◊ ปริศนาดวงตามรณะ ◊
………..

เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นทำให้นายพลเรืออาวุโสเหลือบตามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังห้อง เพื่อที่จะรู้ว่าผู้ที่กำลังจะเข้าพบมาตรงตามเวลาไม่ช้าไปกว่าที่นัดหมายแม้แต่นาทีเดียว

พลเรือเอกสุรจิตรจึงร้องบอกด้วยเสียงที่ไม่ดังจนเกินไป

“เข้ามาได้”

สิ้นประโยคนั้นคนที่อยู่ด้านนอกก็เปิดประตูเดินตามกันเข้ามาก่อนจะหยุดชิดเท้าตรงก้มศีรษะทำความเคารพและเอ่ยออกมาพร้อมๆ กัน

“สวัสดีครับ”

“เชิญนั่งก่อนสิ… คมจักร ธงอินทร์”

“ครับผม”

“ภารกิจล่าสุดของพวกคุณที่อิรักได้รับคำชมเชยอย่างมาก โดยเฉพาะจากท่านนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้กำลังพลที่ปลดประจำการได้มีอาชีพรองรับ”

นายพลเรืออาวุโสกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม

“ต้องขอโทษด้วยที่เรียกคุณสองคนมารับงานใหม่ทั้งที่เพิ่งเสร็จจากงานในต่างประเทศสดๆ ร้อนๆ”

“ด้วยความยินดีครับ”

ธงอินทร์กล่าวเสียงเรียบ

“ว่าแต่ภารกิจใหม่ที่จะมอบหมายให้เราสองคนคืออะไรครับ”

“ผมต้องการให้พวกคุณสืบหาความจริงเพื่อคลี่คลายคดีดวงตาปริศนา”

“ดวงตาปริศนา…”  คมจักรทวนคำ

“เรื่องราวเป็นยังไงหรือครับ ทำไมเคสนี้ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องและกลายเป็นงานของพวกผม”

“เมื่อสองวันที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์พัสดุจากต่างประเทศส่งผิดบ้าน บังเอิญว่าลูกชายเจ้าของบ้านซึ่งอยู่ในฐานทัพเรือสัตหีบยังอ่านหนังสือไม่เก่ง เลยเข้าใจว่าเป็นของที่ส่งมาให้คนในบ้านเจ้าหนูวัยหกขวบ นั่นก็เลยมือซนแกะออกตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้อะไรมากนัก”

“ก็เลยเจออวัยวะมนุษย์?”

“ใช่”

นายพลอาวุโสพยักหน้า

“มีนัยน์ตาของใครก็ไม่รู้หุ้มด้วยเจลเก็บความเย็นอยู่ในกล่องพัสดุใบนั้น ทำให้แกร้องลั่นบ้านแล้วโยนกล่องลงพื้นด้วยความตกใจชนิดที่ว่าจนป่านนี้ยังขวัญผวาไม่หาย”

“ถ้าไปรษณีย์ไม่ส่งผิดบ้าน กล่องบรรจุนัยน์ตาคู่นั้นจะต้องส่งไปที่ไหนครับ”

“ผู้รับตัวจริงอยู่บ้านเลขที่ 77/9 หลังตรงข้ามกับบ้านที่ส่งผิดนั่นแหละ”

นายพลเรืออาวุโสตอบก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดต่อ

“แต่ที่เรื่องมาเกี่ยวกับคุณสองคนก็เพราะรายชื่อผู้รับคือจ่าเอกบรรลือศักดิ์ ประจำอยู่แผนกข่าวกรองด้านความมั่นคง ซึ่งตอนนี้เราส่งเขาไปอบรมเรื่องข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้าย”

“ผมกับคมจักรต้องช่วยกันไขปริศนาคดีนี้ใช่มั้ยครับ”

“ถูกต้อง”

พลเรือเอกสุรจิตรเปลี่ยนสายตาไปยังธงอินทร์

“ในเบื้องต้นดวงตาปริศนาถูกส่งไปที่แผนกนิติเวชของกองทัพเรือแล้ว คุณสามารถติดต่อความคืบหน้าได้โดยตรงกับหมอมโน ซึ่งผมคิดว่าป่านนี้แกคงมีเบาะแสเพิ่มเติมแล้วละ”

“แล้วจ่าเอกบรรลือศักดิ์รู้หรือยังครับว่ามีใครบางคนส่งของพรรค์นี้มาให้”

“ยังเลย”

ผู้มียศสูงกว่าสั่นศีรษะ

“เรายังติดต่อเขาไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งแรกที่คุณสองคนควรทำก็คือไปสืบหาเบาะแสเบื้องต้นที่บ้านพักของเขาในโอกาสแรก หรือจะแวะไปหาหมอมโนก่อนก็ได้ เพราะถ้าเดาไม่ผิด ตอนนี้แกคงจะง่วนอยู่กับการพิสูจน์ทราบอวัยวะที่ถูกส่งไปให้ตั้งแต่เมื่อวานตามประสาคนที่มีนิสัยกัดไม่ปล่อยในทุกๆ เรื่อง”

“ครับผม”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ธงอินทร์กล่าวกับผู้บังคับบัญชาของตน

——————————————-

 

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแพทย์นิติเวชมือดีของกองทัพเรือ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นาวาเอกนายแพทย์มโนรู้สึกเหมือนถูกท้าทายความสามารถอันเนื่องมาจาก “ดวงตาลึกลับ” ที่วางอยู่บนโต๊ะผ่าตัดตรงหน้า

“ได้อะไรมาบ้างครับหมอ”

คำถามของธงอินทร์ในทันทีที่เดินเข้าไปในห้องแล็ป ทำให้ทหารเรือร่างท้วมซึ่งอยู่ในชุดเสื้อกาวน์เงยหน้าขึ้น

“อ้าว… ผู้พันสองคนนี่เอง”

น้ำเสียงนั้นบ่งบอกความคุ้นเคย

“กลับจากอิรักตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ เพิ่งเห็นในข่าวทีวี อยู่แหม็บ ๆ เผลอแผล็บเดียวมายืนหล่ออยู่ในห้องนี้แล้ว”

“มีคำสั่งเรียกตัวเรามารับงานใหม่เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เองครับ”

คมจักรตอบก่อนจะเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม

“เห็นบอกว่าคุณหมอได้ดวงตาปริศนามาคู่หนึ่งทั้งที่ไม่ได้ร้องขอ”

“ใช่เลย”

อีกฝ่ายพยักหน้า

“เบื้องต้นหมอมีความเห็นว่าไงครับ”

“ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการคว้านออกมาด้วยฝีมือศัลยแพทย์และถูกดองไว้ก่อนจะส่งเป็นพัสดุมาให้ผู้รับ เพราะสภาพของมันยังดีอยู่เช่นเดียวกับการผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาทั่วไป ซึ่งหากดูผิวเผินเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นฆาตกรรม”

“แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นใช่มั้ยครับ”

“ผมยังไม่ฟันธง”

หมอมโนยักไหล่

“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่ เพราะต่อให้เป็นการผ่าตัวหรือบริจาคอวัยวะตามความประสงค์ แต่การเอาดวงตามาใส่กล่องแล้วส่งไปรษณีย์ ถือเป็นเรื่องผิดปกติที่คนทั่วไปไม่ทำกัน”

“ตอนนี้เรารู้แล้วครับว่าพัสดุจ่าหน้าถึงใคร”

ธงอินทร์บอก

“เขาเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษในสังกัดของเราและเคยเป็นผู้เข้ารับการอบรมศูนย์ฝึกการข่าวของหน่วยข่าวกรองกองทัพเรือ”

“งั้นหรือ… ประวัติเขาเป็นไงบ้าง”

“โดยทั่วไปถือว่าขาวสะอาดครับ แต่มีแหวกแนวมาคือโดนใบสั่งเรื่องขับรถเร็วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อสองเดือนก่อนเขายังไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ”

“พวกคุณทำงานเร็วมาก”

“ขอบคุณครับ”

คมจักรยืดอกขณะที่ยิ้มรับคำชม

“มีอย่างอื่นอีกมั้ยครับที่พวกผมควรรู้”

“หลายอย่างที่น่าสนใจมากๆ อันดับแรกผมให้น้ำหนักถึง 90 เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของดวงตาคู่นี้เป็นผู้หญิง เพราะว่าสภาพเยื่อตาบ่งบอกว่ามีการใช้บิ๊กอายส์เป็นประจำ ซึ่งปกติถ้าไม่ใช่คนข้ามเพศแล้ว ก็จะมีแต่สาวๆ เท่านั้นที่อยากตาแป๋วน่าเอ็นดู”

“ถ้างั้นเราคงเรียกเจ้าของดวงตาคู่นั้นว่าเป็นหญิงนิรนามได้”

“ถูกต้องครับผู้พัน”

หมอมโนตอบก่อนจะพูดต่อ

“และสิ่งที่ผมพบต่อมาก็คือหญิงนิรนามของเราอยู่ในสภาวะเหมือนถูกบังคับให้สละดวงตาแบบไม่เต็มใจ”

“หมอรู้ได้ยังไงครับ”

ธงอินทร์เป็นเจ้าของคำถามนั้น

“ตอนที่ผมตรวจดูครั้งแรก นัยน์ตาไม่มีตำหนิเลยเหมือนกับว่าเป็นการนำออกมาจากเบ้าตาในสภาพปกติเช่นเดียวกับการผ่าตัดผู้สละดวงตาทั่วไป แต่พอค่อยๆ แซะอย่างประณีต สิ่งที่เจอก็คือผมเห็นเลือดคั่งอยู่ในลูกตา”

“แปลว่าอะไรครับ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ”

“คือยังงี้ครับ”

นายแพทย์ยศนาวาเอกเปลี่ยนสายตาไปที่ธงอินทร์

“ถ้าคุณเฉือนตาเหมือนเฉือนไข่ มันเสี่ยงที่คมมีดจะตัดถูกเส้นเลือดฝอย แต่ถ้าค่อยๆ ลอกออกทีละชั้น เหมือนที่เชฟมือดีลอกหัวหอมในการทำอาหาร คุณจะแน่ใจได้ว่าเส้นเลือดฝอยยังอยู่ในสภาพปกติ”

“หมอครับ ผมอยากได้ข้อมูลแบบสั้นๆ ทีเดียวเข้าใจ”

         “หญิงนิรนามถูกทำให้หัวใจหยุดฉับพลันก่อนถูกควักตา”

หมอมโนสรุปชัดเจน

“ยิ่งไปกว่านั้นผมยังพบอีกว่ามีใยแคลเซียมปริมาณมากติดค้างอยู่ในแก้วตาและเนื้อเยื่อหุ้มตา ซึ่งนั่นแปลว่าหญิงนิรนามหัวใจหยุดเต้นเพราะยาพิษ”

“ยาพิษงั้นหรือครับ”

ธงอินทร์ขมวดคิ้ว

“ใช่.. แต่ถ้าต้องการรู้ว่าเป็นยาพิษชนิดไหน คุณต้องหาศพของเธอให้เจอเสียก่อน”

“เราต้องทำอย่างนั้นแน่ รวมทั้งจะหาคำตอบให้ได้ด้วยว่าใครฆ่าเธอและฆ่าทำไม”

“ผมจะรอฟังข่าวจากคุณก็แล้วกัน”

นายแพทย์มโนพูดมาเป็นประโยคสุดท้าย

——————————————-

 

เสียเวลาอยู่เพียงครู่เดียว ประตูห้องรับแขกหน้าบ้านที่ล็อคไว้ก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของคมจักร ก่อนที่ธงอินทร์จะก้าวตามคู่หูเข้าไปเพื่อที่จะพบว่าสภาพภายในห้องรับแขกสะอาดเรียบร้อย สิ่งของต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ทำให้บ้านหลวงชั้นเดียวหลังนี้ดูน่าอยู่อาศัยเป็นอย่างมาก

“ไม่น่าเชื่อว่าคนโสดอย่างหมอนี่จะมีรสนิยมด้านตกแต่งภายในยอดเยี่ยมขนาดนี้”

คมจักรพูดจากสิ่งที่เห็น

“ไม่ใช่อย่างนั้น นายเข้าใจผิด เพราะจ่าเอกบรรลือศักดิ์คนนี้เคยแต่งงานมาสามครั้งแล้ว”

“โชคดีชิบเป๋ง”

คมจักรหัวเราะ

“คนอะไรวะ ได้แต่งงานถึงสามครั้ง ทั้งที่ยังหนุ่มแท้ๆ”

“ฉันจะไปค้นห้องนอน นายตรวจดูด้านนอกก็แล้วกัน”

“ได้เลย”

ไม่กี่อึดใจต่อมา หลังแยกย้ายกันทำงาน คมจักรก็ได้ยินเสียงธงอินทร์ร้องบอกดังๆ

“ท่าทางหมอนี่คงโดนแฟนสาวคนใหม่ยึดห้องไปแล้ว เพราะในตู้โชว์มีแต่ของกุ๊กกิ๊กฟรุ๊งฟริ๊งน่ารักแบบผู้หญิงทั้งนั้น”

“ส่วนในห้องน้ำก็มีเครื่องสำอางเพียบเลย”

คมจักรส่งเสียงออกมา

“ท่าทางจ่าคนนี้คงมีแฟนสวยไม่เบาและรสนิยมดีอีกต่างหาก เพราะใช้เครื่องสำอางราคาแพงทั้งนั้น”

“นายรู้ได้ไงว่า แพง… เคยซื้อให้น้องปองั้นเหรอ”

แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรกันต่อ ประตูห้องรับแขกก็ถูกเปิดผัวะก่อนที่เจ้าของบ้านตัวจริงจะก้าวเข้ามา และในทันทีที่เห็น “ผู้บุกรุก” จ่าเอกบรรลือศักดิ์ก็โวยวายดังลั่น

“อะไรกันนี่ พวกคุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”

“จ่าเอกบรรลือศักดิ์ เจ้าหน้าที่แผนกข่าวกรองด้านความมั่นคงใช่มั้ย”

ธงอินทร์ตอบด้วยการย้อนถาม

“ใช่ครับ ผมคือจ่าเอกบรรลือศักดิ์”

น้ำเสียงนั้นเริ่มอ่อนลงเมื่อเห็นท่าทีของผู้บุกรุก

“ฉันคือนาวาโทธงอินทร์ และนั่นนาวาโทคมจักร เราสองคนเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานพิเศษของ ทร. ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่”

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

จ่าเอกบรรลือศักดิ์หน้าเสีย

“เรามาสอบสวนเรื่องพัสดุที่ส่งถึงคุณ เพื่อนบ้านคุณเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ พัสดุนั้นส่งมาจากเมืองเบาได๋ ประเทศเวียดนาม มันเป็นอวัยวะของมนุษย์”

“อวัยวะมนุษย์…”

อีกฝ่ายทวนคำ

“ถูกต้อง และอวัยวะที่ว่านั่นก็คือนัยน์ตาหนึ่งคู่”

“ผมไม่รู้เรื่องนะครับ”

“ย้อนหลังไป 2-3 วันก่อนหน้านี้ คุณอยู่ที่ไหนจ่า”

คมจักรถามเสียงเข้ม

“ผมลาพักสามวัน เพื่อไปเยี่ยมบ้านที่นครพนมครับ”

“ตอนนี้คุณกำลังเข้ารับการอบรมอยู่ที่หน่วยข่าวกรองทางทหารใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

“คุณเคยถูกส่งไปทำงานที่เมืองเบาได๋ ประเทศเวียดนามหรือเปล่า”

คมจักรรุกต่อไปด้วยคำถาม

“ไม่เคยครับ”

จ่าหนุ่มสั่นหน้า

“สาบานได้เลยว่า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมถึงมีคนส่งดวงตาบ้า ๆ มาให้ถึงบ้าน”

“งั้นเหรอ”

ธงอินทร์จ้องหน้าผู้ต้องสงสัย

“แต่ผมคิดว่าแฟนของคุณที่อยู่ด้วยกันอาจรู้”

“ผมไม่มีแฟนครับ”

“ถ้าไม่มีแฟน แล้วผู้หญิงที่ไหนมาเก็บเสื้อผ้าไว้ในห้องนอนของคุณ”

ธงอินทร์ยิ้มเล็กน้อยขณะที่ถาม

“พูดมาเถอะจ่า ผมไม่ว่าอะไรหรอกที่คุณพยายามโกหก”

“เดือนก่อนเราแยกทางกัน แต่เธอยังไม่มาเก็บข้าวของออกไป”

“ทำตัวให้ว่างไว้นะ”

ธงอินทร์เอื้อมมือไปตบบ่าจ่าเอกวัยกลางคน

“เพราะเราจะกลับมาและมีคำถามให้นายตอบอีก”

“ได้ครับ”

อีกฝ่ายพูดเสียงอ่อย

“ยังไงผมก็ยืนยันคำเดิมว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ผมยังไปไหนได้ตามปกติใช่มั้ยครับ”

“ตามสบายเลย ถ้าอยากทำอะไร”

“ค่อยโล่งอกหน่อย”

อีกฝ่ายฝืนยิ้ม

“เย็นนี้ผมมีนัดเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ที่สนาม นย.”

“ขอให้สนุกนะพ่อหนุ่ม”

โดยไม่เอ่ยคำอำลา ธงอินทร์พยักหน้าให้คมจักรแล้วเดินนำหน้าเพื่อนคู่หูออกมาจากบ้านผู้ต้องสงสัย

“ในห้องน้ำยังมีลิปสติก เปิดใช้อยู่เลย แฟนเขายังพักอยู่ที่นี่แน่”

คมจักรพูดด้วยเสียงหนัก ๆ

“ฉันแน่ใจว่าหมอนี่ต้องมีอะไรปิดบังไว้แน่ๆ”

“ใช่”

ธงอินทร์พยักหน้า

“ฉันก็คิดแบบนั้น มองดูแววตาเขา ก็รู้แล้วว่าที่พูดมาจริงแค่ครึ่งเดียว”

“เอาไงต่อ”

“จากนี้ไปนายคอยซุ่มโป่งจับตาดูเขาไว้ที่นี่ก็แล้วกัน ฉันอยากรู้เหมือนกันว่า เขาจะทำอะไรต่อ”

——————————————-

 

ค่ำวันต่อมา

คมจักรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่เอาใจใส่ขณะที่เอนเบาะที่นั่งด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งคนขับของพาหนะตระกูลยุโรปที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

มันไม่ใช่ครั้งแรกของคมจักรที่ต้องคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยจากที่นั่งซึ่งมีพื้นที่จำกัดภายในรถยนต์ที่จอดซุ่มโป่งอยู่ห่างจากเป้าหมายไม่มากนัก

สายตาของยอดพยัคฆ์จ้องมองไปยังบ้านพักของจ่าเอกบรรลือศักดิ์ซึ่งยังคงอยู่ในความเงียบติดต่อกันมาหลายชั่วโมงหลังจากที่ลูกประดู่หนุ่มรับรู้แล้วว่ามีกรณี “ดวงตาปริศนา” เกิดขึ้น และตนเองอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง

“ป่านนี้แล้วเจ้านั่นกำลังทำอะไรอยู่นะ”

คมจักรรำพึงเบา ๆ ก่อนจะผ่อนคลายตนเองด้วยการเอนศีรษะลงบนที่พิงซึ่งติดอยู่กับที่นั่ง ในใจจะนึกไปถึงคำกล่าวของผู้เป็นมารดาของเนวีซีลในวันที่มีพิธีประดับยศนายทหารใหม่จากฉากหนึ่งในภาพยนต์

         …จงจำไว้ว่านายทหารเรือคือผู้ที่ได้รับพรมาจากเจ้าสมุทรพร้อมกับภาระหน้าที่อันสำคัญ…

         แม่ภูมิใจเหลือเกินในความสำเร็จของลูก…

ทันใดนั้นเอง คมจักรก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงแผดก้องจากการยิงของอาวุธไม่ทราบขนาด

เปรี้ยง!

เกือบจะพร้อมๆ กับที่เสียงปืนนัดนั้นขาดหาย ยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็ไหวกายด้วยสัญชาตญาณแล้วเปิดประตูถลันออกจากที่นั่งคนขับ มือขวาตะปบเอวกระชากปืนสั้นออกมาอย่างว่องไว สับฝีเท้าสุดชีวิตตรงไปยังบ้านพักของลูกประดู่ผู้ต้องสงสัย

วินาทีแรกที่ไปถึง เท้าขวาของคมจักรถีบโครมสุดแรงเกิดยังผลให้ประตูเปิดผางพร้อมๆ กับที่สองมือซึ่งประกบปืนส่องกวาดไปข้างหน้าในลักษณะเตรียมลั่นไกส่งกระสุนออกไปได้ในทันทีที่เจอเป้าหมาย

แต่คมจักรก็ไม่เห็นฝ่ายตรงข้ามหรือสิ่งใดที่จะเป็นอันตราย เพราะห้องรับแขกเบื้องหน้าของตนปรากฏเพียงความว่างเปล่า

         “บรรลือศักดิ์…!”

คมจักรตัดสินใจร้องตะโกนดังๆ

“เกิดอะไรขึ้น… นายโอเค หรือเปล่า”

เงียบ… ไม่มีเสียงหรือปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา

คมจักรกระชับปืนแน่นขึ้นก่อนจะสืบเท้าเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังผ่านห้องรับแขกตรงไปยังห้องนอนที่อยู่ถัดไปภายในบ้านชั้นเดียวอันที่พักของผู้ต้องสงสัย

“แย่แล้ว…!”

คมจักรหลุดปากออกมาอย่างลืมตัวพร้อมๆ กับที่สายตาเบิกกว้างด้วยความตกใจจากสิ่งที่เห็น

“มีผู้หญิงถูกยิงในห้องนอนได้ยังไงกัน!”

แม้จะตกตะลึงและยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใดจึงมีร่างของสตรีผมยาวนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงเดี่ยวขนาดหกฟุตในชุดกระโปรงลายดอกสีฟ้าเสื้อแขนกุดสีขาว ซึ่งบัดนี้แดงฉานไปด้วยเลือดชุ่มโชกขึ้นมา คมจักรก็ไม่รอช้าที่จะทำตามขั้นตอนการเผชิญเหตุที่เคยฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน

เขาสำรวจดูโดยรอบอย่างละเอียดว่ามีคนร้ายแอบซ่อนเพื่อเล่นงานซ้ำหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้ว คมจักรจึงเก็บปืนแล้วกลับไปตรวจสอบร่างที่นอนจมกองเลือดโดยไม่ชักช้า

“ตายสนิทเลย”

คมจักรหลุดปากออกมาทันทีที่จับชีพจรก่อนจะอุทานออกมาอย่างลืมตัวเมื่อเห็นอะไรบางอย่าง

“เอ๊ะ… ไม่ใช่ผู้หญิงหรือนี่!”

โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว คมจักรหยิบสมาร์ทโฟนออกมากดหมายเลขไปยังเพื่อนคู่หู ขณะที่ในใจบอกกับตนเองว่าเรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่คาดไว้ และมันคงไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน!

***********************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here