◊ เทอร์มอลโดรน.. ยมทูตรัตติกาล ◊
………..

คืนเดือนมืด ปลายฤดูร้อน ใจกลางป่าของเทือกเขาบูโด

ท่ามกลางความเงียบสงัดของพงไพรอันรกทึบห่างจากชุมชนอะลืออาแว ซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านไทยพุทธ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 20 กิโลเมตร ความมืดสลัวของป่าแผ่ปกคลุม ร่างแข็งแรงปราดเปรียวของบุรุษสองคนในชุดสนามซึ่งสงบนิ่งอยู่บนห้างที่ขัดไว้บนต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบเหมือนกับ “นั่งห้าง” ของพรานไพรในอดีตยามซุ่มรอเหยื่อ

แต่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่ใช่พรานป่าอีกทั้งยังมีอาวุธและอุปกรณ์พิเศษที่ทันสมัยที่สุดที่มีการจัดหาเข้าประจำการหลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารที่ปัตตานีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

“คิดอะไรอยู่หรือเพื่อน ทำไมถึงมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น”

“ไม่มีอะไร”

คมจักรยักไหล่

“ฉันเพียงแต่นึกถึงฉากคลาสสิคในนวนิยายยาวที่สุดในโลกเรื่องเพชรพระอุมาซึ่งเคยอ่านตั้งแต่สมัยเป็นเด็กมัธยมนุ่งขาสั้นจนเป็นนักเรียนนายเรือ”

“ฉากไหน แล้วก็อยู่ในเพชรพระอุมาภาคไหน”

ธงอินทร์ถามเรื่อยๆ เหมือนต้องการผ่อนคลายความเครียดหลังจากต้องซุ่มรอรับสถานการณ์ในบริเวณที่กำหนดพร้อมด้วยอุปกรณ์ยังชีพมาอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง

“นายช่วยเล่าให้ฟังหน่อยก็ดี เพราะเราขึ้นมานั่งเงียบๆ บนต้นไม้แบบนี้มาเป็นคืนที่ 5 แล้ว”

“ได้เลย”

คมจักรพยักหน้า

“ฉากที่ฉันนึกถึงอยู่ในเพชรพระอุมาภาคแรก ที่คณะของพันโทหม่อมราชวงศ์เชษฐา อดีตผู้ช่วยทูตทหารบกประจำประเทศเยอรมนีเดินทางเข้าป่าตามหาน้องชายที่ทะเลาะกันรุนแรงจนทิ้งฐานันดรศักดิ์หนีเตลิดไปในชื่อของนายชด ประชากร”

“แล้วยังไง”

“คณะค้นหาบุกป่าฝ่าดงจากหนองน้ำแห้งโดยมีจอมพรานที่ชื่อรพินทร์ ไพรวัลย์ อดีต ตชด. ที่เคยโดนกระเหรี่ยงโจมตีจนฐานแตกเป็นคนนำทางร่วมกับแงซายอดีตโจรกระเหรี่ยงคู่ปรับเก่า”

“นายกำลังจะบอกว่านึกถึงฉากที่รพินทร์กับแงซายซุ่มเงียบในความมืดเหมือนที่เราสองคนกำลังทำอยู่อย่างนั้นใช่มั้ย”

“ถามแบบนี้แปลว่าสมัยก่อนนายคงอ่านแต่นวลนางกับไทยเพลย์บอย ไม่เคยอ่านนิยายคลาสสิคเรื่องเพชรพระอุมาละซิ”

คมจักรย้อนหน้าตาย

“พระเอกที่ไหนกันจะไปซุ่มอยู่กับผู้ชายด้วยกัน มันต้องไปซุ่มอยู่กับนางเอกต่างหากถึงจะถูก”

“เอางั้นก็ได้”

ธงอินทร์หัวเราะหึหึ

“เล่าต่อสิ ฉันจะได้พยายามนึกภาพตามเรื่องราวที่นายเล่า”

“นางเอกของเพชรพระอุมาคือหม่อมราชวงศ์หญิงดาริน วราฤทธิ์ ดีกรีนักมานุษยวิทยาจากต่างประเทศเป็นหญิงสาวไฮโซสุดๆ แต่ถูกนายพรานสบประมาทว่าหรูเริ่ดแบบนี้จะเข้าป่าไหวเหรอ”

“คนเราเห็นหน้ากันครั้งแรกจะรู้ธาตุแท้ของกันและกันได้ยังไง”

“นายพูดถูก ไม่ว่าจะเป็นนิยายหรือชีวิตจริง ใครมันจะตัดสินคนอื่นได้ด้วยการมองเพียงแวบเดียว”

คมจักรพยักหน้า ก่อนจะร่ายยาวต่อไป

“เมื่อถูกสบประมาท คุณหญิงดารินก็เลยโชว์ฝีมือใช้ไรเฟิลสอยมะม่วงด้วยกระสุนเด็ดขั้วที่อยู่บนยอดไม้ร่วงลงมาให้เห็นแล้วย้อนถามรพินทร์ว่าแม่นขนาดนี้พอจะเข้าป่าได้มั้ย”

“สรุปแล้วฉากที่นายนึกถึงมันเป็นยังไง เล่าเสียทีสิ”

“ฉากที่ว่าก็คือหลังเข้าป่าไปได้ไม่นาน รพินทร์จอมพรานกับคุณหญิงดารินก็ขึ้นไปอยู่บนห้างที่รพินทร์ขัดไว้บนต้นไม้สองต่อสอง ทั้งที่เจ้าตัวห้ามแล้วว่าอย่าขึ้นห้างตอนกลางคืน แต่คุณหญิงไม่ฟังตามประสานางเอกหัวดื้อ”

คมจักรเว้นระยะไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ตกดึกคืนนั้นก่อนที่คุณหญิงดารินจะประสาทหลอนเห็นอะไรต่ออะไรที่น่ากลัวไม่เว้นแม้แต่ลูกหาบที่โดนเสือขย้ำช้างกระทืบ ผึ้งเจ้าชู้ตัวหนึ่งเกิดอุตริชอนไชเข้าไปในคอเสื้อแจ็กเก็ตฟิลด์ของคุณหญิงคนสวยแล้วปักหัวลึกลงไปเป็นลำดับ”

“อย่างงี้นี่เอง นายถึงจำฉากนี้ได้แม่น”

“ยังมีเด็ดกว่านั้น จนนักอ่านอย่างฉันต้องยกนิ้วให้ ‘พนมเทียน’ บรมครูนักเขียนที่จิตนาการได้สุดยอดทำให้ฉันจำแม่นมาถึงทุกวันนี้”

คมจักรทำตาเยิ้ม

“เพราะท่านเขียนบทให้คุณหญิงดารินกลัวจะโดนผึ้งต่อยเนินอกอวบอิ่มก็เลยตีลีตาลานถอดเสื้อเหลือแค่บราเซียลายลูกไม้บางเบาไร้โครงราคาหลายพันที่ซื้อมาจากย่านฌ็องเซลิเซ่ในปารีส เพื่อให้จอมพรานซึ่งกำลังนั่งตะลึงใช้ไม้เขี่ยผึ้งเจ้าชู้ก่อนที่มันจะฝังเหล็กในลงไป”

“เฮ้ยๆ เราเพื่อนกันและฉันเป็นผู้ชาย”

ธงอินทร์พูดเสียงดุๆ

“อย่ามองฉันเหมือนกับเป็นนางเอกในนิยายที่นายชอบ อย่าลืมสิว่า ตอนนี้เราอยู่ในภารกิจพิเศษ”

“เออ รู้แล้วน่า”

คมจักรแยกเขี้ยว

“ฉันไม่ใช่ผู้ชายสองซิมหรือไอ้หนุ่มไฮบริดสักหน่อย ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่คมจักรพูดจบ เสียงเรียกจากวิทยุสื่อสารก็แทรกเข้ามาให้คนทั้งสองได้ยิน

“สไนเปอร์… จากคอมมานด์”

“จากสไนเปอร์… มีอะไรครับ”

“เทอร์มอลโดรน พบเป้า”

ประโยคที่ตอบกลับมาทำให้คมจักรและธงอินทร์ตื่นตัวขึ้นมาในทันที

“โอเค ส่งภาพมาเลย เราจะตรวจดูบนจอเดี๋ยวนี้!”

โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว ธงอินทร์กับคมจักรเริ่มต้นขั้นตอนการพิสูจน์ทราบเป้าของระบบตรวจจับคลื่นความร้อนของเทอร์มอลโดรนด้วยการเปิด “เพลย์โหลด” บนจอสี่เหลี่ยมขนาดกว้างยาว 1 ฟุต เพื่อรับสัญญาณที่ส่งมาจาก “สถานีแม่” ในห้องโดยสารของพาหนะหุ้มเกราะล้อยางซึ่งจอดซุ่มอยู่ไกลออกไป 15 กิโลเมตร

แล้วสิ่งที่ทั้งคู่มองเห็นก็คือรูปเงาสีแดงลักษณะร่างคนจำนวนหนึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่บนพื้นสีดำและสีเขียวซึ่งมีความเข้มแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ

“ฝ่ายตรงข้ามแน่นอน”

คมจักรพูดเสียงเข้ม

“คนดีคงไม่เดินออกมาจากป่าทึบพร้อมด้วยวัตถุเป็นท่อนในยามวิกาลแบบนี้หรอก”

“คอมมานด์จากสไนเปอร์ ซูมภาพหน่อยครับ”

ธงอินทร์ร้องขอทางวิทยุสื่อสาร

“เราอยากดูให้ชัดว่าอาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามถือมีอะไรบ้าง”

“รับทราบ”

สิ้นเสียงตอบรับภาพบนเพลย์โหลดที่อยู่ตรงหน้าคู่พยัคฆ์ก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอย่างทันใจ

แว่บแรกที่เห็น คมจักรกับธงอินทร์ก็รู้ได้ในทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามแต่ละคนใช้อาวุธชนิดใด ทั้งนี้ก็ด้วยความเชี่ยวชาญจากการฝึกการ “อ่านภาพ” จากคลื่นความร้อนโดยเจ้าหน้าที่เทคนิคทางทหารของกองทัพสหรัฐ ซึ่งมีประสบการณ์จากอุปกรณ์ชนิดนี้ในสถานการณ์จริงนับตั้งแต่มีการนำเทอร์มอลโดรนเข้าประจำการ

“อาวุธสงครามล้วนๆ”

ธงอินทร์พูดเบาๆ

“มีทั้งอาร์ก้าและเอ็ม-16 ส่วนไอ้คนหน้าสุดน่าจะเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม-79 เพราะลำกล้องสั้นขนาดใหญ่เข้ากับรูปร่างอ้วนๆ ของมัน”

“เราจะยิงพวกมันที่ระยะเท่าไหร่ดีเพื่อน”

คมจักรถามขณะที่เชื่อมต่อระบบเล็งของสไนเปอร์ขนาด 20 มิลลิเมตร เข้ากับพิกัดเป้าหมายที่ได้จากเพลย์โหลด

“500 เมตร กำลังเหมาะ ท่อเก็บเสียงของปืนคงจะทำให้ข้าศึกจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ พวกมันถึงล้มเป็นใบไม้ร่วง”

ธงอินทร์ตอบ

“แต่นายต้องยิงให้เร็วหน่อยนะ เพราะพวกมันมี 12 คน เดินเรียงต่อกันเป็นแถวตอน ที่อยู่หน้าสุดคงเป็นคนนำทาง ทันทีที่ไอ้นั่นล้มลง พวกที่ตามมาคงจะกระโจนเข้าที่กำบังโดยอัตโนมัติ”

“ใครบอกล่ะว่าฉันจะยิงคนนำทางเป็นศพแรก”

คมจักรพูดขณะที่แนบใบหน้าลงปืนซุ่มยิงที่อยู่บนขาหยั่งพร้อมกับกระชับพานท้ายเข้าร่องไหล่

“ฉันจะเด็ดหัวไอ้ชั่วที่อยู่ท้ายแถวเป็นคนแรกต่างหาก รับรองได้ว่ากว่าที่เพื่อนของมันด้านหน้าจะรู้ตัว โจรในหางแถวก็คงลงนรกไปแล้ว 3-4 คน”

“โอเค ตามใจนาย”

พูดจบ ธงอินทร์ก็รายงานกลับไปยังพาหนะบัญชาการ

“คอมมานด์ จากสไนเปอร์… ยืนยันพิกัดเป้าหมาย… สไนเปอร์พร้อมยิง!”

———————————-

หกเดือนก่อนหน้านั้น

ห้องประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในกองทัพภาคที่ 4

“หลังจากที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายยิงถล่มป้อมชุดคุ้มครอง ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จนทำให้มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เสียชีวิตจำนวน 15 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย

“หน่วยเหนือได้สั่งการให้มีการบูรณาการกำลัง เข้าบังคับใช้กฏหมาย กับกลุ่มบุคคล ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุ โดยขณะนี้ จากหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้แล้วจำนวนหนึ่ง และได้มีการเปิดแผนปฏิบัติการเข้าติดตาม จับกุม กดดัน กลุ่มคนร้าย ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เขานางจันทร์ ซึ่งมีเขตรอยต่อจังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา และได้พบฐานปฏิบัติการร้างของกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วจำนวน 1 จุด

“หน่วยปฏิบัติการพิเศษได้เข้าไปปิดล้อมและกดดันบริเวณเทือกเขานางจันทร์แล้วจำนวน 4 เป้าหมาย ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน กลุ่มคนร้ายที่พาหลบหนี เป็นพื้นที่หมู่บ้านจำนวน 9 เป้าหมาย และเป้าหมายสุดท้ายคือการเข้าติดตามตัวบุคคลที่เป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และมีบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว จำนวน 21 เป้าหมาย”

นายทหารยุทธการเว้นระยะไปนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ

“ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้ 1 รายเป็นราษฎรไทยมุสลิมพื้นที่ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี แต่ผู้ต้องสงสัยยังให้การปฏิเสธ ในเรื่องการบุกยิงถล่มที่ลำพะยา ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการซักถามเพื่อขยายเครือข่ายก่อเหตุที่หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43

“สำหรับมาตรการในการรักษาความปลอดภัย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปรับแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและชุมชนให้รัดกุมขึ้น

“ทั้งนี้เพราะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. เป็นเพียงประชาชนจิตอาสา ที่เสียสละและอุทิศตน เข้ามาช่วยกันดูแลความปลอดภัยชุมชนของตนเอง ไม่ใช่เป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนดังที่องค์กรแนวร่วมและกลุ่มเปอร์มาส นำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการ BRN ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา

“ส่วนผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืนจากการยิงถล่มป้อมชุดคุ้มครองตำบลลำพะยา ผลตรวจปลอกกระสุนพบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนจำนวน 24 กระบอก ประกอบด้วยปืน AK 102, AK 47 ปืน M-79 ปืน M-16 ปืนลูกซองและปืนพก”

ที่ประชุมเงียบไปชั่วขณะก่อนที่ประธานคณะเสนาธิการกระทรวงกลาโหมซึ่งบินมาจากกรุงเทพจะตั้งคำถาม

“ได้เบาะแสผู้ก่อเหตุบ้างหรือเปล่า”

“มีรายงานเบื้องต้นจากชุดสืบสวนสอบสวน ระบุว่าสำหรับกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มจากปัตตานี และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยมีนายบูคอรี หลำโซะ นายซอบรี หลำโซะ นายรอซาลี หลำโซะ 3 พี่น้องตระกูลหลำโซะเป็นแกนนำกลุ่ม”

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอบคำถามนั้น

“ส่วนกลุ่มของอำเภอกาบัง อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา จะมีนายอับดุลเลาะ โต๊ะเต้ นายรอกิ ดอเลาะ นายฮูไบดีละห์ รอมือลี นายอหมัด ตืองะ เป็นแกนนำกลุ่ม และร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มเปอร์มูดอในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มเปอร์มูดอ คือกลุ่มแนวร่วมกลุ่มใหม่ที่ผ่านการฝึกการปฏิบัติการ และทางฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีข้อมูล โดยสองกลุ่มหลักนี้รวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อปฏิบัติการในครั้งนี้

เมื่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรพูดจบ นายทหารยุทธการจึงเสริมขึ้น

“เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราสรุปจุดอ่อนได้ว่านอกจากอาวุธของ ชรบ. ที่ด้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัดแล้วเรื่องที่เป็นข้อได้เปรียบมากที่สุดของกลุ่มก่อการร้ายก็คือการปกปิดตนเองขณะเคลื่อนกำลังโดยที่ฝ่ายเราไม่มีโอกาสรู้ล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถตั้งรับและตอบโต้ได้ครับ”

“ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบเรื่องนี้ดี”

ประธานคณะเสนาธิการฯ พยักหน้า

“แต่อีกไม่นานข้อได้เปรียบของพวกมันจะหมดไป เพราะเรากำลังจะนำพาหนะบัญชาการแบบเทอร์มอลโดรนเข้าประจำการในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ผมขอให้พันเอกประจักษ์ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้ชี้แจง”

“ครับผม”

พันเอกร่างสูงใหญ่ตอบรับ ก่อนจะเริ่มคลิกเม้าส์เปลี่ยนภาพบนจอ

“ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางทหารซึ่งเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ที่กองทัพต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐนำมาใช้อย่างได้ผลในการต่อต้านและตรวจจับความเคลื่อนไหวของข้าศึกในความมืดและประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในสมรภูมิอิรักและอัฟกานิสถาน

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนาม “พาหนะบัญชาการแบบ Thermal Drone ใช้สายโยงประจำที่” ซึ่งสามารถเฝ้าระวังเป้าหมายในที่มืดได้ตลอดเวลา สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวโดยอาศัยความร้อนทั้งจากร่างกายมนุษย์และอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการขุดถนนเพื่อวางระเบิด หรือแม้แต่จากอุณหภูมิของตัวระเบิดเอง พร้อมระบุพิกัดเป้าหมายที่ตรวจพบด้วยระบบจีพีเอสในรัศมี 10-15 กิโลเมตร จากตำแหน่งของพาหนะซึ่งจะปรากฏภาพการตรวจจับบนจอในห้องควบคุมและสามารถส่งต่อภาพแบบเรียลไทม์ไปยัง บก. ส่วนหลังได้

ทั้งนี้พาหนะบัญชาการฯ ดังกล่าวสามารถปฏิบัติภารกิจได้แบบ Stand alone ด้วยการซ่อนพรางตามภูมิประเทศขณะปล่อยสายโยง Drone ขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อตรวจจับพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามพร้อมระบุตำแหน่งอันจะนำไปสู่การตอบโต้หรือจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในทันที

นอกจากนี้ระบบตรวจจับโดยอาศัยความร้อนในเวลากลางคืนยังสามารถแจ้งเตือนหน่วยในพื้นที่เสี่ยงหรือจุดตรวจประจำที่ซึ่งฝ่ายตรงข้ามกำลังเคลื่อนตัวเข้าโจมตี เป็นการลดการสูญเสียและสามารถจัดกำลังเข้าตอบโต้ได้ทันเวลา

“การจัดหาพาหนะบัญชาการฯ ดังกล่าว จึงเป็นการต่อต้านขัดขวางการก่อเหตุด้วยการวางระเบิดตามเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความสูญเสียได้อย่างแน่นอน คุ้มค่าต่อการจัดหา นำมาซึ่งความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่จะเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถปกป้องคุ้มครองอันตรายจากการวางระเบิดได้ ส่งผลให้ทุกคนสามารถใช้เส้นทางในการสัญจรในชีวิตประจำวันได้อย่างผาสุข รวมทั้งจะทำให้เจ้าหน้าที่ในฐานปฏิบัติการรู้ตัวล่วงหน้าก่อนถูกโจมตี”

พันเอกประจักษ์เว้นระยะไปนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไป

“โครงการนี้มีชื่อว่า Command Vehicle Surveillance ติดตั้งระบบตรวจจับพฤติกรรมในความมืดด้วย Thermal Drone แบบสายโยงประจำที่ รัศมีทำการ 10–15 กิโลเมตร พร้อมเซ็นเซอร์และจีพีเอสระบุพิกัดเป้าหมาย”

วัตถุประสงค์โครงการเพื่อจำกัดขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามที่เคยปฏิบัติการได้อย่างอิสระในเวลากลางคืนด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทางทหาร โดยดำเนินการแบบปกปิดไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทันและปรับเปลี่ยนกลยุทธให้แตกต่างจากเดิม

นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของฝ่ายเราในการเฝ้าระวังความปลอดภัยบนเส้นทางสัญจรและพื้นที่อ่อนแอตลอดจนที่ตั้งหน่วยขนาดเล็กหรือจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยงหรือเขตอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของฝ่ายเราในการติดตามการเข้าออกของฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่เป้าหมาย เช่น หมู่บ้านในเขตอิทธิพล

คุณลักษณะที่กำหนดไว้คือ เป็นพาหนะตรวจการณ์/ตรวจจับ แบบ Command Vehicle Surveillance ติดตั้งระบบ Thermal Drone แบบสายโยงประจำที่จากหลังคารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง สามารถตรวจจับเป้าโดยใช้อุณหภูมิจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ตลอดจนจากการทำงานของเครื่องมือ/อุปกรณ์ รวมทั้งจากอุณหภูมิของระเบิดในทันทีที่มีการซุกซ่อนในตำแหน่งเป้าหมาย

พาหนะดังกล่าวติดตั้งเกราะปกป้องตนเองจากการโจมตี ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับและเซ็นเซอร์ รวมทั้งจีพีเอสจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา สามารถปฏิบัติการได้แบบ Stand alone อย่างต่อเนื่องในเวลากลางคืน

“ภายในพาหนะมีระบบจอภาพและบัญชาการ สามารถแสดงตำแหน่งเป้าหมายที่ตรวจพบได้พร้อมๆ กันหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกัน และสามารถส่งภาพไปยังกองบัญชาการได้แบบ real time ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบโฟว์วีล มีกำลังขับเคลื่อนเพียงพอในการเข้าสู่ภูมิประเทศทุรกันดารในความมืด มีรูปร่างและสีที่สอดคล้องกับการซ่อนพรางตนเองในยามวิกาลและสภาพภูมิประเทศ”

สายตาทุกคู่ที่อยู่ในห้องประชุมจ้องเขม็งไปยังภาพบนจอที่เปลี่ยนไปตามคำอธิบายของพันเอกประจักษ์

“ในส่วนของห้องโดยสารเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานของกำลังพลไม่น้อยกว่า 5 นาย มีระบบกล้องเฝ้าระวังและตรวจการณ์ในเวลากลางวันและกลางคืน ตรวจจับคลื่นความร้อนและอินฟาเรด เพื่อใช้ในการค้นหาผู้ก่อการร้ายที่ซ่อนตัว หรือระเบิดแสวงเครื่องที่ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ โดยระบบกล้องเป็นกล้องรุ่นเดียวกับที่กองทัพสหรัฐอเมริกาใช้ติดตั้งบนเรือ เครื่องบินและรถนำขบวนบุคคลสำคัญและติดตั้งบนอาคารสูงที่สำคัญต่างๆ มีระยะการตรวจจับตั้งแต่ 15 กิโลเมตรขึ้นไป”

“มีคำพูดของท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับพาหนะรุ่นนี้ที่ผมอยากให้ทุกท่านได้ทราบ”

ประธานคณะเสนาธิการร่วมฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ท่านบอกกับคณะกรรมการจัดหายุทโธปกรณ์ว่าไม่ว่ามันจะแพงสักแค่ไหน เราก็ต้องนำเข้ามา เพราะชีวิตของพี่น้องประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อันตรายไม่อาจตีราคามาเป็นเงินได้ และทางสภาได้อนุมัติงบฉุกเฉินเป็นการเร่งด่วนในการจัดหาพาหนะรุ่นนี้ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว!”

——————————————–

อามิน กาบัง เป็นเด็กหนุ่มชาวใต้ วัย 19 ปี เขาเติบโตในหมู่บ้านมุสลิมที่มีผู้นำเป็นครูสอนศาสนาหัวรุนแรงที่มีความคิดสุดโต่ง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะถูกปลูกฝังความเชื่อในเรื่องของแผ่นดิน “ปาตานี” ที่ถูกสยามแย่งชิงไปในประวัติศาสตร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน

“รัฐไทยเป็นผู้รุกราน เราต้องสู้เพื่ออิสรภาพ แก้แค้นแทนบรรพบุรุษ”

อามินได้ยินถ้อยคำนี้ตั้งแต่เด็กจนย่างเข้าสู่วัยรุ่นและเข้ารับการฝึกให้เป็นนักรบในชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงยึดมั่นในความเชื่อของยุทธศาสตร์การใช้กลุ่มติดอาวุธที่เห็นต่างเป็น “กันชน” เพื่อความมั่นคงของตนเอง

ระหว่างทำการฝึกใช้อาวุธประกอบระเบิดและยุทธวิธีล่าสังหารเหยื่อบนถนน อามินได้ยินข่าวชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในการถล่มชุดคุ้มครองหมู่บ้านจนไทยพุทธเสียชีวิตถึง 16 ศพ ข่าวดังกล่าวทำให้เขากระหายที่จะได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการเช่นนั้นบ้าง

แล้ววันที่อามิงรอคอยก็มาถึงหลังจากที่เขาพร้อมด้วยนักรบจำนวนหนึ่งทั้งที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบหน้าใหม่ถูกเรียกระดมพลที่ฐานบนเทือกเขาบูโด

“พรุ่งนี้เราจะโจมตีหมู่บ้านในพื้นที่อะลืออาแวกำหนดเคลื่อนกำลังเวลาเที่ยงคืน ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม… เราต้องฆ่าพวกมันให้ได้มากกว่าชัยชนะ 16 ศพ ครั้งที่แล้ว”

หัวหน้าจรยุทธประกาศกับนักรบและเมื่อถึงเวลาที่นัดหมายสมุนของกลุ่มโจรใต้ก็เก็บเปลที่ผูกนอนเอาแรงตอนหัวค่ำเพื่อตั้งขบวนเดินเท้าออกจากจุดรวมพล

“ขออัลเลาะห์คุ้มครองทุกคน!”

คำพูดสุดท้ายที่ได้ยินยังก้องอยู่ในหูของอามินซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ออกศึกร่วมกับเพื่อนๆ และนักรบรุ่นพี่เป็นครั้งแรก

แม้จะอยู่ในตำแหน่งเกือบท้ายแถวขณะเคลื่อนขบวนไปตามป่าอันรกทึบ แต่อามินก็สอดส่ายสายตาอย่างระมัดระวังโดยไม่ประมาท

“อามิน…”

เด็กหนุ่มได้ยินเพื่อนนักรบจากทางด้านหลัง

“รู้สึกแปลกๆ เหมือนฉันหรือเปล่า”

“อะไรเหรอ”

อามินย้อนถามโดยไม่หันไปมอง

“ป่ามันวังเวงและเงียบผิดปกติ ไม่เหมือนเมื่อคืนวันก่อนที่เราเข้ามาเลย”

“นายกำลังจะบอกว่ารู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่างใช่มั้ย”

ยังไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบจากเพื่อนนักรบ อามินก็สัมผัสได้ถึงกระแสนร้อนวูบที่ถากผ่านขมัยศีรษะราวกับมีไอกรดพุ่งผ่านเกือบจะพร้อมๆ กับที่โสตประสาทได้ยินเสียงระเบิดทึบที่ดังไม่เกินกำปั้นทุบอย่างถนัด

            ตึบ!

สัญชาตญาณทำให้อามินสะดุ้งวาบแล้วหันขวับเพื่อที่จะเห็นร่างตะคุ่มของฝ่ายเดียวกันที่ห่างออกไปเพียง 3 ก้าวสะดุ้งพรวดในความมืดพร้อมๆ กับของเหลวที่สาดกระจายออกมาจากอวัยวะส่วนบน บอกให้รู้ว่าศีรษะถูกเจาะทะลวงด้วยอะไรบางอย่างชนิดมองไม่ทัน

“รามาน!”

อามินหลุดชื่อของเพื่อนด้วยความตกใจสุดขีด ในวินาทีที่ร่างสูงโปร่งหงายผลึ่งลงไปฟาดพื้นวิญญาณปลิดปลิวชนิดไม่ทันจะได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว

และก่อนที่อามินจะทันได้สติ เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดทึบแบบเดียวกันดังขึ้นเป็นครั้งที่สองก่อนจะตามมาด้วยเสียงคนล้มฟาดพื้นในวินาทีอันต่อเนื่อง

บัดนั้นเองที่อามินรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของเด็กหนุ่มจึงกระโจนลงพื้นด้วยสัญชาตญาณพร้อมกับร้องตะโกนสุดเสียง

            “เราถูกโจมตี!”

เกือบจะในวินาทีเดียวกันเสียงเหมือนกำปั้นทุบก็บังเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ยังผลให้นักรบที่มีอาร์ก้าอยู่บนมือสะดุ้งพรวดตะกายอากาศก่อนจะหล่นโครมลงฟาดพื้นเมื่อโดนมฤตยูที่มองไม่เห็นเจาะทะลวงเข้าที่กลางยอดอกอย่างแม่นยำ

ถึงตอนนั้นความแตกตื่นอลหม่านของกลุ่มโจรใต้จึงบังเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ต่างคนต่างโผนเข้าหาที่กำบังเพื่อให้รอดพ้นจากอันตราย ขณะที่ผู้เป็นหัวหน้าซึ่งรู้แล้วว่าโดนพลซุ่มยิงเล่นงานร้องสั่งดังลั่น

“ทุกคนอย่าเคลื่อนไหว… เดือนมืดแบบนี้ถ้าอยู่กับที่มันมองไม่เห็นเราแน่!”

แต่ไม่ทันขาดคำ สิ่งที่มันพูดก็ไม่ได้เป็นตามนั้น เพราะในพริบตาอันต่อเนื่องเสียงดังโพละเหมือนแตงโมถูกทุบก็บังเกิดขึ้นเมื่อสมุนโจรที่หมอบราบอยู่กับพื้นโดนเจาะศีรษะจนกระโหลกแตกกระจายตายโหงชนิดไม่ทันจะได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว

            “บ้าระยำ!”

หัวหน้าโจรใต้สบถออกมาอย่างพิศวง

“มันเห็นเราได้ยังไงกัน!”

แล้วคำตอบที่คนเป็นหัวหน้าได้ยินก็คือเสียงของสมุนคนที่ห้า ซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วหน้าคะมำลงไปด้วยแรงปะทะจากกระสุนขนาด 20 มิลลิเมตรที่เจาะทะลวงเข้ากลางหลังราวกับผีจับยัด

จากนั้นอีกเพียงอึดใจเสียงดังโพละก็บังเกิดขึ้นอีกพร้อมๆ กับที่โจรใต้คนที่ 6 สะดุ้งเฮือกหงายผลึ่งพร้อมๆ กับลำคอระเบิดกระจายจากกระดูกไหปลาร้าในพริบตา

“อะไรกันวะเนี่ย… ทำไมมันฆ่าพวกเราได้ไม่หยุดแบบนี้!”

—————————————–

ไกลออกจากพื้นที่สังหารบนต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่ขัดห้างของพรานล่าโจร ธงอินทร์ซึ่งเป็นคนชี้เป้าได้ยินเสียงคมจักรกระชากลูกเลื่อนคัดปลอกกระสุนทิ้งแล้วผลักนัดใหม่เข้ารังเพลิง

“ครึ่งโหลแล้ว… รายต่อไปไอ้อ้วนที่หมอบอยู่หัวแถว”

คมจักรร้องบอกธงอินทร์

“มันกำลังเงยหน้า… มองหากระสุนทีเดียว!”

ขาดคำนิ้วที่อยู่บนไกปืนก็เหนี่ยวฉับ ยังผลให้เกิดเสียงระเบิดทึบที่ไม่ดังเกินกว่าเปิดขวดแชมเปญพร้อมๆ กับที่กระสุนพิฆาตนัดที่ 7 พุ่งออกจากปลายลำกล้องหมุนคว้างแหวกอากาศแล้วจับเปาะเข้าที่กลางหว่างคิ้วของเป้ามีชีวิตแล้วระเบิดออกที่ท้ายทอยพร้อมกับละอองฟุ้งสีแดงอันเกิดจากเลือดเป็นมันสมอง

“มีคนลุกขึ้นวิ่ง!”

ธงอินทร์ร้องบอกจากสิ่งที่เห็นบนเพลย์โหลด

“ตีนคนจะเร็วกว่า 3,500 ฟุตต่อวินาที ก็ให้มันรู้ไปสิวะ”

คมจักรคำรามขณะที่กระชากลูกเลื่อนพร้อมกับวาดปืนไล่เป้าก่อนจะเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปเป็นนัดที่ 8-9-10-11 อย่างต่อเนื่อง

“เป้าสุดท้ายอยู่หลังสุด ลักษณะเหมือนพยายามจะเคลื่อนที่ด้วยการคลานช้าๆ”

“ฉันเห็นแล้ว!”

—————————————–

เกือบ 5 นาทีที่ทุกอย่างเป็นปกติจนเด็กหนุ่มคิดว่าพลซุ่มยิงของฝ่ายศัตรูคงถอนตัวออกไปจากจุดสังหารแล้ว

อามินจึงเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งใจขณะที่ค่อยยันกายลุกขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ ตัวด้วยความไม่ประมาท

แล้วสิ่งสุดท้ายในชีวิตของโจรใต้ที่เพิ่งออกศึกเป็นครั้งแรกมองเห็นเพียงแว่บเดียวก็คือ สิ่งที่เป็นเสมือนลูกไฟเล็กจิ๋วสีแดงที่แหวกอากาศมาในระดับสายตา….

***********************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here