◊ ยุทธการยึดเรือ ◊
………..

เที่ยงคืนสิบห้านาที

บริเวณรอยต่อระหว่างน่านน้ำสากลกับทะเลอาณาเขตของไทย

ผิวทะเลแหวกออกเป็นทาง ขณะที่หอบังคับการปลาเหล็กของนาวีมังกรลอยลำขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ หลังเดินทางมาถึงจุดปล่อยตัว ตามคำสั่งที่ได้รับจากศูนย์ปฏิบัติการร่วมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ เรือยางท้องแข็งขนาดกลางสองลำก็ถูกปล่อยลงน้ำพร้อมด้วยทีมจู่โจมซึ่งอยู่ในชุดเวท สูท สีดำสนิทอาวุธครบมือ

“ยืนยันตำแหน่งจู่โจม”

ธงอินทร์พูดมาทางเอียร์โบน

“เป้าหมายเรด โอเชี่ยน ในแบริ่ง 120 จากหัวเรือระยะห่างประมาณ 2 ไมล์”

“ทราบ…. เป้าหมาย คือ เรดโอเชี่ยนสัญชาตปานามา เรือสินค้าระวางขับน้ำ 3,000 ตัน อยู่ในแบริ่ง 120”

คมจักรซึ่งอยู่บนเรือยางลำสองตอบกลับมา

“บนเรือมีระเบิดชีวภาพ ซึ่งนายทหารจีนแปรพักตร์ขโมยมาจากคลัง เพื่อขายให้กับกลุ่มไอซิสเอเชีย”

“ภารกิจของเราคือสกัดกั้นการส่งมอบอาวุธครั้งนี้”

ยูเหมยซึ่งอยู่บนเรือยางลำเดียวกับธงอินทร์ แทรกเข้ามา

“ย้ำอีกครั้งว่าทางปักกิ่งต้องการได้ตัวพันเอกหว่องแบบเป็นๆ เพื่อสอบปากคำว่าเขาเจาะระบบรักษาความปลอดภัยและรหัสเปิดคลังได้ยังไง”

“ได้ครับ”

คมจักรตอบมาอีกครั้ง

“ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทีมสองของผมจะไม่ทำให้ใครตายเป็นอันขาด”

“ผู้พันจะฆ่าใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่พันเอกหว่อง”

“ครับผม คุณผู้หญิง”

คมจักรรับปากทั้งที่ในใจกลับคิดไปอีกอย่าง เมื่อนึกย้อนไปถึงการบรรยายสรุปที่ฐานทัพเรือสงขลาเมื่อ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นภารกิจร่วมระหว่างทีมผสมไทย–จีน เป้าหมายคือการขัดขวางการซื้อขายอาวุธร้ายแรงที่นายทหารของหน่วยงานลับสาธารณรัฐประชาชนจีนขโมยมาจากคลังเก็บในมณฑลซินเจียง”

นายทหารยุทธการพูดเสียงเข้มขณะที่กวาดสายตาไปยังชุดปฏิบัติการพิเศษสองชาติซึ่งอยู่ในห้องบรรยายสรุป

“เรือดำน้ำเฉินไห่จะแล่นเข้าไปจนถึงตำแหน่งปล่อยตัว แล้วลอยลำขึ้นมาห่างจากเรือสินค้าเรด โอเชี่ยน ซึ่งบรรทุกระเบิดชีวภาพมาในระวาง”

“นี่คือโฉมหน้าของพันเอกหว่อง รองผู้บัญชาการศูนย์วิจัยอาวุธ กับพันโทกวง ผบ.กองพันรบพิเศษ ซึ่งทางการจีนระบุว่าทั้งสองเป็นผู้บงการให้ลูกน้องขโมยอาวุธต้องห้ามออกมาจากคลัง”

“ปักกิ่งต้องการจับกุมพันเอกหว่อง กับพันโทกวงและยึดระเบิดชีวภาพกลับคืนมา ก่อนที่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มไอซิสเอเชีย ซึ่งระเบิดส่วนหนึ่งจะส่งให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทย และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กลาโหมสั่งให้กองทัพเรือจัดทีมเข้าปฏิบัติการร่วม”

คิดคำนึงของคมจักรกระจายหายไป เมื่อได้ยินเสียงธงอินทร์สั่งการ

“หยุดใช้เครื่อง… เตรียมลงน้ำ!”

         “เรด โอเชี่ยน” ลอยลำอยู่ตรงหน้าในอาการสงบนิ่ง ขณะที่เหล่านักรบพิเศษทิ้งตัวออกจากเรือยาง

จากนั้น ธงอินทร์ใช้สัญญาณมือบอกให้ทุกคนว่ายน้ำตรงไปยังท้ายเรือ ซึ่งจะเป็นตำแหน่งในการจู่โจมขึ้นสู่ที่หมาย

แม้จะอยู่ในยุคดิจิทัล แต่ภายใต้การนำของยอดพยัคฆ์ธงอินทร์ ซีลทีมได้เลือกใช้กลยุทธ์โบราณที่ได้ผลนั่นคือการไต่ขึ้นสู่ดาดฟ้าเรือโดยอาศัย “ตะขอเกี่ยว” และเชือกเป็นตัวช่วย

ในสภาพปกติที่ไม่ได้ใช้งาน “เขี้ยว” ของตะขอจะถูกเก็บอยู่ในกระบอก และมันจะกางออก เมื่อถูกยิงออกไปด้วยระบบอากาศอัดจากปืนยิงตะขอ ซึ่งในยุคอัศวินโบราณ ตะขอเกี่ยวจะถูกยิงขึ้นกำแพงโดยพลธนู

จากนั้นเขี้ยวที่มียางหุ้ม เพื่อการเก็บเสียงจะเกี่ยวติดเข้ากับวัตถุอันเป็นเป้าหมายโดยไม่ดังเกินกว่าการปิดหนังสือปกแข็งเล่มหนา ซึ่งจะช่วยให้ป้องกันการรับรู้ทางโสตประสาทของฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี

อึดใจต่อมา ตะขอเกี่ยวของฝ่ายจู่โจมก็ถูกยิงขึ้นไปเกี่ยวเข้ากับรางโลหะที่อยู่บนดาดฟ้าท้ายเรืออย่างแม่นยำ ก่อนที่ธงอินทร์และซีลทีมซึ่งเป็นคนยิงจะทดลองกระตุกเชือกอย่างแรงเพื่อให้มั่นใจว่า ตะขอเกี่ยวทำงานได้อย่างสมบูรณ์และอยู่ในสภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของคนที่จะไต่ขึ้นไปได้

“คุณพร้อมหรือยัง”

คมจักรกระซิบถามยูเหมย

“ฉันพร้อมมาตั้งแต่บินออกจากปักกิ่งเมื่อวานแล้วหล่ะ!”

“ผมก็พร้อมตั้งแต่ที่รู้ว่าจะได้ร่วมงานกับคุณ”

“เมื่อไหร่ผู้พันจะแต่งงานเสียที”

“ทำไมหรือครับ”

“จะได้เลิกแทะโลมฉันไงล่ะ”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่คมจักรได้ยินจากพยัคฆ์สาวชาวจีนก่อนที่นายทหารชาวไทยจะหัวเราะอย่างขำๆ แล้วเกร็งแขนออกแรงดึงเพื่อไต่เชือกขึ้นสู่ที่หมายตามหลังธงอินทร์และยูเหมยไปติดๆ

ทันทีที่โผล่พ้นท้ายเรือ ธงอินทร์ก็โผนเข้าที่กำบังเป็นคนแรกพร้อมกับกระชับปืนเล็งกวาดไปโดยรอบเพื่อคุ้มกันฝ่ายเดียวกันที่กำลังจะตามมา

“ไฟบนเรือสว่างแบบนี้เราคงไม่ต้องใช้ไนท์วิชชั่นแล้วละ”

ธงอินทร์กระซิบบอก ก่อนจะเลิกหน้ากากราตรีขึ้นไปไว้บนศีรษะในทันทีที่คมจักรโผนเข้าปักหลักอยู่ข้างยูเหมย

“เอาไงต่อ… แยกกันตรงนี้ใช่มั้ย”

คมจักรถามพร้อมกับเลิกหน้ากากราตรีเช่นเดียวกับธงอินทร์

“นายไปกับยูเหมยแล้วก็ทีมอัลฟ่า ค้นหาที่เก็บระเบิดให้เจอ ส่วนฉันกับทีมที่เหลือจะแยกไปจัดการกับผู้ควบคุมเรือ”

“โอเค”

พูดจบคมจักรก็ทำมือเป็นสัญญาณให้กับยูเหมยกับมนุษย์กบทีมอัลฟ่า 4 คน เข้ามาสมทบ

จังหวะเดียวกันนั้นเอง ช่องประตูดาดฟ้าแยกด้านกราบขวาซึ่งเป็นทางออกห้องจากเก๋งเรือถูกผลักให้เปิดอ้าก่อนที่พันโทกวงจะก้าวออกมา

“โป๊ะเชะ…”

คมจักรอุทานอย่างดีใจเมื่อเห็นสมุนของฝั่งตรงข้ามแบกลังสี่เหลี่ยมตามมาทางด้านหลังลูกพี่

“ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาที่ไหนอีกแล้ว พวกมันกำลังจะเคลื่อนย้ายพัสดุออกจากห้อง”

“ผู้พันอย่ายิงพลาดไปถูกหัวรบเป็นอันขาด ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นการจุดชนวนให้มันระเบิดขึ้น”

“ไม่ต้องห่วง… มนุษย์กบของไทยยิงแม่นทุกคน”

คมจักรตอบยูเหมยก่อนจะยกปืนติดปลอกเก็บเสียงขึ้นประทับบ่าพร้อมกับออกคำสั่ง

“อัลฟ่า 1 ถึง 4… เป้าหมายข้าศึกที่เคลื่อนย้ายลังอาวุธ… นับสามแล้วยิงพร้อมกัน”

“รับทราบ!”

ซีลทีมที่อยู่กับคมจักรตอบรับก่อนจะเล็งปืนเข้าใส่ศัตรูที่กำลังเคลื่อนตัวไปยังทางขึ้นดาดฟ้ายกเตรียมที่จะลำเลียงใส่เรือของกลุ่มก่อการร้ายที่จอดเทียบทางกราบซ้ายของเรือสินค้า

ทันทีที่กากบาทในศูนย์เล็งทาบตรงทรวงอกพันโทกวงซึ่งกำลังก้าวเท้าโดยไม่รู้ว่ามัจจุราชมารอรับวิญญาณ

คมจักรก็ขานเลขถอยหลัง

“สาม… สอง… หนึ่ง!”

ขาดคำนิ้วที่ทาบอยู่บนไกปืนก็เหนี่ยวฉับ ยังผลให้ประกายไฟแลบวาบจากปลายลำกล้องพร้อมกับอาการสะท้านเล็กน้อยที่ร่องไหล่ในวินาทีที่กระสุนพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ

แม้เสียงปืนอันเกิดจากการยิงของคมจักรจะดังไม่เกินไปกว่าการเปิดจุกแชมเปญเช่นเดียวกับการยิงซีลทีมอีก 4 คน แต่ในวินาทีที่พันโทกวงโดนกระสุนหงายผงะพร้อมกับสมุน สัญชาตญาณมังกรร้ายก็ทำให้มันเหนี่ยวไกบนมือโดยอัตโนมัติ

         ปังๆๆๆๆ!

         ปังๆๆๆๆ!

อาร์ก้าของมังกรร้ายแผดเสียงสนั่นราวกับประทัดแตก และนั่นจึงทำให้คมจักรกับธงอินทร์ตัดสินใจถลันออกจากที่กำบังนำทีมชาร์จเข้าหาฝ่ายตรงข้ามทันที!

บัดดลเดียวกับที่กัมปนาทปืนลั่นคำรามให้ได้ยิน พันเอกหว่องกับไต๋เรือประมง ซึ่งเข้ามาเทียบเพื่อขนระเบิดเข้าประเทศไทย ก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ

         “เสียงปืน!”

พันเอกร่างใหญ่อุทานลั่น

“ถ้าจะไม่ดีเสียแล้ว ผมกลับไปที่เรือก่อนดีกว่า”

พูดจบพันเอกหว่องก็ผละออกไปจากเก๋งเรืออย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดกลับไปยังเรดโอเชี่ยนเกือบจะพร้อมๆ กับที่ธงอินทร์กับทีมโผล่ออกมาพอดี

“บ้าชิบ! พวกไหนกันเนี่ย”

“อย่าขยับ… ผู้การหว่อง!”

มนุษย์กบจีนตะโกนลั่น

“คุณถูกจับแล้ว ข้อหาทรยศต่อชาติ!”

ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ธงอินทร์จะทันได้ไหวตัว มนุษย์กบจีนที่ชื่อ “ฮันฟง”กระโจนลิ่วออกจากตำแหน่งเข้าหาร่างของพันเอกหว่องที่ยืนเด่นเป็นเป้านิ่ง เหมือนกับต้องการจับกุมโดยไม่ชักช้า

แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผันไปราวกับฟ้าผ่าโดยปราศจากพยับฝน

เพราะในทันทีที่เข้าถึงตัวพันเอกชาติเดียวกัน ฮันฟงก็หันขวับพร้อมกับปากกระบอกปืนที่ตวัดเข้าหาซีลทีมแล้วระเบิดการยิงออกมาอย่างไม่ยั้ง

         ปั่บๆๆๆๆ!

         ปั่บๆๆๆๆ!

กระสุนที่สาดออกมาเป็นวงกว้างพร้อมด้วยเสียงระเบิดทึบจับเปาะเข้าที่ร่างของมนุษย์กบสองคนซึ่งไม่ทันระวังตัวว่าจะถูกทรยศจนล้มกลิ้งขณะที่ฮันฟงร้องตะโกนลั่น

         “หนีเร็ว… ผู้การ!”

การยิงคุ้มกันของมนุษย์กบทรยศเพื่อกดหัวธงอินทร์กับลูกทีม กลายเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการปล้นระเบิดสับฝีเท้าย้อนกลับไปยังเรือประมงที่จอดเทียบชนิดเร็วสุดชีวิต

แต่พันเอกหว่องก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะธงอินทร์เบี่ยงตัวออกจากที่กำบังเพื่อปล่อยกระสุนไล่ตามในพริบตา

         ปั่บๆๆๆๆ!

         ปั่บๆๆๆๆ!

อานุภาพการยิงทำให้พันเอกหว่องหมุนคว้าง ร้องออกมาคำหนึ่งเมื่อโดนกระสุนเข้าเต็มแผ่นหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะล้มคว่ำคากราบเรือในบัดดล

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฮันฟงคำรามเดือดดาลก่อนจะปลดเอ็ม-26 ที่แขวนอยู่กับอกเสื้อออกมากระชากสลักแล้วขว้างใส่ซีลทีมของไทยอย่างรวดเร็ว

         “ระวัง… ระเบิดมือ!”

ธงอินทร์ตะโกนลั่นแล้วกระโจนสวนมัจจุราชดีดเท้าออกไปข้างหน้าสุดแรงเกิด

         ผัวะ!

แรงเตะของยอดสายลับทำให้อาวุธสังหารหมู่กระเด็นกลับเกือบจะพร้อมๆ กับที่ฮันฟงซึ่งเป็นคนขว้างกลิ้งหลบก่อนที่ทูตมรณะจะจุดชนวนเพียงเสี้ยววินาที

         ตูมม!

เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับลูกไฟแดงวาบแผดแผ่ออกมาจากตำแหน่งอันตราย สะเก็ดร้อนฉ่าสาดกระจายรอบทิศ ยังผลให้ธงอินทร์ต้องฟุบหน้าแนบพื้นด้วยสัญชาตญาณ

และในทันทีที่เงยหัวขึ้นมาได้

สิ่งที่ธงอินทร์เห็นก็คือ ฮันฟงกับพันเองหว่องซึ่งสวมเกราะอ่อนกระโดดข้ามกราบเรือสินค้าไปยังเรือประมงซึ่งปลดเชือกแล้ว และกำลังจะแยกตัวออกไปจากเรด โอเชี่ยน!

————————————-

เสียงปืนและเสียงระเบิดกึกก้องที่ดังสะท้านแก้วหู ทำให้คมจักรซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งรู้ได้ในทันทีว่าธงอินทร์กับลูกทีมยิงปะทะกับฝ่ายตรงข้ามแล้วอย่างแน่นอน

แต่นาวาโทมหากาฬก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ต้องทำคือการเก็บกู้ระเบิดกลับคืนมา

“ไปเลยยูเหมย! ลังระเบิดอยู่ทางนั้น!”

คมจักรร้องบอกพยัคฆ์สาวก่อนจะกระโจนออกจากที่กำบังมุ่งเข้าหาตำแหน่งที่ฝ่ายตรงข้ามนอนแน่นิ่งด้วยคมกระสุน ขณะที่ยูเหมยกับซีลอีกคนปราดเข้าหาอาวุธที่ถูกขโมยมา

แต่แล้วในทันทีที่คมจักรไปถึงร่างของพันโทกวง

บาทาข้างขวาของวายร้ายจากแผ่นดินใหญ่ซึ่งรอดตายเพราะเกราะอ่อนที่สวมอยู่ภายในก็เหวี่ยงฉับอย่างว่องไวชนิดมองแทบไม่ทัน

         ผัวะ!

ร่างของคมจักรจึงมีอันกระดอนลอยขึ้นด้วยลูกเตะตัด ก่อนจะหล่นลงมาหลังกระแทกโครมสนั่น

แม้จะเป็นฝ่ายเสียท่าฝ่ายตรงข้าม แต่คมจักรก็ยังไม่เสียหน้า เพราะนายทหารชาวไทยผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่จังก้าขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

“ความจริงฉันจะยัดกระสุนใส่กบาลแกก็ได้”

คมจักรคำรามก่อนจะโยนปืนทิ้ง

“แต่ทำอย่างนั้นมันไม่สะใจเท่ากับการหักคอแกด้วยมือของฉันเอง”

พันโทจากแดนมังกรยิ้มแสยะ

“ถ้าคิดว่าจะทำได้ก็ลองดูสิ!”

ขาดคำ พันโทกวงก็กระโจนเข้าใส่ร่างคมจักรราวกับสายฟ้าแลบ แต่มันก็ยังช้าเกินไปเพราะแข้งขวาทั้งดุ้งจากพยัคฆ์ไทยปลิวแว่บเข้ามาก่อนชนิดมองแทบไม่ทัน

         ฉาด!

ทั้งที่เจอลูกเตะอย่างถนัดถนี่ แต่มังกรจีนกลับอึดเกินคาด เพราะแทนที่จะพลิกคว่ำหน้าคะมำลงไปจูบพื้น มันกลับแยกเขี้ยวหนีบแข้งของคมจักรไว้ด้วยแขนซ้ายเกือบจะพร้อมๆ กับที่มือขวาตะปบลงบนเข่าแล้วตวัดฉับเพื่อพลิกขาข้างที่หนีบไว้ชนิดที่พยัคฆ์ไทยคาดไม่ถึง

เสียงร้องอุทานจึงหลุดจากปากของคมจักรในวินาทีที่รู้สึกตัวว่ากำลังลอยขึ้นด้วยแรงบิดกระชากซึ่งบังเกิดขึ้นอย่างสายฟ้าแลบ ยังผลให้ร่างซึ่งชะงักค้างอยู่ในท่าเตะหมุนคว้างหล่นลงมาคว่ำหน้ากระแทกพื้นแบบเต็ม ๆ จนฝุ่นกระจาย และนั่นจึงทำให้โอกาสกลายเป็นของพันโทกวงในการระดมแข้งซ้ายขวาใส่ยอดพยัคฆ์ชาวไทยอย่างไม่ยั้ง

พลั่ก!

พลั่ก!

แม้จะเสียเปรียบที่รูปร่างบอบบางกว่า แต่คมจักรก็แข็งแกร่งพอที่จะใช้แขนป้องกันลูกเตะที่สาดเข้ามาไว้ได้และในทันทีที่แข้งข้างนั้นกระดอนกลับออกไป นายทหารเรือไทยก็สวนคืนด้วยอาวุธเดียวกัน ผัวะสนั่นเข้าที่พับนอกของฝ่ายตรงข้าม

แรงเตะทำให้คนที่โดนเข้าไปร่างทรุดลงไปเข่าซ้ายกระแทกพื้น เพื่อที่จะเจอกับเข่าข้างเดียวกันของคมจักรที่เสยพลั่กกลางยอดอกในจังหวะอันต่อเนื่อง

แต่ทั้งๆ ที่เข่ากระทุ้งดอกนั้นอัดเข้าเป้าแบบเต็มๆ คนที่โดนกลับทนทายาท มิหนำซ้ำยังไวพอที่จะตวัดแขนช้อนขาคว้าสะเอวเพื่องัดร่างของคมจักรให้ตีลังกาลอยข้ามหัว แถมยังผุดลุกขึ้นอย่างว่องไวในจังหวะอันต่อเนื่อง

ทว่าในพริบตาเดียวกับที่มันหมุนตัวกลับ คมจักรซึ่งตีลังกาลงไปเหยียบพื้นและเป็นฝ่ายหันหลังให้ปรปักษ์ก็กระชากศอกกลับราวกับจะรู้ว่าศัตรูคู่อาฆาตจะต้องถลันเข้าใส่

ผัวะเดียว วายร้ายสัญชาตจีนซึ่งโดนปักด้วยศอกเข้าเต็มโหนกแก้มถึงกับผงะร้องอุทานออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

และยังไม่ทันที่จะตั้งตัวติด

กำปั้นที่อัดแน่นด้วยพลังของคมจักรก็ระดมออกมาทั้งซ้ายขวาจนปรปักษ์หน้าสะบัดไปตามหมัดที่ซัดเข้ามาเต็มๆ ก่อนที่นายทหารหนุ่มจะกระโดดตัวลอยแล้วยันตูมออกไปด้วยสองเท้าสุดแรงเกิด

เสียงดังพลั่กบังเกิดขึ้นในวินาทีที่แรงถีบแบบดับเบิ้ลส่งร่างหนาๆ กระเด็นผางหล่นลงไปหลังกระแทกพื้น

แต่ศัตรูรายนี้ก็ไม่ใช่หมูที่จะให้เคี้ยวง่ายๆ เพราะบาทาของมันเหวี่ยงฉับเพื่อเตะตัดอย่างว่องไว ในจังหวะที่คมจักรกระโจนเข้าใส่หมายจะอัดซ้ำให้มังกรร้ายแน่นิ่งสิ้นชื่อ คมจักรจึงมีอันโค่นครืนลงไปก้นจ้ำเบ้าก่อนที่จะผุดลุกขึ้นมาพร้อมกับฝ่ายตรงข้ามที่ยันกายสู่ตำแหน่งเผชิญหน้าในจังหวะเดียวกัน เวลาเดียวกับที่ยูเหมยและมนุษย์กบซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันร้องบอก

“บู๊ให้สนุกนะผู้พัน ฉันจะขนระเบิดกลับไปไว้ที่เรือยางก่อน”

“ไม่ต้องห่วง ผมจัดการไอ้บ้านี่เอง!”

ขาดคำ นายทหารหนุ่มก็โผนเข้าใส่พร้อมกับสันมือเกร็งแน่นที่ฟันฉัวะลงไปยังซอกคอของปรปักษ์และเป็นจังหวะเดียวกับที่ฝ่ายตรงข้ามยิงกำปั้นขวาสวนออกมาสุดแรงเกิดเช่นกัน

“แฮนด์ ทู แฮนด์ คอมแบท” ที่ต่างคนต่างโดนส่งผลให้คู่ต่อกรทั้งสองสะท้านเยือกไปทั้งร่าง ในจังหวะที่หมุนคว้างออกจากตำแหน่งราวกับรถที่กระดอนออกจากจุดประสานงาด้วยแรงชน

แต่คมจักรตั้งหลักได้ก่อนจึงถลันกลับและชิงจังหวะกระโดดตัวลอยเข้าใส่ พร้อมเหวี่ยงขาทั้งคู่เกี่ยวฉับเข้าที่ก้านคอของวายร้ายยศพันโทเพื่อกระชากให้มันหัวทิ่มลงมาจูบพื้นโครมสนั่น

และก่อนที่มังกรจีนจะตั้งตัวติด

คมจักรก็พลิกตัวขึ้นทับร่างของมันพร้อมกับตะปบมือขวาแล้วบิดฉับในท่าหักข้อมือ จนคนที่โดนสะบั้นกระดูกแหกร้องออกมาสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด

“มึง… มึงหักข้อมือกู!”

“ก็สาสมแล้วไง ชาติหน้าแกจะได้ไม่ต้องใช้มือทำชั่วอีก!”

“ไอ้เวร… กูจะฆ่ามึง!”

วายร้ายปักกิ่งที่เหลือข้อมือข้างเดียวร้องออกมาเหมือนคนที่กำลังคลั่งสุดขีด ก่อนจะสลัดร่างของคมจักรให้กระเด็นออกไปแล้วกระโจนไปคว้าท่อนเหล็กปลายแหลมขึ้นมาเป็นอาวุธ

วินาทีต่อมามันก็โผนเข้าหาคมจักรที่ปักหลักเหมือนเป้านิ่งอยู่เบื้องหน้า

“มึงตาย!”

เสียงตะโกนแผดก้องพร้อมๆ กับการกระโจนเข้าใส่โดยมือซ้ายที่กำอาวุธเงื้อขึ้นสุดแขน

แต่ในทันทีที่เหล็กแหลมแหวกอากาศลงมา

ร่างปราดเปรียวของคมจักรก็พุ่งสวนเข้าหาในตำแหน่งเฉียงข้าง มือซ้ายของพยัคฆ์หนุ่มตวัดฉับเข้ารับข้อมือข้างที่มีอาวุธของฝ่ายตรงข้าม แล้วกระชากกลับเพื่อให้แขนข้างนั้นเหวี่ยงตามไปอยู่ด้านหลังในจังหวะที่คมจักรพลิ้วตัวอ้อมร่างและใช้มือขวาล็อคหมับเข้าที่คออย่างว่องไวจนคนที่โดนเข้าไปดิ้นไม่หลุด

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จังหวะพิฆาตเท่ากับการที่ยอดสายลับทัพเรือบิดแขนซ้ายของศัตรูสุดแรงเกิด จนมีเสียงแตกสะบั้นของกระดูกที่หักพร้อมกับไหล่ที่หลุดจนเจ้าตัวแหกร้องเสียงหลงและไม่อาจบังคับอวัยวะข้างนั้นได้อีก

“ลงนรกไปเถอะแก!”

ขาดคำ มือที่กำอาวุธของนายทหารทรชนก็ถูกผลักออกทางข้างก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับทางด้านหน้าเพื่อให้ปลายแหลมของเหล็กเสียบเข้าใส่เจ้าของในท่าเดียวกับการ “ฮาราคีรี” แทงตัวเองของซามูไรโบราณ

ฉึกเดียวที่เหล็กแหลมเสียบเข้าใส่อย่างถนัดถนี่ พันโทกวงก็สะดุ้งสุดตัวร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อความเจ็บปวดแล่นจี๋ขึ้นสู่สมอง

และเมื่อคมจักรปล่อยมือออก ร่างของศัตรูที่ห้ำหั่นกันมาอย่างเลือดเดือดก็ค่อยๆ ทรุดลงเข่ากระแทกแต่ยังไม่ทันล้ม

มือซ้ายของคมจักรจึงตะปบเข้าที่ปลายคาง มือขวาตะครุบหมับลงกลางกระหม่อมปรปักษ์ก่อนที่สองมือจะกระชากบิดสวนทางสุดแรงเกิดในจังหวะอันต่อเนื่อง

เสียงสยองขนจึงบังเกิดขึ้นในวินาทีมรณะเมื่อคมจักรวิสามัญคนร้ายด้วยท่าสังหารมือเปล่าซึ่งผู้ที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชนและมีจิตใจที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถกระทำได้

ทันทีที่สายลับทัพเรือปล่อยมือออกจากศัตรูต่างชาติ ร่างไร้วิญญาณของพันโทกวงก็ล้มคว่ำลงฟาดพื้นแน่นิ่งอยู่แทบเท้ากลายเป็นศพในบัดดล!

————————————-

อีกด้านหนึ่งของปฏิบัติการล่ามังกร ฮันฟงมนุษย์กบผู้ทรยศสามารถพานายทหารชาติเดียวกันข้ามไปอยู่บนดาดฟ้าของเรือประมงได้แล้ว

“เฮ้ย… รีบออกเรือ!”

พันเอกหว่องตะโกนลั่นเมื่อพบว่าไต๋เรือประมงยังเงอะงะทำอะไรไม่ถูก

“ระวัง! พวกมันตามมาแล้ว!”

ฮันฟงร้องบอกเมื่อเห็นธงอินทร์กับลูกทีมใกล้เข้ามาและนั่นจึงทำให้มนุษย์กบทรยศเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปอย่างไม่ยั้ง

         ปังๆๆๆๆ!

         ปังๆๆๆๆ!

แต่กระสุนที่ปล่อยออกไปอย่างรีบร้อนทำให้ขาดความแม่นยำ ตรงข้ามกับการตอบโต้ของธงอินทร์ซึ่งย่อตัวชันเข่าตั้งฐานยิงอย่างมั่นคงก่อนจะเล็งศูนย์แล้วเหนี่ยวไกชนิดมั่นใจว่าจะไม่พลาด

         ปังๆๆๆๆ!

         ปังๆๆๆๆ!

วิถีกระสุนที่แหวกอากาศเข้าหาเป้าปะทะเข้าใส่ร่างของสองมังกรจีนอย่างแม่นยำ

อานุภาพจากการยิงทำให้ฮันฟงซึ่งโดนเข้าที่หน้าผากหงายผงะลงไปฟาดพื้นตายสนิท โดยไม่ทันได้เห็นพันเอกหว่องหมุนคว้างด้วยแรงปะทะของกระสุนก่อนจะกระเด็นจากกราบเรือ หล่นตูมไปในน้ำ

“นาคิน… นำทีมต่อจากผม”

ธงอินทร์ร้องบอกมนุษย์กบร่างเล็กเร็วปรื๋อ

“คุมเรือลำนี้ไว้… ผมจะตามไปจัดการกับพันเอกหว่อง!”

ขาดคำ ธงอินทร์ก็ถีบเท้ากระโจนลิ่วออกจากกราบของเรือ เพื่อลงสู่ผืนน้ำชนิดไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว

ถึงตอนนั้นฉากการโรมรันของสองนายทหารต่างเชื้อชาติก็ย้ายไปบังเกิดขึ้นในทะเล เมื่อพันเอกหว่องโผนเข้าหาธงอินทร์ก่อนจะเหวี่ยงมือตะปบลงไปบนลำคอของยอดพยัคฆ์ชาวไทย แต่ยังไม่ทันที่จะออกแรงบีบสุดกำลังเพื่อให้ลูกกระเดือกและเส้นเลือดใต้คางแตกคามือ

ฝ่ายที่ถูกโจมตีก็แก้เกมอย่างทันควันด้วยการเกร็งกำปั้นแล้วตวัดขึ้นกระแทกใต้แขนของศัตรูสุดแรงเกิด

         บึ้ก!

แรงปะทะทำให้มือที่บีบคออยู่หลุดผัวะและก่อนที่ปรปักษ์จะตั้งตัวได้ ธงอินทร์ก็สับสันมือแบบคาราเต้โดยมีกกหูของพันเอกหว่องเป็นเป้าเสียงดังผัวะสนั่น

ถ้าเป็นคนอื่นสติคงดับวูบไปในทันทีที่ถูกสับครั้งแรก แต่นายทหารจีนระดับพระกาฬไม่ใช่หมูที่จะถูกเคี้ยวง่ายๆ

เมื่อธงอินทร์สับสันมือลงไปเป็นครั้งที่สอง พันเอกหว่องก็ตะปบมือสองข้างขึ้นรับอย่างรวดเร็ว

ผลก็คือสันมือที่เปรียบได้ดังคมดาบติดแน่นอยู่ระหว่างฝ่ามือของฝ่ายที่ถูกฟัน และเมื่อนายทหารชาวจีนออกแรงกระชากสุดกำลังพร้อมกับทิ้งร่างของตนลงไปใต้น้ำ ธงอินทร์จึงถูกดึงตามให้จมดิ่งลงไปด้วยชนิดคาดไม่ถึง

“เสร็จกูละมึง!”

พันเอกหว่องคำรามในใจ

แต่มังกรจีนลืมคิดไปว่าการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นที่ใดทั้งด้วยมือเปล่าหรือมีอาวุธ คนที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้นแม้พันเอกหว่องจะสามารถลากธงอินทร์ให้จมทะเลดิ่งลึกตามลงไปด้วย

แต่ในทันทีที่ตั้งหลักได้

ยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็เหวี่ยงร่างหมุนตัวเป็นวงเหนือแขนของพันเอกหว่อง ก่อนที่สองขาจะตวัดฉับเข้ารัดก้านคอคนที่อยู่ต่ำกว่าในจังหวะอันต่อเนื่อง ยังผลให้พันเอกหว่องต้องปล่อยฝ่ามือที่ล็อคสันมือคาราเต้ด้วยสัญชาตญาณแล้วตะปบลงบนคีมหนีบที่เพิ่มแรงบีบเข้าใส่กระเดือกมากขึ้นเป็นลำดับ

“ไม่มีใครเคยสอนแกหรือว่า มหาสมุทรคือมารดาของเหล่าซีล… !”

ธงอินทร์อยากจะคำรามออกมาเช่นนั้น ขณะที่ทิ้งน้ำหนักเกร็งท่อนขาเพื่อใช้เป็นอาวุธพิฆาต

“เมื่อไหร่ที่อยู่ในน้ำ… เมื่อนั้นพวกเราจะมีพิษสงมากที่สุด!”

สองมือที่พยายามจะแกะท่อนขาที่หนีบอยู่ใต้คางอ่อนแรงลงไปทุกที พร้อมๆ กับอาการดิ้นทุรนของพันเอกหว่องซึ่งนัยน์ตาเริ่มเหลือกลนฟองอากาศผุดทะลักออกมาจากปากและจมูกอย่างต่อเนื่อง

นั่นเป็นสำนึกสุดท้ายของจอมทรยศก่อนที่อากัปกิริยาทั้งมวลของพันเอกหว่องจะสิ้นสุดลงเมื่อสติหลุดลอยออกจากร่าง

และเมื่อธงอินทร์สลัดตัวออกมาจากท่าพิฆาตเหนือศีรษะของคู่ต่อสู้ ยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็คว้าคอพันเอกหว่องแล้วลากขึ้นสู่ผิวน้ำ

“นาคิน… แจ้งหน่วยเหนือภารกิจเรียบร้อย เราได้ตัวเป้าหมายแล้ว!”

ธงอินทร์ตะโกนบอกลูกทีมก่อนจะว่ายน้ำเข้าหาเรือประมงพร้อมด้วยเชลยคนสำคัญด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับไม่ได้ผ่านการต่อสู้มาสดๆ ร้อนๆ

**************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here