

จางห่าวตอบรับสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงตัว

“ครับ… ใช่ครับ…”

นิ่งไปอีกอึดใจ ก่อนที่ธงอินทร์จะได้ยินร่างทรงจากแผ่นดินใหญ่พูดต่อ

“อ้อ… ครับ… อย่างนั้นหรือครับ ขอบคุณครับ”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ธงอินทร์ได้ยิน เกือบจะพร้อมๆ กับที่ “เลกซัส” สีดำคันใหญ่แล่นนำหน้ารถกระบะของทีมคุ้มกันเข้ามาจอดเทียบหน้าเทอเรสของคฤหาสน์หลังงาม และจางห่าวเก็บสมาร์ทโฟนหลังการสนทนากับผู้ที่โทรเข้ามาเสร็จสิ้นลง

“มีอะไรหรือครับ ทำไมหยุดเดิน”

แทนที่จะตอบคำถามนั้น จางห่าวกลับเหลือบตามองลูกน้อง แล้วยกมือขึ้นตวัดแทนคำสั่ง

วินาทีนั้นเองที่สมุนร่างใหญ่ที่เดินประกบทางด้านซ้ายและด้านขวา ชักปืนออกมาแล้วปรี่เข้าประชิดธงอินทร์ พร้อมกับกระแทกปากกระบอกปืนเข้าใส่ร่างอย่างแรง

“นึกว่าจะหลอกพวกกูได้งั้นเหรอ”

“อะไรกันครับ เอาปืนมาจ่อผมทำไม”

“เลิกเล่นละครได้แล้ว”

จางห่าวแสยะยิ้ม

“ฉันรู้ว่าแกชื่อธงอินทร์ เป็นสายลับที่หน่วยงานความมั่นคง ส่งมาสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลังการทำให้หน้ากากหายไปจากระบบ”

“คุณจาง… คุณกำลังเข้าใจผิด”

“แกอยากพูดอะไรก็พูดไป”

จางห่าวหัวเราะเสียงเหี้ยม

“แต่จงจำไปบอกยมบาลด้วยว่าเครือข่ายของฉันแทรกซึมอยู่ในทุกระดับของประเทศนี้ ไม่มีวันที่จะมีใครโค่นล้มได้”

“ไม่จริงหรอก”

ธงอินทร์ยังคงเยือกเย็น

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้าทุกสิ่งรอการสิ้นสุดทั้งนั้น”

“แล้วเราจะได้เห็นกัน… ไอ้สายลับ!”

ขาดคำ จางห่าวก็พยักหน้าให้ลูกน้อง

“เอามันไปฆ่าที่อื่น อย่าให้เลือดของมันเปื้อนพื้นเป็นหลักฐานที่นี่”

เพราะคำสั่งนั้นทำให้ ธงอินทร์ถูกพาตัวไปขึ้นรถกระบะ แทนที่จะเป็นเลกซัสคันงาม โดยมีมือปืนคนหนึ่งทำหน้าที่โซเฟอร์ และอีกสองคนนั่งประกบซ้ายขวากับเหยื่อสังหารในที่นั่งตอนหลัง พร้อมกับจ่อปืนไว้ที่ชายโครงของเขาตลอดเวลา

ทันทีที่เลี้ยวออกสู่ถนนด้านนอก

โซเฟอร์มือปืนก็ขับแบบไม่ปรานีปราศรัยจนผู้โดยสารกระเด้งกระดอน

“เบาหน่อยซิพวก”

ธงอินทร์แกล้งร้องบอก ขณะที่ฉวยจังหวะนั้นสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงซึ่งเป็นที่เก็บมีดพกอันเล็กๆ ที่เขานำติดตัวมาด้วย

“ไหนๆ ฉันก็จะตายแล้ว ขับให้มันนิ่มๆ หน่อยเถอะ”

ตอนนี้พยัคฆ์หนุ่มมีสิ่งที่พอจะใช้ได้เป็นอาวุธ ซ่อนอยู่ในอุ้งมือโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เฉลียวใจ แม้แต่น้อย

รถกระบะของนักฆ่า แล่นต่อไปตามถนนลาดยางมุ่งสู่ทิศตะวันออก ธงอินทร์สังเกตได้ว่าพวกมันเริ่มใช้เส้นทางขึ้นเนินบนถนนเลียบชายฝั่งทะเล

ยิ่งไกลเท่าใหร่ สองข้างทางก็ยิ่งเปลี่ยว และไม่มีรถแล่นสวนมาแม้แต่คันเดียว

และแล้วคนขับก็หักพวงมาลัย เลี้ยวรถลงข้างทางแล่นตะลุยไปตามพื้นดินอันขรุขระ มีหญ้ารกทึบ สลับกับต้นไม้เตี้ยๆ เรียงรายเป็นแนว

“หยุดตรงนี้ละ”

เสียงทรชนที่นั่งข้างเหยื่อร้องสั่ง

“ไม่ต้องดับเครื่อง… ฆ่ามันเสร็จจะได้ไปกันเลย”

ทันทีที่รถจอดนิ่ง

มือปืนที่อยู่ด้านขวาของธงอินทร์ ก็เปิดประตูรถแล้วลงไปก่อนที่เพื่อนของมันจะผลักร่างของธงอินทร์ ให้ออกไปจากเบาะที่นั่ง โดยตัวมันขยับตามไปในจังหวะอันต่อเนื่อง

ฉับพลันนั้นเองที่ฟ้าผ่าลงมา โดยปราศจากพายุฝน

เพราะในพริบตาที่เหยียบพื้นได้ถนัดมือซ้ายของธงอินทร์ก็คว้าหมับเข้าที่ประตูรถที่เปิดอ้าอยู่ แล้วกระชากกลับสุดแรงเกิด พร้อมๆ กับที่ตีนขวาดีดผึงขึ้นสูงโดยมีปากกระบอกปืนของทรชนคนแรกที่ยืนจังกังรออยู่ด้านหน้าชนิดมองแทบไม่ทัน

มีเสียงปืนระเบิดปัง ในวินาทีที่วิถีกระสุนพุ่งขึ้นสูง เพราะปลายลำกล้องถูกเตะเสย ส่วนไอ้คนที่เพิ่งก้มตัวออกจากที่นั่งตอนหลังโดนประตูอัดเข้าใส่เต็มเหนี่ยว จนร้องอุทานลั่นเช่นเดียวกับเพื่อนของมันซึ่งลั่นไกออกมาได้แค่นัดเดียวแล้วก็ต้องสะดุ้งพรวดแหกปากด้วยความเจ็บปวด เมื่อธงอินทร์ปักมีดพับเล่มจิ๋วเข้าไปที่นัยน์ตาข้างซ้ายของมันสุดแรงเกิด

              ฉึก!

เสียงสยองขนดังขึ้นเมื่อปลายมีดปักทะลวงเข้าใส่เป้า

ความเจ็บปวดทำให้คนที่โดนทะลวงเนตรปล่อยอาวุธหลุดออกจากมือ หงายผงะดิ้นพรวดพราดกับปลาโดนทิ่มด้วยฉมวก แต่มันก็ไม่ต้องทรมานมากนัก เพราะธงอินทร์ซึ่งโผนเข้าไปคว้าปืนที่หล่นจากเจ้าของมาเป็นกรรมสิทธิ์ เหนี่ยวไกเข้าใส่เป็นนัดแรก ก่อนจะแว้งกลับมายังคนที่ถูกอัดด้วยประตูเพื่อยิงนัดที่สองในวินาทีอันต่อเนื่อง

              ปัง! ปัง!

สองมือปืนที่ได้รับคำสั่งให้เอาตัวสายลับมาเด็ดชีพ จึงกลายเป็นผีไปแทบจะพร้อมๆ กัน และหมดโอกาสได้เห็นเพื่อนซึ่งเป็นโซเฟอร์ที่ตะลีตะลานกระชากปืนพกออกมาหมายจะเล่นงานเหยื่อที่มีแค่คนเดียว

แต่อากัปกิริยาของมันก็ช้าไปกว่าความว่องไวของคนที่กระโจนขึ้นเหยียบกระโปรงรถพร้อมกับยิงกระหน่ำใส่กระจกด้านหน้าอย่างไม่ยั้ง

              ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนแผดก้องในวินาทีที่ประกายไฟแลบวาบออกจากปลายลำกล้อง อานุภาพการยิงส่งผลให้กระจกหน้ารถแตกกระจุยเป็นรูโหว่ ขณะที่มฤตยูร้อนจี๋พุ่งผ่านเข้าไปปะทะเป้าหมาย ซึ่งมีอาวุธอยู่บนมือจนหงายผงะ วิญญาณปลิดปลิวออกจากร่างในบัดดล

เด็ดชีพฝ่ายตรงข้ามราบพนาสูญไปหมดแล้วธงอินทร์จึงเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอก ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนออกมา เพื่อส่งข่าวไปยังทีมแบ็คอัพ ให้จู่โจมเข้าจับกุมจางห่าวและเข้าค้นโกดังที่ใช้กักตุนหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์ขณะนี้

ด้วย “เครื่องดักฟัง” และกล้องสายลับที่ติดอยู่กับกระดุมเสื้อ ซึ่งบันทึกทั้งภาพและเสียงของวายร้ายที่เป็นร่างทรง ของผู้มีอิทธิพลระดับชาติ ธงอินทร์จึงมั่นใจว่า การทำลายเครือข่ายอันชั่วร้ายสำเร็จลุล่วงลงแล้ว

และหน้ากากที่หายไปจากระบบคงจะกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชนตามที่ปรารถนา

ยังไม่ทันที่จะคิดว่าสิ่งที่ควรจะทำต่อไปคืออะไร ธงอินทร์ก็รู้สึกเหมือนหมดกำลังอย่างฉับพลันพร้อมๆ กับมีบางอย่างที่เปียกชุ่มออกมาจากหน้าขาทั้งสองข้าง

“เอ๊ะ… เราถูกยิงหรือนี่”

ยอดพยัคฆ์อุทานกับตนเองก่อนจะทรุดฮวบลงไปเพราะทรงกายไม่อยู่

“คงเป็นตอนที่กระโดดขึ้นไปดวลกับคนขับรถแน่เลย”

เมื่อรู้แล้วว่าได้รับบาดเจ็บจากการยิงต่อสู้ ธงอินทร์รีบปฐมพยาบาลตนเองด้วยการถอดเสื้อออกมาฉีกทำเป็นผ้าพันแผลเพื่อใช้มัดห้ามเลือด จากนั้นจึงนอนลงกับพื้นยกขาสูงพาดกับประตูรถที่เปิดค้างไว้ก่อนจะส่งข่าวให้ฝ่ายเดียวกันรู้

ระหว่างที่รอการช่วยเหลือซึ่งยังมาไม่ถึงจุดเกิดเหตุ สายตาของธงอินทร์จ้องมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีแสงดาวกระจัดกระจาย

แว่บหนึ่งที่ธงอินทร์หวนรำลึกนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ผ่านมา

ยามที่ไพร่ฟ้าของพระองค์ผู้สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์กำลังทุกข์ยากเผชิญกับวิกฤตโรคร้าย

คำสอนที่พ่อให้ไว้ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้พสกนิกรชาวไทยสมัครสมานสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลไม่ทอดทิ้งกันเพื่อฟันฝ่าภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มบางพวกที่เห็นแก่ตัวหากินบนความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชาติทั้งการกักตุนสินค้าการฉวยโอกาสขึ้นราคา การหลอกลวงของมิจฉาชีพในหลายรูปแบบที่เกี่ยวกับโรคระบาด รวมทั้งบางกลุ่มยังปฏิเสธที่จะร่วมมือปฏิบัติตามคำประกาศของทางการ

แต่ “พ่อ” เคยสอนพวกเราว่า

“เราไม่อาจทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้นเราต้องช่วยกันอย่าให้คนไม่ดีอยู่ในอำนาจ”

เสียงรถยนต์ที่ดังให้ได้ยินพร้อมกับแสงไฟที่สาดเข้ามาทำให้คิดคำนึงของธงอินทร์กระจายหายไป

“มาแล้วหรือทีมสนับสนุน”

สายลับหนุ่มบอกกับตนเองอย่างโล่งใจ

แต่แล้วรอยยิ้มของธงอินทร์ก็หายไปเมื่อมีเสียงเอะอะจากคนที่ลงจากรถดังเข้ามาให้ได้ยิน

“บ้าระยำ… ทำไมศพเกลื่อนแบบนี้!”

“หรือว่าไอ้สายลับมันฮึดสู้จนฆ่าคนของเราได้ก่อนตาย”

ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ธงอินทร์รู้แล้วว่าคนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน

ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บจนอาจเคลื่อนไหวได้แต่ธงอินทร์ซึ่งเสียเปรียบอย่างมากก็ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

ยอดพยัคฆ์ผู้เผชิญกับภารกิจอันตรายมานับไม่ถ้วนหยิบปืนขึ้นมากระชากลูกเลื่อน

แล้วรอ…

\*********** จบ ************/

หมายเหตุผู้เขียน

ตามที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การนำเสนอนวนิยายออนไลน์ชุด “คู่พยัคฆ์หัวใจมหากาฬ” จึงจำเป็นจะต้องยุติลงชั่วคราว ในฐานะผู้ประพันธ์ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่กรุณาติดตามผลงานมาอย่างต่อเนื่อง หวังว่าคงจะได้พบกันใหม่หลังสถานการณ์ดีขึ้น ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพรักษาตัวเองด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการโดยเคร่งครัด

ด้วยความปรารถนาดี

“พันทิวา”

***********************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here