◊ เหตุบังเอิญ… จากหัวใจ ◊
………..

ห้องพาโนรามา ชั้นที่ 10 โรงแรมเดอะเกรท บีช ชายหาดสัตหีบ-ระยอง

เวลาสิบโมงเช้า

              “ว่าไง… ไอ้ที่ขอไปจะให้หรือไม่ให้”

น้ำเสียงที่ตะคอกใส่สมาร์ทโฟนเกรี้ยวกราด

“ฉันเอาจริงนะโว้ย ถ้าไม่จ่ายเงินมา รับรองว่าตัวประกัน 57 คนที่อยู่ในกำมือฉันตายแน่”

“ใจเย็นๆ โจ๊กเกอร์”

อีกฝ่ายตอบกลับมา

“ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอน แต่ต้องใช้เวลาเพราะเงินสด 50 ล้าน ไม่ใช่น้อยๆ ส่วนเฮลิคอปเตอร์จากกองบินตำรวจก็ต้องบินมาจากกรุงเทพฯ อีกนานกว่าจะถึงที่นี่”

“อย่าอ้างหน่อยเลย พวกแกคิดจะถ่วงเวลางั้นหรือ ทำไมไม่ใช้ ฮ. ทหารเรือแถวนี้ฉันฆ่าตัวประกันที่เป็น รปภ. ไปแล้วคนหนึ่ง ถ้าจะฆ่าอีกสักคนจะเป็นไรไป”

พูดจบ วายร้ายที่ฉายเดี่ยวก็หันปากกระบอก “ทราโว่” ไปยังกลุ่มคนซึ่งกระจุกอยู่บนพื้น

              “แก… ลุกขึ้น!”

ชายร่างอ้วนซึ่งอยู่ในวิถีปืนหน้าซีดนัยน์ตาเหลือก

“อย่า… อย่าครับ อย่ายิง ไว้ชีวิตผมเถอะ”

“เดินมาตรงนี้”

“กรุณาเถอะครับ.. อย่าฆ่าผม”

คนที่ถูกเลือกยกมือไหว้ประหลกๆ

“ลูกชายผมเพิ่งชั้นประถม ลูกสาวเพิ่งเข้าอนุบาล… ผมยังไม่อยากตาย”

“แกชื่ออะไร”

“วิชิตครับ”

“ไม่อยากตายก็บอกให้พวกนั้นรู้ว่า ตอนนี้แกเห็นอะไรบ้าง”

พูดพร้อมกับหันสมาร์ทโฟนไปทางตัวประกัน เพื่อให้เหยื่อกรอกเสียงลงไป

              “ช่วยด้วยครับ… ช่วยผมด้วย!”

นักท่องเที่ยวร่างอ้วนระล่ำระลักร้องบอก

“ผมชื่อวิชิต.. คนร้ายบอกให้ผมคุยกับเจ้าหน้าที่”

“ว่ามาเลย เรากำลังฟัง”

ปลายสายตอบกลับก่อนจะย้อนถาม

“บอกมาเลยว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง ตัวประกันทุกคนปลอดภัยใช่มั้ย”

“รปภ. โดนยิงตายไปคนหนึ่งแล้วครับ ศพอยู่ตรงหน้าลิฟต์”

น้ำเสียงนั้นแสดงความหวาดกลัวสุดขีด

“ตอนนี้คนร้ายที่ใส่หน้ากากโจ๊กเกอร์เหมือนในหนังกำลังเอาปืนจ่อหน้าผากผม รีบทำตามที่เขาต้องการเถอะครับ”

“โอเคๆ… รออีกนิด เรากำลังจะ…”

ไม่ทันจบประโยค เสียงไรเฟิลอัตโนมัติทราโว่ก็แผดลั่น

              ปังๆๆๆๆ!

              ปังๆๆๆๆ!

เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกที่ดังพร้อมกับเสียงปืน ทำให้เจ้าหน้าที่นักเจรจาซึ่งอยู่ในสัญญาณโทรศัพท์ใจหายวาบขณะที่ร้องอุทานออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

              “วิชิต… คุณยังได้ยินผมหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น?”

เขาร้องถามเสียงหลง

“คนร้ายตวัดปืนขึ้นแล้วยิงโคมไฟที่เพดานครับ!”

นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ตัวสั่นงันงก

“ตอนนี้เขาจ่อปืนที่หน้าผากผมเหมือนเดิม รีบทำตามคำสั่งเขาเถอะครับ”

“ได้ยินแล้วใช่มั้ย”

ทรชนสวมหน้ากากกรอกเสียงใส่สมาร์ทโฟน

“ฉันจะให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าภายในสิบนาทีนี้ เฮลิคอปเตอร์พร้อมเงิน 50 ล้าน ยังไม่บินมารับฉันไปจากที่นี่ ฉันจะฆ่าตัวประกันแล้วโยนศพลงไป!”

แม้จะเป็นคำขู่ที่คนร้ายบอกกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ แต่ความต้องการนั้นก็แพร่เป็นไฟลามทุ่งไปยังสื่อมวลชนทุกสำนักที่ปักหลักติดตามสถานการณ์อยู่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงแรมอย่างรวดเร็ว

“ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อคนร้ายซึ่งสวมหน้ากากโจ๊กเกอร์ยื่นคำขาดให้เจ้าหน้าที่จ่ายเงิน 50 ล้านบาท แลกกับอิสรภาพของ 57 ตัวประกัน พร้อมทั้งจัดเฮลิคอปเตอร์มารับไปส่งยังจุดหมายซึ่งขณะนี้ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเป็นที่ไหน”

นักข่าวภาคสนามของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งรายงานผ่านการถ่ายทอดสด

“อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวของเราระบุว่าจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในโรงแรม ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ภาพผู้ต้องสงสัยซึ่งเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อนที่จะกลับออกมาในลักษณะหน้ากากโจ๊กเกอร์ จากการพิสูจน์ทราบระบุได้ว่าคนร้ายคือนายลือชัย จานหม่า ที่เคยถูกจับในคดียาเสพติดและอยู่ในระหว่างการประกันตัวออกมาสู้คดี รวมทั้งยังมีประวัติเป็นผู้ป่วยจิตเวช มีพฤติกรรมรุนแรงและติดเกมมาตั้งแต่วัยรุ่น

เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจในการก่อเหตุในครั้งนี้ได้อย่างแน่ชัดว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคนร้ายต้องการเงินหรือมีเป้าหมายอื่นกันแน่ แต่เบื้องต้นเชื่อว่าการเลียนแบบเกมส์ที่ผลิตขึ้นจากภาพยนตร์และคนร้ายหลงใหลในเรื่องดังกล่าว”

กล้องโทรทัศน์จับร่างของนักข่าวชื่อดังโดยมีภาพของโรงแรมที่เกิดเหตุร้ายเป็นฉากหนังขณะที่เจ้าตัวจะพูดต่อ

“เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้สถานการณ์จะดำเนินมาเกือบสี่ชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าอย่างเป็นทางการจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่มีข้อตกลงแน่ชัดจากผู้เกี่ยวข้องว่าจะให้หน่วยงานใดมีอำนาจเด็ดขาดในการแก้ไขเนื่องจากเหตุเกิดในพื้นที่ทหารเรือ แต่กรณีอาชญากรรมเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง”

แม้นักข่าวหลายสำนักจะรายงานในประเด็นดังกล่าวตรงกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความขัดแย้งใน บก. เฉพาะกิจเพื่อแก้ไขสถานการณ์มิได้เกิดขึ้น

เพราะนายตำรวจระดับสูงเจ้าของท้องที่เกิดเหตุกับนายพลเรืออาวุโสซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในความรับผิดชอบมีการวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่แรกที่เหตุร้ายอุบัติขึ้น

“หน้ากากโจ๊กเกอร์ ยื่นคำขาดกับเราว่าถ้าไม่ได้เงินและเฮลิคอปเตอร์ภายในสิบนาที จะฆ่าตัวประกันแล้วโยนลงมา”

ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดระยองบอกกับนายพลเรือร่างใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“คราวนี้ท่าทางมันคงเอาจริงแน่เพราะตอนที่เจรจากันมีเสียงปืนดังขึ้น ตอนแรกเราคิดว่ามันยิงตัวประกันจริงๆ แต่โชคดีที่เป็นการยิงเพดานห้อง แล้วให้ตัวประกันคนหนึ่งพูดโทรศัพท์ยืนยันว่าคนร้ายจะฆ่าตัวประกันแน่ถ้าไม่ได้ตามที่ร้องขอ”

“ใจเย็นครับ ผมคิดว่าเรายังพอมีเวลา”

น้ำเสียงที่ตอบกลับมาแสดงความมั่นใจ

“ฝ่ายยุทธการกำลังเชื่อมต่อระบบวงจรปิดของโรงแรม ถ้าได้สัญญาณมาเราก็จะเห็นภาพในจุดเกิดเหตุแบบเรียลไทม์ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจในการแก้ไขสถานการณ์ไม่พลาด”

“ก็ดีครับ เราจะได้เห็นทุกอย่างด้วยสายตา”

นายตำรวจระดับผู้บังคับการจังหวัดเป่าลมออกจากปาก

“เพราะผมไม่อยากเชื่อว่าคนร้ายซึ่งมีแค่คนเดียวและมีเพียงปืนหนึ่งกระบอกเป็นอาวุธจะสามารถควบคุมตัวประกันได้มากกว่าครึ่งร้อย”

“ผู้การกำลังจะบอกว่า นายลือชัยซึ่งสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า อาจจะมีพรรคพวกแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนที่ถูกจับเป็นตัวประกันอย่างนั้นใช่มั้ยครับ”

“คนร้ายสมัยนี้มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะและมักจะมีการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนลงมือ ยิ่งคนร้ายที่เคยก่อเหตุและถูกจับมาแล้วมีความเป็นไปได้มากกว่าไม่ได้ลงมือตามลำพัง”

“ขออนุญาตครับ เราได้สัญญาณภาพจากวงจรปิดแล้วครับ”

นายทหารยุทธการร้องบอกจากหน้าจอ

“ในห้องพาโนรามาของโรงแรมมีวงจรปิด 4 ตัว ผมแยกภาพขึ้นมอนิเตอร์เป็น 4 มุม มาดูได้เลยครับ!”

ประโยคที่ได้ยินทำให้การสนทนาระหว่างนายพลเรืออาวุโสกับนายตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับการจังหวัดชะงักลงก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวตรงไปยังบริเวณที่นายทหารยุทธการปักหลักอยู่พร้อมกับอุปกรณ์จำนวนหนึ่ง

“ฉันเห็นแกแล้ว… ไอ้วายร้าย!”

พลตำรวจโทร่างท้วมจ้องเขม็งไปยังภาพบนจอ

“อย่าหวังเลยว่าฉันจะปล่อยให้แกหลุดมือไปพร้อมกับสิ่งที่ต้องการ”

“ผมขออนุญาตชี้แจงดังนี้นะครับ”

นายทหารยุทธการร้องบอกอีกครั้ง

“กล้องสองเป็นภาพจากมุมขวา กล้องสี่เป็นภาพจากมุมซ้าย ทั้งสองกล้องทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวของตัวประกันที่นั่งอยู่บนพื้นกลางห้องได้ทั้งหมด”

“โล่งอกหน่อยที่ทุกคนยังปลอดภัย”

ผู้บังคับการจังหวัดพูดจากสิ่งที่เห็น

“ถ้ามีคนตายเพิ่มขึ้นนอกจาก รปภ. ละก็ เราคงต้องรีบตัดสินใจว่าจะเอายังไง”

“ผมอยากให้ท่านสังเกตภาพทางด้านหน้าคนร้ายซึ่งได้มาจากกล้องสาม ส่วนภาพจากกล้องสี่เป็นภาพด้านหลัง ถ้าดูจากสองกล้องนี้โดยไม่คลาดสายตา เราจะวิเคราะห์จากการขยับเคลื่อนไหวได้ในทันทีว่ามันกำลังจะทำอะไรแม้กระทั่งการจะใช้อาวุธต่อตัวประกัน”

“เยี่ยมไปเลย”

นายพลเรืออาวุโสพยักหน้า

“แต่จะวิเศษกว่านี้ถ้าเราจะใช้กล้องสองกับกล้องสี่ซูมเข้าหาตัวประกันทีละคนเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีแก๊งของคนร้ายแฝงตัวเข้ามาปะปนเพื่อช่วยเหลือฝ่ายเดียวกันอย่างที่ผู้บังคับการจังหวัดเป็นกังวล”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมกับทีมจะดำเนินการตรวจสอบทีละคนเลยครับ”

“เริ่มจากคนโน้นเลยได้มั้ย”

พลตำรวจโทผู้รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดระยองร้องบอกพร้อมกับชี้มือ

“ผู้ชายคนที่แยกตัวออกจากกลุ่มตัวประกันนั่งพิงหลังอยู่ตรงเคาเตอร์ตามลำพัง ช่วยขยายภาพให้ใกล้ที่สุดได้มั้ย”

“ได้ครับ”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่ใบหน้าเรียบเฉยปราศจากความหวั่นวิตกใดๆ ของบุรุษหนุ่มหน้าตาคมสันปรากฏชัดขึ้น ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดระยองก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ผมว่ามันผิดปกตินะ ทำไมผู้ชายที่ใส่แจ็กเก็ตสีน้ำทะเลทับเสื้อเชิ้ตสีขาวคนนี้ถึงไม่นั่งรวมกลุ่มกับตัวประกันทั้งหมด อีกทั้งยังอยู่ในอาการนิ่งสงบเยือกเย็นไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเหมือนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน”

“ให้ตายเถอะ…”

นายพลเรืออาวุโสหลุดปากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ในทันทีที่มองเห็นคนที่อยู่บนจออย่างถนัด

“เขาไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง… บังเอิญเสียยิ่งกว่าบังเอิญ”

“หมายความว่าท่านรู้จักผู้ชายคนนั้น”

“ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดาครับ”

อีกฝ่ายยิ้มเกรียม ๆ ออกมาเป็นครั้งแรกก่อนจะพูดต่อ

“แต่ผมมั่นใจว่าจากนี้ไปเราคุมสถานการณ์ได้แน่และรับรองเลยว่าคนคนนั้นจะจัดการกับหน้ากากโจ๊กเกอร์ในทันทีที่โอกาสเปิดให้!”

———————————————-

เข็มนาฬิกาดูเหมือนจะผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของตัวประกันที่มีทั้งหญิงและชาย ทุกคนพยายามเงี่ยหูฟังว่าเมื่อไหร่จะมีเสียงเฮลิคอปเตอร์บินมาให้ได้ยินพร้อมกับเงินค่าไถ่เพื่อรับตัวคนร้ายไปจากโรงแรมแห่งนี้อันจะทำให้ทุกคนได้รับอิสรภาพ

“แม่งเอ๊ย… ทำไมชักช้านักวะ”

เสียงเกรี้ยวกราดลั่นออกมาจากปากของทรชนลือชัยอีกครั้ง

“แบบนี้มันต้องมีศพโยนลงไปให้เห็น พวกมันจะได้รู้ว่ายิ่งถ่วงเวลา ตัวประกันก็จะยิ่งตายเพิ่มขึ้น”

คำพูดที่หลุดจากปากของลือชัยหรือหน้ากากโจ๊กเกอร์ ทำให้ทุกคนที่ได้ยินตัวสั่นงันงกไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเพราะกลัวว่าจะถูกเลือกเป็นเหยื่อ

“แก!”

วายร้ายโรคจิตชี้ปืนไปยังวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งใส่เสื้อโปโลลายพร้อย

“ลุกขึ้น… แล้วออกไปนอกห้อง”

“คุณปล่อยผมแล้วใช่มั้ยครับ”

“ไอ้งั่ง… ใครจะโง่ปล่อยแก”

โจ๊กเกอร์ลือชัยหัวเราะเสียงกร้าว

“ฉันต้องการให้แกออกไปที่ระเบียงแล้วกระโดดลงไปข้างล่าง!”

เหยื่อโรคจิตเบิกตากว้าง

“ผม… ผมไม่กล้า…”

              ปัง!

เสียงปืนระเบิดก้องออกมาพร้อมๆ กับวิถีกระสุนที่พุ่งลงพื้นใกล้กับร่างของวัยรุ่นเคราะห์ร้ายซึ่งร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีด

              “นัดต่อไปฉันจะไม่ยิงลงพื้น แต่จะเล็งหน้าอกของแก”

วายร้ายคลั่งเกมพูดเสียงกร้าว

“เลือกเอาว่าแกจะตายอยู่ในนี้หรือจะกระโดดลงไปตายข้างล่าง”

“พอได้แล้ว!”

              ใครคนหนึ่งร้องออกมาดังๆ

“นี่ไม่ใช่เวลาเล่นสนุก แต่เป็นเวลาที่ควรจะเตรียมตัวไปจากที่นี่”

“แกว่าอะไรนะ”

วายร้ายลือชัยหันขวับไปยังที่มาของประโยคที่ได้ยิน

“แกเป็นใคร… เสือกอะไรด้วยหรืออยากจะตายแทนไอ้เด็กคนนี้!”

“เปล่า…”

คำตอบนั้นชัดเจน

“ฉันเพียงแต่แนะนำด้วยความหวังดีเพราะไม่อยากเห็นนายเหนื่อยเปล่าแล้วสุดท้ายก็ตายฟรีโดยไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง”

“ว่าอะไรนะ”

ลือชัยโรคจิตลืมตาโพลง

“คนที่ถือปืนจ่อตัวประกันอย่างฉันน่ะเหรอจะตายฟรี แกเอาสมองส่วนไหนคิด”

“ฉันพูดจากประสบการณ์ในฐานะที่เคยเจอคนร้ายอย่างนายมาแล้วหลายครั้ง”

บุรุษนิรนามยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

“ถ้านายสนใจฟังละก็ ฉันสามารถบอกได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้”

“ทำไมฉันจะต้องสนใจคำพูดของแก”

“เพราะทุกคนที่อยู่ในกำมือของนายไม่มีใครเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้เหมือนฉันมาก่อน”

“งั้นก็พูดมาว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

วายร้ายลือชัยตวัดปากกระบอกปืนเข้าหาตำแหน่งที่ตัวประกันหนุ่มนั่งอยู่ตามลำพัง

“แต่บอกเสียก่อนนะว่าถ้าสิ่งที่ฉันได้ยินไม่เข้าหูละก็ แกจะเป็นตัวประกันคนแรกที่ตายหลังจากที่ฉันฆ่า รปภ. ไปแล้วคนหนึ่ง”

“แล้วถ้าฉันบอกว่านายไม่มีทางรอดถ้าไม่เปลี่ยนยุทธวิธี นายจะยิงฉันหรือเปล่า”

“ทำไม… แผนของฉันไม่ดีตรงไหน”

“อันดับแรกนายมีตัวประกันเยอะเกินไป”

คนพูดจ้องหน้าคนร้ายด้วยสายตาจริงจัง

“ถึงจะมีปืนอัตโนมัติเป็นอาวุธ แต่สัดส่วนระหว่าง 1 ต่อ 57 ไม่เหมาะสม นายควรจะปล่อยตัวประกันออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“อย่ามากล่อมเสียให้ยากเลย ฉันไม่เชื่อแกหรอก”

โจ๊กเกอร์ลือชัยพูดเสียงกร้าว

“โดยตรรกะในหมู่โจรแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าตัวประกันยิ่งเยอะยิ่งดีจะได้มีอำนาจต่อรองกับเจ้าหน้าที่”

“นั่นเป็นการคิดแบบมองด้านเดียวเหมือนคนร้ายทั่วไป”

บุรุษนิรนามเหยียดยิ้ม

“แต่ถ้ามองอีกด้าน ตัวประกันจำนวนมากจะเป็นจุดอ่อนของคนร้ายคนเดียวเมื่อเกิดการจู่โจม นายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ฉันฟังธงเลยว่าขณะนี้คอมมานโดเข้ามาเกาะอยู่ที่ชั้น 9 เตรียมที่จะบุกเข้ามาเมื่อได้โอกาส”

“แล้วพวกมันรออะไร”

“ผู้บัญชาการเหตุการณ์ซึ่งมีอำนาจสั่งการสูงสุดในพื้นที่กำลังประเมินสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์ว่าคนร้ายจะยิงตัวประกันได้กี่คนในจังหวะที่การบุกเปิดฉากขึ้นแบบสายฟ้าแลบ เขากำลังชั่งใจว่ามันจะคุ้มกันมั้ยระหว่างจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแลกกับชีวิตโจรค่าไถ่หนึ่งคน”

บุรุษนิรนามตอบด้วยคำอธิบายในน้ำเสียงจริงจัง

“แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเขากำลังวิเคราะห์การตัดสินใจของคนร้ายจากประวัติส่วนตัวและพฤติกรรมที่ผ่านมาของนาย เพื่อสรุปให้ได้ว่าวินาทีแรกที่คอมมานโดทะลวงเข้ามาทางประตูนายจะยิงเจ้าหน้าที่ก่อนหรือยิงตัวประกันก่อน”

“ฉันฆ่าตัวประกันแน่ถ้าพวกมันบุกเข้ามา!”

“นายจะฆ่าได้สักกี่คนกันในเวลาสั้นๆ”

คำถามนั้นทำให้วายร้ายโรคจิตทำท่าเหมือนฉุกคิด

“เพราะตัวประกันที่เยอะเกินไปจะทำให้โอกาสในการเล็งปืนเข้าจุดตายของคนที่เป็นเป้าหมายทำได้ยาก นายต้องใช้วิธียิงกราดแบบเดาสุ่มซึ่งจะทำให้โอกาสในการรอดชีวิตของตัวประกันมีมากขึ้น”

              “แก… แก… แก… ลุกขึ้น!”

โจ๊เกอร์ลือชัยชี้มือไปยังตัวประกันกลุ่มหนึ่ง

“แก… แล้วก็แกด้วย”

“ฉันว่าแค่ห้าคนยังน้อยไป นายน่าจะปล่อยตัวประกันให้มากกว่านี้ถ้าเชื่อในทฤษฎีของฉัน”

คำพูดในน้ำเสียงเหมือนยั่วยุ ทำให้วายร้ายคลั่งเกมชี้มือไปพร้อมกับร้องสั่งจนตัวประกันลุกขึ้นยืนกว่าสิบคน

              “พวกแกไปได้แล้ว!”

หน้ากากโจ๊กเกอร์ร้องบอกดังๆ

“เดินตามกันไปช้าๆ แล้วบอกคอมมานโดที่เจอว่าถ้าบุกเข้ามาละก็ จะมีการตายหมู่เกิดขึ้นแน่!”

โดยไม่ต้องรอให้โจรค่าไถ่ที่บุกเดี่ยวเข้ามาร้องบอกซ้ำสอง ตัวประกันที่กำลังจะได้รับอิสรภาพต่างรีบสาวเท้าตรงไปยังประตูทางออกอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวว่าคนที่ถือปืนจะเปลี่ยนใจ

“ยังไม่พอหรอกแค่นั้น นายควรจะปล่อยตัวประกันออกไปอีก เจ้าหน้าที่ด้านนอกจะได้เห็นความจริงใจของนาย”

“หุบปากเสียที”

หน้ากากโจ๊กเกอร์ตัดบท

“ฉันจะไม่ทำตามที่แกพูดอีกแล้ว”

“แต่นายควรจะเชื่อฉันนะ เพราะฉันสามารถบอกขั้นตอนการบุกของคอมมานโดได้เลยว่าเขาจะโยนสตันท์บอมบ์เข้ามาให้นายยืนจังงังในวินาทีแรก จากนั้นคอมมานโดคนหน้าสุดที่มีโล่กันกระสุนขนาดใหญ่จะถลันเข้ามาซึ่งจะทำให้การยิงสวนของนายไม่ได้ผล”

“แล้วยังไงต่อ”

ลือชัย จานหม่า ขมวดคิ้วซึ่งอยู่ใต้หน้ากาก

“วินาทีต่อมาชนิดเร็วยิ่งกว่าแมลงขยับปีก คอมมานโดคนที่สองและสามจะเบี่ยงตัวออกมาจากโล่กำบังเพียงนิดเดียวทางด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อเหนี่ยวไกยิงนายพร้อมๆ กัน”

“แกก็เลยคิดว่าฉันจะตายตอนนี้ใช่มั้ย”

“ถูกต้อง”

บุรุษนิรนามพยักหน้า

“เพราะนายไม่มีวันหลบวิถีกระสุนที่ยิงมาพร้อมกันทั้งสองด้านได้แน่ และแรงปะทะของกระสุนจะทำให้นายหงายผลึ่งลงไปกระแทกพื้นก่อนที่จะทันได้หันไปยิงตัวประกัน”

“ไม่คิดว่าฉันจะสามารถฆ่าหมู่ตัวประกันด้วยวิธีอื่นบ้างหรือ”

“ก็อาจเป็นได้ ถ้าหากว่านายมีอาวุธอย่างอื่นนอกจากปืนที่อยู่บนมือ!”

———————————————-

ทันทีที่ตัวประกันคนแรกโผล่พ้นประตูแล้วก้าวลงบันได คอมมานโดในชุดคอมแบทสูทที่ปักหลักรออยู่ก็ถลันเข้ามารับอย่างรวดเร็วพร้อมกับรายงานไปยังศูนย์บัญชาการโดยไม่ชักช้า

“คนที่หนึ่งออกมาแล้วครับ… คนที่สอง… คนที่สาม…”

น้ำเสียงนั้นบ่งบอกความดีใจ

“กำลังทยอยตามกันมาครับ.. คนที่หก.. คนที่เจ็ด… !”

“ช่วยด้วยครับ! ช่วยผมด้วย!”

หนึ่งในผู้ได้รับอิสรภาพระล่ำระลักร้องบอกด้วยเสียงเหมือนคนร้องไห้

“ลูกสาวผมยังติดอยู่ในนั้น คนร้ายไม่ได้ชี้ให้ลูกสาวผมออกมาด้วย”

“ทำใจดีๆ ไว้ เราจะช่วยลูกสาวคุณออกมาแน่!”

———————————————-

ทุกคนที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่หน้าจอที่เชื่อมสัญญาณมาจากกล้องวงจรปิดของห้องพาโนรามาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นตัวประกันถูกเรียกให้ลุกขึ้นแล้วเริ่มเดินออกจากห้องทีละคน

“เหลือเชื่อจริงๆ”

ผู้บังคับการจังหวัดระยองอุทานออกมา

“เขาพูดกับคนร้ายแบบไหนกัน ไอ้นั่นถึงได้ยอมปล่อยตัวประกันออกมา”

“ทั้งหมด 12 คน พอดีครับ”

นายทหารยุทธการย้ำ

“เป็นผู้ชาย 7 ผู้หญิง 5.. คงเหลือตัวประกันทั้งสิ้น 45 คน”

“คนของท่านยังเจรจากับคนร้ายต่อ หวังว่าเขาคงจะสามารถกล่อมให้มันปล่อยตัวประกันเพิ่มนะครับ”

พลตำรวจโทร่างท้วมบอกกับนายพลเรืออาวุโสก่อนจะเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็นในอึดใจต่อมา

              “แย่แล้ว! คนร้ายมีระเบิด!”

———————————————-

“นี่ไง… สิ่งที่แกอยากรู้ว่าฉันมีอย่างอื่นหรือเปล่านอกจากปืนในมือ”

หน้ากากโจ๊กเกอร์พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นผู้ชนะ

“ต่อให้คอมมานโดมีโล่กำบังกระสุน แต่ถ้าพวกมันบุกเข้ามา ฉันก็จะใช้ระเบิดลูกนี้ฆ่าหมู่ตัวประกัน”

“นายไม่มีวันจะได้ทำอย่างนั้นหรอก”

“ทำไมจะทำไม่ได้”

โจ๊กเกอร์ลือชัยย้อนถาม

“นายเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ในห้องนี้มั้ย”

บุรุษนิรนามพูดด้วยท่าทีปกติไม่ได้แสดงความหวาดหวั่นกับอาวุธสังหารหมู่ที่อยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย

“ทุกความเคลื่อนไหวของนาย ทุกอย่างที่นายมี รวมทั้งระเบิดที่อยู่บนมือนายในตอนนี้ เจ้าหน้าที่ด้านนอกจะเห็นได้จากกล้องทั้ง 4 ตัว”

“ไม่ยากเลย เพราะฉันจะทำลายกล้องให้หมดเดี๋ยวนี้แหละ!”

ขาดคำ โจ๊กเกอร์ก็เหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปโดยมีกล้องวงจรปิดเป็นเป้าหมาย

              ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

“ไอ้บ้า… ไปบอกมันทำไม”

“แกเป็นใครกันวะ ทำไมถึงเตือนคนร้ายให้รู้ตัวแบบนี้”

              “ไอ้ชาติชั่ว! แกมันเลวจริงๆ”

เสียงตะโกนด่าทอจากตัวประกันดังระงมเมื่อประจักษ์อย่างชัดว่าบุรุษนิรนามแสดงท่าทีเป็นฝ่ายเดียวกันกับคนร้าย

“พวกคุณไม่เข้าใจ”

คนที่ตกเป็นเป้าสายตาเกลียดชังไม่มีอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“ถึงกล้องวงจรปิดจะถูกทำลายแต่เจ้าหน้าที่ก็รู้แล้วว่าคนร้ายมีระบิดมือและนั่นจะทำให้เขาเปลี่ยนยุทธวิธีโจมตีเมื่อบุกเข้ามา”

“งั้นเหรอ”

โจ๊กเกอร์ขยับตัว

“ถ้าเป็นอย่างที่ว่ากูรูผู้เชี่ยวชาญการปราบโจรอย่างแกคงจะบอกได้ใช่มั้ยว่าคอมมานโดจะใช้ยุทธวิธีแบบไหน”

“เขาจะตัดมือนายข้างที่กำระเบิดให้ขาดด้วยกระสุนขนาดใหญ่นัดแรกเพื่อไม่ให้นายมีโอกาสกระชากสลักแล้วขว้างใส่ตัวประกัน”

“ขอบใจที่บอก”

ลือชัยโรคจิตหัวเราะออกมาอย่างพอใจ

“เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่าจะแก้เกมด้วยวิธีไหน”

พูดจบ หน้ากากโจ๊กเก้อรก็ชี้ปากกระบอกปืนไปยังตัวประกันคนหนึ่ง

              “แก… ลุกขึ้น!”

              “อย่าฆ่าผม… ผมกลัวแล้ว!”

“อย่าขวัญอ่อนไปหน่อยเลย ฉันไม่ฆ่าแกหรอกแต่ต้องการให้แกกำระเบิดไว้”

“ผม… ผมไม่กล้าครับ”

ชายวัยกลางคนตัวสั่นงันงกขณะที่ท้องไส้ปั่นป่วน

“ทำไมถึงไม่กล้า มันไม่ได้ยากตรงไหนเลย”

โจ๊กเกอร์พูดพร้อมกับยื่นมัจจุราชทรงกลมไปยังตัวประกันที่เลือก

“แค่บีบกระเดื่องแล้วกำไว้ หลังจากที่ฉันดึงห่วงนิรภัย ตราบใดที่กระเดื่องไม่ดีดออกมาระเบิดก็จะไม่จุดชนวน”

“ผมทำไม่ได้… ผมไม่เคยถือระเบิด”

ตัวประกันนัยน์ตาเหลือกหน้าซีด

“ผมกลัว… เอาระเบิดไปให้คนอื่นเถอะครับ”

              “ฉันเอง!”

เสียงดังลั่นของบุรุษนิรนามทำให้ทุกคนหันขวับ

“เรื่องกำระเบิดที่พร้อมจุดชนวนสำหรับฉันแล้วขี้ปะติ๋วมาก”

“แกอีกแล้วหรือนี่… ไอ้กูรูปราบโจร”

ลือชัย จานหม่า เค้นเสียง

“ทำไมฉันต้องเชื่อแกด้วย”

“เพราะฉันเป็นคนเดียวที่สามารถกำระเบิดที่ถอดสลักแล้วไว้ได้ตลอดเวลา ตราบจนกว่าแกจะยิงฉันในทันทีที่คอมมานโดบุกเข้ามา ซึ่งแรงปะทะของกระสุนจะทำให้ฉันผงะกระเด็นจนระเบิดหลุดจากมือ แล้วจุดชนวนเพื่อสังหารหมู่ตัวประกัน”

คำตอบที่ออกมาจากบุรุษนิรนามชัดถ้อยชัดคำ

“แต่ถ้านายบังคับให้ตัวประกันขวัญอ่อนกำระเบิด พวกเขาอาจจะคุมสติไม่ได้แล้วปล่อยระเบิดหลุดจากมือก่อนเวลาที่ต้องการ ซึ่งนั่นจะทำให้อำนาจต่อรองของนายหมดไป”

“ไม่นึกเลยว่าฉันจะมีผู้ช่วยโดยไม่ต้องร้องขอ”

หน้ากากโจ๊กเกอร์ก้าวเข้าหาผู้กล้าที่รับอาสา

“บอกหน่อยได้มั้ยว่าตัวจริงของแกเป็นใคร”

“ฉันน่ะเหรอ…”

อีกฝ่ายเหยียดยิ้มขณะที่ยื่นมือออกไปเตรียมรับเอ็ม-26 ซึ่งอยู่ในมือของโจรคลั่งเกม

“ฉันคือนาวาโทธงอินทร์… นายทหารจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพเรือ!”

คำตอบที่ได้ยินทำให้หน้ากากโจ๊กเกอร์เบิกตากว้างในวินาทีที่พยายามจะกระชากมือซ้ายที่ยัดระเบิดใส่มือนายทหารหนุ่มกลับคืนมา พร้อมๆ กับตวัดปืนในมือขวาเข้าใส่เป้าเมื่อรู้ตัวว่าหลงกลฝ่ายตรงข้าม

แต่อากัปกิริยานั้นก็ช้าไปกว่าความว่องไวราวกับสายฟ้าแลบของธงอินทร์ที่ใช้มือขวาปัดปากกระบอกปืนให้เบี่ยงเฉพร้อมๆ กับอสะบัดหัวไปข้างหน้าเพื่อโขกหน้าผากเข้าใส่ปากครึ่งจมูกครึ่งของปรปักษ์สุดแรงเกิด

              ปัง!

เสียงปืนที่แผดก้องเมื่อวายร้ายเหนี่ยวไกจึงอุบัติขึ้นโดยมีเสียงผัวะสนั่นแทรกเข้ามาในวินาทีที่โจ๊กเกอร์หงายผงะด้วยแรงปะทะมือซ้ายหลุดจากระเบิดลูกเกลี้ยงที่ธงอินทร์กำไว้ พอดีกับตีนขวาเกร็งแน่นของนายทหารมหากาฬเสยตูมเข้าใส่กลางหว่างขาของปรปักษ์สวมหน้ากากอย่างเหมาะเหม็ง

              ผัวะ!

แรงเตะถวายเจ้าที่อัดเข้าใส่จุดตายทำให้คนที่โดนเข้าไปกระดอนลอยขึ้นร้องอุทานออกมาคำหนึ่งเมื่อความเจ็บจุกแล่นจี๋ขึ้นสู่สมองในจังหวะที่พลิกท้องหล่นลงไปกระแทกพื้นมือกางตีนกางปืนกระเด็นหลุดก่อนที่สติสัมปชัญญะจะปลิดปลิวออกจากร่างเมื่อบาทาอีกข้างของธงอินทร์หวดตามเข้าใส่เต็มเหนี่ยว

              ผัวะ!

แม่ไม้มวยไทยในท่าระเบิดคางดังสนั่นหูเมื่ออวัยวะเบื้องต่ำอัดเข้าใส่จุดสลบอย่างถนัดถนี่ก่อนที่คนเตะจะก้าวตาม แล้วใช้เท้าขวาเขี่ยปืนที่หล่นอยู่บนพื้นให้กระเด็นห่างออกจากร่างของวายร้ายโรคจิต โดยไม่ประมาทแม้จะเห็นอยู่กับตาว่าฝ่ายตรงข้ามแน่นิ่งไปแล้วก็ตาม!

———————————————-

“คุณเก่งมาก… เก่งจริงๆ”

ผู้บังคับการจังหวัดระยองกล่าวออกมาอย่างชื่นชมขณะที่บีบมือแสดงความยินดีกับธงอินทร์

“บอกหน่อยได้มั้ยว่าผู้พันเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยังไง”

“เรื่องมันบังเอิญน่ะครับ”

ธงอินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“วันนี้เป็นวันที่ 6 ตุลาคม ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมรู้จักและเคยช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลมาโดยตลอด”

“คุณก็เลยนัดกันมาฉลองเบิร์ดเดย์ที่นี่”

“เปล่าครับ”

แววตาของคนพูดเปลี่ยนไปแว่บหนึ่ง

“ผมแค่มารำลึกความหลังว่าครั้งหนึ่งเราเคยมานั่งคุยกันที่นี่ และในวันนั้นเธอพูดกับผมว่าพี่เป็นฮีโร่ของหนู ถ้าเราไม่ได้พบกัน หนูคงลำบากกว่านี้”

“ผมไม่อยากเดาเลยว่าการที่คุณมาคนเดียวในวันนี้เพราะเธอทิ้งคุณไปเหมือนคนเนรคุณที่เผาเรือเมื่อถึงฝั่ง”

“เธอคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันน่ะครับ”

ธงอินทร์ยิ้มจางๆ

“แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ… เพราะสำหรับผมแล้วยังเชื่อว่าหากมีหัวใจเหมือนผู้หญิงทั่วไป เธอต้องจดจำถ้อยคำที่มีความหมายซึ่งผมเคยบอกในวันสุดท้ายที่เราพบกันได้ไม่ลืม”

“คุณพูดว่าไงในวันนั้น”

“ผมบอกเธอว่า… ในความทรงจำวีรบุรุษสถิตอยู่ได้…นิรันดร์”

“ใช่… คุณพูดถูก”

อีกฝ่ายพยักหน้าช้าๆ

              “วีรบุรุษย่อมสถิตอยู่ในความทรงจำได้ตลอดกาล เหมือนสิ่งที่คุณทำในวันนี้ ทุกคนที่รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชจะจดจำไปตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตว่า คุณคือวีระบุรุษของพวกเขา!”

***********************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here