“รัฐบาลของเรายังยืนยันนโยบายเดิมในการให้ความช่วยเหลือหน่วยงานความมั่นคงของไทยทุกประการครับ”

            พันตำรวจเอก ฮาชิม รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลของประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยตอนล่างบอกกับคณะผู้มาเยือน

“แต่ที่สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ของท่านเพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแทรกแซงจากกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกลุ่มไอซิสที่ยังปฏิบัติการในอิรัก ซีเรีย และอัฟกานิสถาน ซึ่งเราได้หลักฐานว่าพวกไอซิสมีการติดต่อกับขบวนการก่อการร้ายที่ข้ามไปมาระหว่างชายแดนของเรา”

“สภาความมั่นคงแห่งชาติและสภากลาโหมของไทยก็ได้เบาะแสในเรื่องที่ท่านรองพูดเหมือนกันครับ”

ธงอินทร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาจากฝั่งไทยกล่าวตอบ

“จากการประชุมครั้งล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตถึงเหตุก่อการร้ายในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีหลักฐานระบุว่ากลุ่มติดอาวุธที่เข้าโจมตีเป้าหมายเชื่อมโยงกับขบวนการไอซิสที่เคลื่อนไหวอยู่ในตะวันออกกลาง”

“ข้อมูลเราตรงกันครับ

พันตำรวจเอกฮาชิมยิ้มให้นายทหารแห่งราชนาวี

“นับวันผู้คนที่บริสุทธิ์กลายเป็นเป้าหมายอ่อนแอที่กลุ่มก่อการร้ายมุ่งเน้นเป็นเหยื่อทำให้ผู้เคราะห์ร้ายทุกเพศทุกวัยต้องหลั่งเลือดล้มตายในสภาพแวดล้อมที่ไม่คาดคิด ทั้งระเบิดพลีชีพและการกราดยิงในที่สาธารณะหรือแหล่งชุมชน”

“ใช่ครับ”

ธงอินทร์พยักหน้าช้าๆ

“กลุ่มก่อการร้ายปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเพื่อสร้างมิติแห่งทุกข์ทรมานและความตายอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งการขับรถไล่ชนคนซึ่งกำลังจะมาแทนคาร์บอมบ์”

“การจะปกป้องผู้บริสุทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการปฏิบัติการเชิงรุกอยู่ตลอดเวลาเพื่อปิดช่องว่างไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวโจมตีได้อย่างอิสระตามที่พวกมันต้องการ”

พันตำรวจเอกฮาชิมกล่าวอย่างเป็นงานเป็นการ

“ที่สำคัญก็คือต้องบีบให้ฝ่ายตรงข้ามลงมาเล่นในเกมของเรา ไม่ใช่ปล่อยให้มันบั่นทอนเราให้อ่อนล้าจนเป็นฝ่ายถูกบดขยี้อย่างต่อเนื่องและเหี้ยมโหด”

“ถ้างั้นหน่วยงานความมั่นคงของสองประเทศคงต้องยกระดับความร่วมมือให้เข้มข้นจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น”

“ด้วยความยินดีครับ ผู้พัน”

นายตำรวจวัยห้าสิบเศษๆ ยิ้มให้ธงอินทร์

“การพบปะกันในวันนี้อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการด้านยุทธการควบคู่ไปกับการเจรจาสันติภาพซึ่งย่างเข้าสู่ปีที่สามแต่ยังไม่ได้ข้อยุติเสียที”

“เท่าที่ผมทราบ ทางคณะเจรจาก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว บางทีอาจเป็นเพราะกลุ่มผู้เห็นต่างกับกองกำลังติดอาวุธไม่ขึ้นตรงต่อกัน ปัญหาก็เลยยืดเยื้อ”

นาวาโทแห่งราชนาวีไทยพูดตามความคิดเห็นของตน

“แต่สำหรับงานด้านยุทธการ หน่วยงานความมั่นคงของไทยทุกหน่วยได้บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว ปฏิบัติการต่างๆ จึงคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“ยังงี้นี่เอง คุณถึงมีนายตำรวจหญิงร่วมทีมมาด้วย”

            “ผู้หมวดญาธิดา เจ้าของฉายากุหลาบเหล็กกำลังเป็นไอดอลของสาวๆ ในเมืองไทยครับ”

คมจักรซึ่งนั่งติดกับร้อยตำรวจโทหญิงญาธิดาพูดยิ้มๆ

“ฉายานี้ได้มาจากการเป็นนักแม่นปืนระดับท็อปเท็น แถมยังขว้างระเบิดไกล ทำกับข้าวเก่ง และเล่นโยคะทุกวันจนหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มสวยเซ็กซี่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มีฟอโลว์เออร์ในอินสตาแกรมเกือบสองแสน”

พันตำรวจเอกฮาชิมหันไปทางญาธิดา

“คุณเป็นอย่างที่ผู้พันคมจักรพูดจริงๆ หรือครับ”

“ไม่จริงค่ะ”

นายตำรวจสาวทำหน้าปั้นยาก

“ผู้พันเธอพูดเองทั้งนั้น ฉันก็แค่เจ้าหน้าที่ธรรมดาที่ได้รับคำสั่งให้มาเข้าร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพเรือเมื่อมีภารกิจสำคัญเท่านั้น

“ผมก็ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น… ฮ่ะฮ่ะ”

รองผู้บัญชาการสันติบาลหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันไปทางธงอินทร์

“สำหรับวันนี้ในเบื้องต้นเราคงคุยกันเท่านี้นะครับ จากนี้ไปผมจะพาพวกคุณไปดูการทำงานของศูนย์ติดตามผู้ต้องสงสัยซึ่งอยู่นอกเมือง”

“ครับผม”

“เชิญตามมาเลยครับ”

พันตำรวจเอกฮาชิมลุกขึ้นยืน

“เวลานี้เจ้าหน้าที่ของผมจัดรถมารอทางด้านหน้าอาคารแล้วครับ”

ไม่กี่อึดใจต่อมา ทีมเจรจาจากประเทศไทยอันประกอบไปด้วยสองนายทหารเรือกับนายตำรวจสาวก็ออกจากอาคารขึ้นไปอยู่บนรถโฟล์วีลที่จอดเรียงกันอยู่สองคัน โดยคมจักรกับพันตำรวจเอกฮาชิมอยู่บนโฟล์วีลคันหน้า ธงอินทร์กับญาธิดาและร้อยตำรวจโทสังกัดหน่วยสันติบาลเจ้าบ้านอีกคนอยู่บนรถคันหลัง

เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่ไกล พันตำรวจเอกฮาชิมก็เอ่ยถามอย่างสงสัย

“ผู้พันเป็นอะไรไปครับ ทำไมหน้าตาไม่ค่อยแฮปปี้ทั้งที่เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่”

“ก็นาวาโทธงอินทร์เพื่อนผมน่ะสิครับ”

“ทำไมเหรอครับ”

พันตำรวจเอกฮาชิมทำหน้าฉงน

“เจ้านั่นไล่ให้ผมมานั่งคันหน้า ทั้งที่ผมเล็งผู้หมวดญาธิดาไว้แล้ว กะจะนั่งประกบไปด้วยกันเสียหน่อย เลยพลาดในการเบียดไหล่สูดดมความหวานชื่นจนได้”

ไม่เป็นไรครับ ผู้พันยังมีโอกาสในการทำให้สิ่งที่ต้องการเป็นความจริง”

คมจักรหูผึ่ง

“หมายความว่าไงครับ”

“ก่อนไปที่ศูนย์ติดตาม เราต้องแวะรับหัวหน้าควบคุมระบบไอทีเสียก่อน ผมจะแจ้งให้เขาไปขึ้นรถคันหลัง แล้วให้ผู้หมวดคนสวยของผู้พันมานั่งกับเราในรถคันนี้”

“วิเศษไปเลย”

นาวาโทจอมเจ้าชู้ยิ้มแป้น

“ท่านรองไอเดียบรรเจิดมาก ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ ญาธิดาต้องนั่งเบียดกับผมโดยไม่มีทางเลี่ยงแน่”

“ไม่มีปัญหาครับ”

พันตำรวจเอกฮาชิมหยิบสมาร์ทโฟนออกมาก่อนจะพูดด้วยเสียงปนหัวเราะเหมือนสัพยอก

“สำหรับคนที่มองโลกรื่นรมย์อย่างผู้พัน ขอให้คิดว่านี่คือความร่วมมือแรกที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างเราก็แล้วกันครับ”

ไม่กี่นาทีหลังจากพาหนะทั้งสองคันแล่นออกจากหน่วยงานสำคัญ ขบวนโฟล์วีลเริ่มชะลอความเร็วและเบนหัวเตรียมจอดรับผู้โดยสารคนใหม่ตามที่รองผู้บัญชาการสันติบาลนัดหมาย

            จังหวะนี้เองหัวหน้าระบบไอทีซึ่งเป็นเจ้าของร่างสันทัดมองเห็นพาหนะฝ่ายเดียวกัน ชายวัยกลางคนจึงสาวเท้าสวนเข้าหาโดยไม่รู้เลยว่ามรณกาลกำลังจะมาถึง

            เพราะจู่ๆ เสียงรถคันหนึ่งก็แผดกระหึ่มลั่นถนนจากทางด้านหลัง ทำให้คนที่ได้ยินหันขวับด้วยสัญชาตญาณ พลางเห็นรถตู้สีดำสนิททะยานพรวดออกมาจากซอยแล้วแล่นจี๋เข้าหาในลักษณะที่บอกให้รู้ว่าต้องการจะพุ่งชนคนที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากฟุตปาธอย่างแน่นอน

“เฮ้ย… !”

เจ้าหน้าที่ชะตาขาดนัยน์ตาเหลือกร้องอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึงเกือบจะพร้อมๆ กับที่เสียงโครมสนั่นบังเกิดขึ้นเมื่อรถตู้ไม่ทราบฝ่ายเสยตูมเข้าใส่เป้าหมายอย่างถนัดถนี่

แรงปะทะส่งร่างที่โดนชนเต็มเหนี่ยวกระเด็นราวกับถูกช้างเตะท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้เห็นเหตุการณ์

แต่นั่นก็ยังไม่สยองเท่ากับการที่ร่างของคนโดนชนลอยละลิ่วปลิวเข้ามากระแทกกับโฟว์วีลนำขบวนอย่างเหมาะเหม็ง แล้วค้างคาอยู่กับกระจกหน้ารถที่แตกยุบเข้ามาในบัดดล

            สัญชาตญาณทำให้พลขับโฟว์วีลกระทืบเบรกโดยอัตโนมัติ ขณะที่ฝ่ายเดียวกันซึ่งตามมาด้านหลังเบรกไม่ทัน ยังผลให้พาหนะในบังคับพุ่งเข้าชนรถคันหน้าเต็มเหนี่ยว

แรงกระแทกทำให้พลขับโฟว์วีลคันหน้าตั้งสติได้ ดังนั้นเมื่อโชเฟอร์สันติบาลมองเห็นชายฉกรรจ์ที่สวมหมวกไหมพรมคลุมหน้ากระโดดลงมาจากรถตู้พร้อมด้วยอาวุธบนมือ สิบตำรวจตรีหนุ่มก็ร้องตะโกนออกมาสุดเสียง

            “อันตราย! พวกมันเป็นคนร้าย!”

ไม่ทันขาดคำกัมปนาทการยิงก็แผดสนั่นหวั่นไหว โชเฟอร์สันติบาลจึงตบเกียร์กระทืบคันเร่งนำรถพุ่งทะยานออกไปราวกับกระทิงพุ่งสวนปืนพราน ทำให้มือสังหารต้องกระโดดหลบก่อนจะหันอาวุธเข้าใส่แล้วเหนี่ยวไกไล่หลังชนิดหูดับตับไหม้

เสียงปืนแผดคำรามราวกับประทัดวันตรุษขณะที่วิถีกระสุนแดงวาบแหวกอากาศตามหลังโฟว์วีลคันแรกก่อนจะพุ่งทะลุกระจกเข้าไปโดนพลขับซึ่งกัดฟันบังคับรถเผ่นหนีแบบไม่คิดชีวิตจนหลุดพ้นจากรัศมีการยิงไปได้ตามต้องการ

ทีมนักฆ่าจึงหันขวับเพื่อกลับมาเล่นงานโฟว์วีลคันที่สองซึ่งยังคงจอดนิ่งอยู่กับที่ เหมือนกับช็อคต่อเหตุร้ายไปชั่วขณะ

“ระวัง! พวกมันกำลังจะยิงเรา!”

พลขับในชุดซาฟารีร้องตะโกนสุดเสียงเมื่อตั้งสติได้ ก่อนที่ประโยคนั้นจะถูกกลบด้วยกัมปนาทการยิงจากอาวุธสงครามที่ระเบิดรัวออกมาชนิดหูดับตับไหม้ พร้อมๆ กับที่ห่ากระสุนแดงโร่แล่นเข้าปะทะพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อจนสะเก็ดไฟแตกกระจาย

หลายนัดที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาจับเปาะเข้าใส่ร่างที่อยู่หลังพวงมาลัย จนคนที่โดนเข้าไปสะดุ้งสุดตัวพลิกหล่นจากเบาะที่นั่งวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างชนิดไม่ทันจะมีโอกาสได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว

วินาทีเดียวกับที่นรกครอบลงมาโดยไม่คาดฝัน ธงอินทร์ซึ่งผงกหัวขึ้นมาได้เป็นคนแรกก็หันไปคว้าเสื้อเกราะที่อยู่ในห้องโดยสาร โยนให้ญาธิดาแล้วร้องตะโกนสุดเสียง

“ลงจากรถเร็วเข้า!”

โดยไม่ต้องให้นาวาโทกระดูกเหล็กร้องบอกซ้ำสอง ญาธิดาเปิดประตูเผ่นพรวดออกจากโฟว์วีลพร้อมด้วยปราการต้านมัจจุราชซึ่งไม่ทันจะมีโอกาสได้ใส่ เพราะต้องใช้มันเป็นโล่ห์ป้องกันกระสุนสังหารที่สาดระดมเข้ามาจากด้านหน้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูร้าว

แต่ทุกนัดที่แล่นเข้ามาก็ไม่ระคายผิวนายตำรวจหญิง ทั้งนี้ก็ด้วยด้วยประสิทธิภาพของใยเคปล่าร์ที่ถักทอมาเป็นเสื้อและถูกยกขึ้นกำบังการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้ทันเวลา

“ตามไป! ฆ่ามันให้ได้!

ทีมสังหารร้องบอกกัน ก่อนจะปราดเข้าหาเพื่อที่จะเจอกับการยิงของธงอินทร์ซึ่งกระชากปืนพกออกมาจากร่างไร้วิญญาณของตำรวจสันติบาลแล้วลั่นไกสวนกลับเพื่อช่วยญาธิดาให้พ้นจากอันตราย

ปัง! ปัง! ปัง!

            ปัง! ปัง! ปัง!

            ทูตมรณะจากการยิงของยอดพยัคฆ์ชาวไทยระเบิดเสียงแหลมก้องราวกับประทัดแตก และทุกนัดที่แล่นออกไปก็จับเปาะเข้ากลางยอดอกของฝ่ายตรงข้ามที่ชาร์ตเข้าหาทางด้านหน้า จนผงะหงายล้มร่วงเป็นใบไม้หลุดจากต้น

แต่แล้วในจังหวะนั้น รถตู้อีกคันก็โผล่พรวดออกมาจากซอยแยกทางด้านหลังของจุดปะทะ ก่อนที่ชายฉกรรจ์บนรถอีกกลุ่มหนึ่งจะกรูกันลงมาพร้อมด้วยอาวุธครบมือและกระหน่ำปืนเข้าใส่สองชีวิตที่เป็นเป้าหมายราวกับห่าฝน

มฤตยูแดงโร่ที่แหวกอากาศมาเป็นสายทำให้นายตำรวจสาวถีบเท้ากระโจนกลิ้งหลุนๆ เข้าหาที่กำบังด้วยสัญชาตญาณ เช่นเดียวกับธงอินทร์ซึ่งฟุบร่างหมอบราบลงกับพื้นข้างรถเพื่อให้พ้นจากวิถีกระสุนจนหมดโอกาสที่จะยิงตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่สืบเท้าดาหน้าปิดระยะเข้าหาชนิดมั่นใจว่าจุดจบของเหยื่อที่ถูกสั่งตายอยู่ห่างออกไปแค่เอื้อม

แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผันไปราวกับมัจจุราชไม่ต้องการชีวิตผู้มาเยือน

            เพราะในวินาทีนั้น เสียงดังกระหึ่มของโฟว์วีลคันหน้าที่แหกด่านฝ่ากระสุนไปได้ในตอนแรกก็แผดคำรามให้ได้ยินพร้อมกับพาหนะที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน โลดทะยานกลับเข้ามาสู่สมรภูมิราวกับกระทิงเดือด

ผู้ที่ทำหน้าที่โชเฟอร์คือคมจักรซึ่งเข้าประจำตำแหน่งแทนพลขับที่หมดลมและถูกส่งลงไปเป็นศพข้างถนนสดๆ ร้อนๆ

“ไม่ต้องกลัวญาธิดา พี่มาช่วยแล้ว!

คมจักรตะโกนลั่นในทันทีที่กระทืบเบรกพร้อมกับหักพวงมาลัย ยังผลให้โฟว์วีลหมุนคว้างแล้วหันข้างก่อนจะหยุดสนิทในตำแหน่งที่จะใช้เป็นฐานยิงต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม

สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมเสียงเอี๊ยดสนั่นหูทำให้ทีมนักฆ่าชะงักการบุกแล้วหันกลับเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น

สัญชาตญาณทำให้เหล่าทรชนตวัดปืนหมายจะสาดกระสุนเข้าใส่โฟว์วีลที่ย้อนกลับมาท้ารบให้ย่อยยับ

แต่อากัปกิริยาของพวกมันช้าเกินไป เพราะคมจักรกับพันตำรวจเอกฮาชิมซึ่งอยู่ในห้องโดยสารด้านหลังเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกมาได้ก่อนชนิดยิงตัดหน้าเพียงเสี้ยววินาที

ปังๆ ๆ ๆ ๆ

เปรี้ยงๆ ๆ ๆ ๆ

            อูซี่และเอ็มพี-5 ของคมจักรกับรองผู้บัญชาการสันติบาลแผดระรัวราวกับประทัดตับ พร้อมกับลูกตะกั่วร้อนจี๋แหวกอากาศเข้าหาเป้าที่จังก้าอยู่กลางที่โล่ง

อานุภาพของมันทำให้คนที่โดนเข้าไปกระเด็นกันไปคนละทิศละทาง มิหนำซ้ำคมจักรยังเบนปากกระบอกเข้าหาถังน้ำมันของรถตู้คันแรกแล้วส่งกระสุนทะลวงเข้าใส่อย่างไม่ยั้งจนกลายเป็นการจุดชนวนทำลายล้างโดยไม่ต้องใช้ซีโฟร์แต่อย่างใด

ตูม! บึ้ม!

            เสียงกัมปนาทปานฟ้าถล่มบังเกิดขึ้นพร้อมกับลูกไฟสว่างวาบแผดแผ่ออกมาจากรถตู้ที่กระดอนลอยขึ้นด้วยแรงระเบิด ก่อนจะหล่นลงมาพลิกท้องล้อชี้ฟ้ากลางเปลวเพลิงในบัดดล

ส่วนรถตู้คันที่สองเมื่อเห็นเหตุการณ์พลิกผันไปราวกับหน้ามือเป็นหลังเท้า คนขับจึงตบเกียร์หมายจะแล่นหนีโดยไม่สนใจกับศพพรรคพวกที่นอนตายเกลื่อนถนน

แต่ความพยายามของมันก็ไร้ผล เพราะธงอินทร์ผุดลุกขึ้นจากพื้นแล้วประกบสองมือขึ้นเล็งเป้าก่อนจะเหนี่ยวไกใส่ตำแหน่งคนขับชนิดไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว

ปัง! ปัง! ปัง!

            ประกายไฟแลบวาบจากปากกระบอกปืน ในพริบตาเดียวกับที่กระสุนพิฆาตเหวกอากาศเข้าหาตำแหน่งสังหารยังผลให้โชเฟอร์ทรชนสะดุ้งเฮือกหน้าสะบัดเมื่อโดนเจาะโหนกแก้มและหว่างคิ้วกลายเป็นผีไปชนิดไม่ทันจะได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว

ส่วนรถที่คนขับตายสนิทก็กลายเป็นพาหนะที่ปราศจากโชเฟอร์และถอยหลังไปชนเสาไฟฟ้าโครมสนั่นแล้วแน่นิ่งสิ้นฤทธิ์ไปในทันที

บัดนั้นเองที่การยิงประจัญบานสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด พร้อมกับความตายวายวอดของทีมนักฆ่าซึ่งชัดเจนว่าถูกส่งมาเพื่อเอาชีวิตเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของสองประเทศด้วยคำสั่งของผู้บงการ

“ญาธิดา… คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

คมจักรร้องถามเมื่อเปิดประตูกระโดดลงจากรถแล้วสาวเท้าเข้าหาอย่างรีบร้อน

“ขวัญเอ๊ย… ขวัญมา… ไม่ต้องตกใจนะครับ พวกมันตายเกลี้ยงกลายเป็นผีไปหมดแล้ว”

แทนที่จะสนใจกับคมจักร นายตำรวจหญิงกลับเดินลิ่วเข้าไปหาธงอินทร์พร้อมกับร้องถามด้วยน้ำเสียงที่บอกให้รู้ว่าเต็มไปด้วยความห่วงใย

“ผู้พัน… ปลอดภัยนะคะ บาดเจ็บที่ไหนหรือเปล่า”

“ผมไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างโอเค”

ธงอินทร์เป่าลมออกจากปาก

“ขอบคุณที่เป็นห่วง ไม่นึกเลยว่าจะมีคนดักโจมตีเรากลางทางแบบนี้”

“ผู้หมวดญาธิดา…”

คมจักรซึ่งเดินตามมาเอื้อมมือสะกิดแขนพยัคฆ์สาวพร้อมกับกระแอมเบาๆ

“พี่… เอ๊ย… ผมกับท่านรองฮาชิมเลี้ยวรถยิงถล่มคนร้ายตายไม่เหลือ ใจคอจะไม่ให้รางวัลบ้างหรือครับ”

“จริงสิคะ ฉันลืมไป”

ญาธิดายิ้มแก้เขินขณะที่หันมามองทางคมจักร

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมาก… ถ้าไม่ได้ผู้พันฉันคงแย่แน่”

“ธรรมดาคนเราเวลาดีใจหรือแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งเขาใช้วิธีกอดกันไม่ใช่หรือครับ”

คมจักรออดอ้อน

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”

ว่าแล้วญาธิดาก็หันไปกอดธงอินทร์

“ขอบคุณนะคะ สำหรับเสื้อเกราะกันกระสุนที่ผู้พันโยนมาให้”

“อ้าว… แล้วกัน”

คมจักรอุทาน

“ไหงงั้นล่ะครับ ผมหมายถึงกอดขอบคุณทุกคนที่ย้อนมาช่วยไม่ใช่กอดคนที่ให้เสื้อเกราะคนเดียวเท่านั้น”

“ได้เลยเพื่อน”

ธงอินทร์ยิ้มให้คู่หูแล้วดึงร่างคมจักรเข้ามาหา

“ขอบใจมาก… ฉันรอดตายเพราะนายแท้ๆ ถ้านายไม่เลี้ยวรถกลับมาไอ้พวกนั้นคงยิงฉันพรุนไปแล้ว”

“เฮ้ย… ปล่อยโว้ย หายใจไม่ออก”

คมจักรร้องลั่นพลางดิ้นขลุกขลักในวงแขนเพื่อน

“เสือกรัดเสียแน่นยังกะงูเหลือมรัดหมา เอ๊ย… รัดเสือ ผู้ชายด้วยกันไม่ต้องกอดแน่นขนาดนี้หรอก”

“โชคดีจริงๆ ที่พวกคุณทั้งสามคนไม่มีใครได้รับอันตราย”

พันตำรวจเอกฮาชิมซึ่งตามมาสมทบถอนหายใจโล่งอก

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ นี่ถ้าพวกคุณเป็นอะไรไปคงจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของสองประเทศแน่ๆ”

“เราสามคนเสียใจด้วยที่ท่านรองต้องสูญเสียลูกน้องจากการโจมตีครั้งนี้”

ธงอินทร์พูดจากความรู้สึกส่วนลึก

“ตอนที่รถชนคนผมคิดว่าเป็นอุบัติเหตุธรรมดาไม่นึกเลยว่าจะเป็นการมุ่งร้ายหมายชีวิตพวกเราทั้งหมด”

“ถ้าจะให้วิเคราะห์ผมอยากจะฟันธงว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในหน่วยงานสันติบาล”

“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ การที่คนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวทุกก้าวแม้กระทั่งจุดนัดพบที่เรานัดหมายกับหัวหน้าฝ่ายไอทีแสดงว่าต้องมีคนเป็นสายอยู่ในองค์กรอย่างแน่นอน”

เสียงไซเรนที่ดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินทำให้คมจักรหันไปมองพร้อมกับเปรยขึ้นเบาๆ

“อย่างงี้ทุกทีเลย”

“อะไรหรือครับ”

พันตำรวจเอกฮาชิมถาม

“ก็ตำรวจน่ะสิครับ เหมือนกันแทบจะทุกชาติเลยคือยิงกันเสร็จเรียบร้อยตำรวจถึงจะขับรถเปิดหวอแล่นเข้ามาเก็บหลักฐานและชันสูตรพลิกศพคนร้าย”

คมจักรแบะปากก่อนจะพูดต่อหน้าตาเฉย

“แถมตำรวจที่ชอบเปิดหวอมักจะเป็นตำรวจชายซึ่งไม่มีอะไรน่าดูถ้าเทียบกับการเปิดหวอของตำรวจหญิง”

พันตำรวจเอกฮาชิมเผลอยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกหลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาสดๆ ร้อนๆ

“ผู้พันมีอารมณ์ขันดีจัง อย่างนี้นี่เองถึงดูหน้าตาสดใสอยู่เสมอ”

“แต่ธงอินทร์เพื่อนผมไม่คิดแบบนั้นครับ เขาชอบว่าผมทะลึ่งลามก ทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเองก็เป็นแบบนั้น”

พูดจบคมจักรก็สะดุ้งโหยงเมื่อคนที่โดนพาดพิงเหวี่ยงกำปั้นทุบหลังอย่างแรง

“พอได้แล้ว พูดอะไรเลอะเทอะไม่เข้าท่า”

“ผู้พันคะ… มีข้อความมาจากเมืองไทย”

ญาธิดาแทรกเข้ามาในจังหวะนั้น ก่อนจะยื่นสมาร์ทโฟนให้ธงอินทร์

“มีคำสั่งด่วนให้เราเดินทางกลับให้เร็วที่สุด”

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

พันตำรวจเอกฮาชิมขมวดคิ้ว

“โจรใต้บุกยิงพระที่วัดในปัตตานี 2 ศพ บาดเจ็บอีก 2 รูป ครับ”

ธงอินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดทันทีที่อ่านข้อความจบ

“เรื่องนี้ร้ายแรงมาก เพราะอาจเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนาได้ ถ้ากองทัพหลงกลกลุ่มก่อการร้ายที่พยายามจะดึงให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซง”

“ถ้างั้นผู้พันกับคณะรีบไปเถอะครับ ผมจะสั่งให้ตำรวจพาไปส่งที่สนามบินเดี๋ยวนี้เลย”

“ขอบคุณครับ”

ธงอินทร์ยื่นมือให้จับก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น

“คงได้พบกันอีกนะครับ”

“แน่นอนครับ ผมสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้แผ่นดินด้ามขวานของผู้พันสงบร่มเย็นให้ได้”

รองผู้บัญชาการสันติบาลบีบมือตอบ

“เดินทางปลอดภัยนะครับ ขอให้พระอัลเลาะห์คุ้มครองผู้พันและเจ้าหน้าที่ทุกคน”

“เช่นกันครับ”

คมจักรพูดพลางยื่นมือให้จับบ้าง

“ขอให้พระอัลเลาะห์คุ้มครองทุกคนในหน่วยงานของท่านรอง”

“โชคดีครับ ผู้พัน”

จากนั้นพันตำรวจเอกฮาชิมก็หันไปจับมือกับร้อยตำรวจโทหญิง ญาธิดา เป็นคนสุดท้าย

“เดินทางปลอดภัยนะครับ ผู้หมวด”

“ขอบคุณค่ะ”

พยัคฆ์สาวชาวไทยยิ้มให้ผู้มีอาวุโสกว่า ก่อนจะปล่อยมือแล้วเดินตามคมจักรกับธงอินทร์ออกไปจากบริเวณนั้นด้วยท่าทีอันเป็นปกติราวกับว่าหล่อนมิได้อยู่ในการสัประยุทธ์ที่เพิ่งจบลงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า


พันทิวา
นักเขียนลูกนาวีวัยใกล้เกษียณอยู่ในบรรณาพิภพมากว่า 40 ปี เริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนุ่งขาสั้น มีผลงานรวมเล่มเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2526 และเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here