◊ ล่ามาสเตอร์มายด์ (2) ◊
………..

คำถามที่ได้ยินจากยูเหมยทำให้คมจักรรีบชิงเอ่ยขึ้นก่อนหน้าธงอินทร์จะให้คำตอบ เพราะตัวเองเคยดูหนังเรื่อง “12 STRONG” ที่สร้างจากเรื่องจริงหลังเหตุการณ์ 9/11 ผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งสัปดาห์

“เรื่องนี้ผมต้องถามกลับครับว่าคุณทราบหรือเปล่าว่าทำไมหน้าตึกแฝดเวิลด์เทรดคู่ใหม่ที่สร้างทดแทนตึกเก่าที่ถูกเครื่องบินพุ่งชนจึงมีอนุสาวรย์ทหารสมัยใหม่ขี่ม้าสร้างอยู่ทางด้านหน้า”

“ผู้พันกำลังจะตอบคำถามของฉันด้วยคำถามของผู้พันอย่างนั้นใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

คมจักรยิ้มให้อีกฝ่าย

“และผมก็เชื่อว่าคุณต้องรู้ว่าอนุสาวรีย์ทหารม้าหน้าตึกแฝดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในความกล้าหาญของนักรบพิเศษหน่วยกรีนเบเร่ต์ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทหารอเมริกันชุดแรกที่ปฏิบัติภารกิจตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายด้วยการเสี่ยงตายเข้าไปยังเขตยึดครองของตอลิบานที่เป็นพวกเดียวกับอัลกออิดะฮ์ของบินลาเดนซึ่งอยู่เบื้องหลังการจี้เครื่องบิน โดยภารกิจของพวกเขาคือการร่วมรบกับกองกำลังของท้องถิ่นของนายพลดอสทูมซึ่งเป็นศัตรูกับตอลิบาน”

“ผู้พันพูดถูกค่ะ”

ยูเหมยพยักหน้า

“กรีนเบเร่ต์ชุดนั้นต้องขี่ม้าบุกฝ่าภูมิประเทศเข้าสู่ที่หมายและทำการสู้รบกับตอลิบานที่มีทั้งรถถัง จรวด และปืนใหญ่ เคียงบ่าเคียงไหล่กับพันธมิตรฝ่ายเหนือ เมื่อภารกิจสิ้นสุดลงในเวลาสามสัปดาห์ตามที่กำหนดไว้ พวกเขาก็ถอนตัวกลับโดยไม่สูญเสียแม้แต่คนเดียว ทิ้งความพินาศย่อยยับให้กับศัตรูซึ่งถูกทิ้งระเบิดโดยป้อมบิน B-52 ที่ได้รับการชี้เป้าจากกรีนเบเร่ต์ชุดนี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่มีการสร้างอนุสาวรีย์ทหารม้าไว้ที่หน้าตึกแฝดหลังใหม่”

“กลับมาที่เรื่องในภาคใต้ของไทย หลังเหตุการณ์ 9/11 มีข่าวว่าแกนนำผู้ก่อเหตุร้ายไทยบางคนเคยมีประสบการณ์ในการรบในอัฟกานิสถานมาก่อน”

ธงอินทร์กล่าว

“ตอนนั้นมีเบาะแสจากแหล่งข่าวว่าแกนนำบางคนเคยอยู่กับกลุ่มหัวรุนแรงในปากีสถาน ซึ่งไม่พอใจการที่รัฐบาลไทยสนับสนุนอเมริกาในสงครามอิรัก ถึงแม้จะเป็นเพียงการส่งทหารช่างและหน่วยพยาบาลไปเพื่อมนุษยธรรมก็ตาม”

“แต่จนแล้วจนรอด คุณก็ยังไม่ได้ตัวแกนนำเหล่านั้น”

“ใช่ครับ”

ธงอินทร์ยอมรับ

“เมื่อเราคว้าน้ำเหลว เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเหมือนข่าวลือจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนและกรณีกรือเซะ ซึ่งมีการปะทะในมัสยิดเป็นเสมือนกับสัญญาณเตือนให้หน่วยความมั่นคงของไทยเตรียมรับมือกับกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนรุ่นใหม่ ที่พยายามเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมเคลื่อนไหว และมีศักยภาพมากกว่ากลุ่มเดิมๆ อย่างเห็นได้ชัด”

“หน่วยข่าวของจีนก็ติดตามสถานการณ์หลังจากนั้นอย่างใกล้ชิดเช่นกันค่ะ”

ยูเหมยบอกกับธงอินทร์

“เรารู้ว่ากลุ่มที่ผู้พันพูดถึงมีพฤติกรรมโหดเหี้ยม พวกนี้ตั้งใจทำร้ายคนไทยพุทธโดยไม่ปรานีจนบาดเจ็บล้มตายมากมายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง พระสงฆ์องค์เจ้า ไม่เลือกคนมีคนจน ไม่ว่าอาชีพอะไรจะตกเป็นเป้าการฆ่ารายวัน เพื่อสร้างความหวาดกลัว กดดันให้คนไทยและทิ้งถิ่นฐานออกไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้หมด”

“อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลยครับ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่รอด ขนาดตั้งจุดตรวจอยู่ในหมู่บ้าน มีบังเกอร์ป้องกัน กลุ่มโจรใต้ยังบุกเข้าโจมตีจนบาดเจ็บล้มตาย หรือแม้แต่สถานีตำรวจกำลังเคารพธงชาติตอนเช้า พวกมันยังโฉบผ่านเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วแล้วเผ่นหนีแบบเย้ยหยันมาแล้ว”

คมจักรเล่าเพิ่มเติม

“เราสองคนเคยได้รับคำสั่งให้ลงไปปฏิบัติการหลายครั้ง แม้จะสังหารศัตรูได้หลายศพ แต่ก็เหมือนว่าพวกมันมีคนใหม่ทดแทนตลอดเวลา ทุกวันนี้คนไทยพุทธในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยมีอยู่ประมาณสี่แสนคน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงเจ็ดหมื่นคนเท่านั้น มีวัดร้างมากมาย เพราะพระสงฆ์ถูกคุกคามจนอยู่ไม่ได้”

“นักธุรกิจเชื้อสายจีนเองก็ถูกคุกคามจนต้องอพยพไปทำมาหากินในหาดใหญ่ หรือหากต้องอยู่ต่อไปก็จะส่งลูกหลานไปเรียนที่สงขลาแทน แต่ก็ยังโดนกลุ่มก่อการร้ายตามไปรังควาน ดักยิงรถตู้ฆ่าผู้โดยสารไม่เลือก”

“ไม่ใช่แค่พ่อค้าหรือนักธุรกิจเท่านั้น ชาวไร่ชาวสวนไทยพุทธคือเป้าใหญ่ ถูกคุกคามชีวิตเพื่อให้ละทิ้งถิ่นฐานเรือกสวนไร่นาหรือถูกบังคับให้ขายในราคาถูกๆ โดยมีคนไทยมุสลิมมากว้านซื้อไว้”

“นั่นคือปัญหาใหญ่ที่พวกคุณต้องรีบแก้”

“เรารู้ครับ และกำลังพยายามทำกันเต็มที่”

ธงอินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐที่มีชื่อเสียงหลายคนต้องพลีชีพไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ผู้กองแคน-พ.ต.อ.ธรณิศ ศรีสุข ตามด้วยหมวดตี้-พ.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ พลร่ม ตชด. รุ่นน้อง ตามด้วยพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ที่โดนซุ่มยิงในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ รวมทั้งอีโอดีนักกู้ระเบิดอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องเสียชีวิตและพิการ บางคนเป็นทหารเรือรุ่นน้องผม แต่งงานได้เดือนเดียว ลงใต้ถูกระเบิดเสียชีวิต”

“กลยุทธ์ของกลุ่มก่อการร้ายรุ่นใหม่พยายามใช้ความแตกต่างทางศาสนา ชาติพันธุ์ เป็นข้ออ้างในการคุกคามชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยมีคนไทยพุทธเป็นเป้าหมายหลัก และคนไทยมุสลิมที่ร่วมมือกับทางราชการเป็นเป้าหมายรอง

“บรรยากาศความเป็นมิตรเหมือนญาติสนิทมิตรสหายเช่นครั้งก่อน ที่คนไทยมุสลิมและพุทธคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นศตวรรษหายไปหมดแล้ว เพราะพี่น้องมุสลิมก็ไม่กล้ามาสุงสิงกับเพื่อนคนไทยพุทธ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจากกลุ่มก่อการร้ายทั้งที่ลึกในใจไทยพุทธกับไทยมุสลิมยังมีความผูกพันกันเหมือนเดิม”

“เรื่องนี้พวกเราเข้าใจครับ”

คมจักรกล่าว

“เรารู้ว่าบรรดาผู้นำชุมชนและผู้นำทางศาสนาจำเป็นต้องห่างเหินจากเพื่อนคนไทยออกไปบ้างก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะเขาเกรงว่ากลุ่มก่อการร้ายจะมาทำร้ายตนและครอบครัว นอกจากนี้กลุ่มก่อการร้ายยังพยายามขัดขวางการศึกษาทำลายกระบวนการให้ความรู้แก่เยาวชน เหมือนที่ตอลีบานห้ามเด็กและผู้หญิงในอัฟกานิสถานเรียนหนังสือ ครูไทยพุทธจึงถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอย่างครูจูหลิงถูกทุบตายในหมู่บ้านต่อหน้าเด็ก แต่ครูมุสลิมรอด”

ข้อเสียเปรียบของเราก็คือมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถแสวงหาผลประโยชน์จนขยายแนวร่วมได้อย่างกว้างขวาง มีอยู่ 2-3 เหตุการณ์เรียงตามลำดับ คือ กรณีกรือเซะ แต่ไม่ใช่ที่มัสยิด เพราะนั่นเป็นการก่อการร้ายชัดเจน และกลุ่มก่อการร้ายปักหลักสู้กับเจ้าหน้าที่ที่ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก จนต้องยุติการก่อเหตุร้ายด้วยการใช้อาวุธเข้าวิสามัญ ก่อนที่จะบานปลายมากไปกว่านี้ ส่วนเหตุการณ์ที่ผู้ก่อเหตุร้ายขยายผลได้มากที่สุดคือกรณีตากใบ”

“ฉันจำได้”

ยูเหมยพยักหน้า

“เรื่องมาจากคนกลุ่มหนึ่งไปชุมนุมประท้วงหน้าสถานีตำรวจตากใบ จนเกิดการจลาจลและผู้ชุมนุม 6-7 คนเสียชีวิตจากการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับคำสั่งให้สลายการชุมนุม หลังจากนั้นระหว่างการขนย้ายผู้ถูกจับกุมนับร้อยคนไปไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหารที่อยู่ห่างออกไป โดยใช้รถยีเอ็มซีของทหาร เกิดเหตุไม่คาดฝันผู้ถูกควบคุมเสียชีวิตระหว่างทางเกือบ 80 คน”

“มันเป็นอุบัติเหตุครับ”

“ใช่… ฉันไม่เถียงว่ามันไม่ได้เป็นความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ที่จะทำให้เกิดการตายจำนวนมาก แต่เป็นเพราะเตรียมการไม่พร้อม จึงเกิดเหตุวิปโยคซึ่งทางการปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะช่วงเวลานั้นผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว เมื่อเกิดอะไรขึ้น ทางการต้องรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดการตายขึ้นเท่านั้น”

“การตายหมู่ในวันนั้นถือเป็นจุดอ่อนที่สุดที่ถูกนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ อย่างได้ผลที่สุด โดยเฉพาะการทำซีดีแจกทั้งในไทยและมาเลเซีย โจมตีรัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ในภาคใต้ ทำให้มีเยาวชนมุสลิมจำนวนไม่น้อยเข้ามาร่วมขบวนการเพราะความโกรธแค้น”

คมจักรเว้นระยะไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ในการหาแนวร่วมเข้าเป็นพวกเดียวกับกลุ่มโจรใต้ คือ กรณีเหยื่อถูก ‘อุ้มหาย’ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจเป็นการทำตามนโยบายของผู้มีอำนาจในยุคนั้นที่ได้รับข้อมูลว่า มีผู้ก่อการร้ายเหลืออยู่ไม่กี่สิบคน ถ้าจัดการเก็บเงียบอาทิตย์ละเท่านี้คน เพียงสามเดือนผู้ก่อการร้ายก็หมด

“เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ที่ถนัดในการใช้ความรุนแรงหรือต้องการให้นายเห็นผลโดยเร็วก็ใช้วิธี ‘อุ้มหาย’ เนื่องจากพออุ้มไปแล้วก็ใช้วิธีการพิเศษในการสอบสวนเหยื่อ ซึ่งในที่สุดก็ปล่อยไปไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยออกไปเหยื่อต้องเอาไปเปิดโปง เหยื่อจึงสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ปฏิบัติการลักษณะนี้ทำให้ครอบครัวและญาติของเหยื่อโกรธแค้นมาก และยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้ได้ดิบได้ดีไปตามๆ กันในเวลาต่อมา ตัวอย่างของเหตุการณ์ทำนองนี้ที่รู้กันทั่วไปคือคดีของทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นทนายความมุสลิมคอยว่าความให้ผู้ถูกกล่าวหาชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหลุดพ้นคดีมาแล้วหลายราย

“แต่ผลงานของทนายสมชายคงไม่เป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่เจ้าของคดี ในที่สุดทนายสมชายก็หายตัวไปซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบร่องรอย นโยบายใช้ ‘กำปั้นเหล็กและถุงมือกำมะหยี่’ ที่นายตำรวจระดับสูงบางนายอ้างว่าได้รับการสั่งสอนอบรมมาจากต่างประเทศ จึงใช้ไม่ได้ผล”

“ทางการจีนรู้ดีค่ะเรื่องที่ผู้พันเล่ามา”

ยูเหมยบอกกับคู่พยัคฆ์ชาวไทย

“ทุกวันนี้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องความขัดแย้งทางศาสนา พูดง่ายๆ ก็คือ ระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม แต่รัฐบาลปักกิ่งยังคงยืนยันและสนับสนุนท่าทีของรัฐบาลไทยทุกชุดตลอดมาว่านี่ไม่ใช่สงครามศาสนาอย่างที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามจะให้เป็น เพื่อหวังความช่วยเหลือด้านการเมือง เศรษฐกิจ จากกลุ่มประเทศมุสลิมและองค์การมุสลิมโลกหรือโอไอซี

“เป็นโชคดีของเราครับที่องค์การมุสลิมโลกยืนยันว่า การก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นสงครามศาสนาอย่างที่อ้าง โอไอซีจะไม่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายพวกนี้ เพราะประเทศสมาชิกโอไอซีหลายประเทศต่างก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน บังคลาเทศ อียิปต์ อัฟกานิสถาน โดยเฉพาะที่กรุงคาบูลของอัฟกานิสถานโดนระเบิดพลีชีพแทบทุกสัปดาห์”

การสนทนาชะงักลงเมื่อมีเสียงกริ่งสัญญาณเตือนดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงประกาศจากลำโพงที่ติดไว้ข้างผนัง

“สามนาที ถึงจุดปล่อยตัว !”

—————————————

หุบเขาอัลไต ชายแดนนิรนาม

ท่ามกลางความเงียบสงัดของพงไพร หญิงสาวในชุดเหมือนชาวบ้านท้องถิ่นซ่อนร่างอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบใกล้กับจุดนัดพบ รอคอยความถึงของฝ่ายเดียวกันซึ่งกำลังจะเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ

สายตาของหล่อนมองกวาดไปโดยรอบเพื่อสังเกตความเป็นไปโดยไม่ประมาท สลับกับการพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเป็นระยะ

“เลยเวลานัดไปห้านาทีแล้ว ทำไมพวกนั้นยังไม่มาอีก”

สายลับที่แฝงตัวแทรกซึมพื้นที่เป้าหมายเปรยกับตนเองในใจ

“เสียงเครื่องบินก็ไม่ได้ยิน หรือว่ามีการเปลี่ยนแผนใช้การล่องเรือแทนการโดดร่มลงพื้น”

แต่ก่อนที่ความคิดคำนึงของหล่อนจะกระเจิงไปมากกว่านี้ เสียงนกกระพือปีกในจังหวะที่โผออกจากยอดไม้ก็ดังให้ได้ยิน

อาวุธบนมือของคนนำทางเพศแม่จึงถูกตวัดขึ้นด้วยสัญชาตญาณก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อร่างของยูเหมยปรากฏออกมาให้เห็น

“คุณมาช้า”

“ขอโทษที”

พยัคฆ์สาวชาวจีนมีสีหน้าราบเรียบ

“บังเอิญว่าร่มที่ผูกกับอุปกรณ์พิเศษมันติดอยู่บนยอดไม้ ก็เลยต้องเสียเวลานิดหน่อยในการสอยมันลงมา”

พูดจบ ยูเหมยก็หันไปทางบุรุษชาวไทย

“มูหลิน… ฉันขอแนะนำให้รู้จักนาวาโทคมจักรกับนาวาโทธงอินทร์จากกองทัพเรือไทย”

“สวัสดีผู้พัน”

หล่อนหยักหน้า

“ยินดีที่ได้พบพวกคุณ หวังว่าคงจะเดินตามคนนำทางอย่างฉันได้ทันนะคะ”

“คุณชื่อมูหลินหรือครับ”

“ใช่”

คนนำทางหันไปมองหน้าคมจักร

“มีอะไรไม่ทราบ”

“ไม่มีหรอกครับ แค่อยากรู้ว่าคุณเป็นอะไรกับมูหลานไม่ทราบ”

“ไร้สาระน่า”

ธงอินทร์ดุ

“นี่ไม่ใช่ที่จะมาสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“ถูกต้อง เพราะฉันมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าคำถามของผู้พันคมจักร”

“อะไรหรือ”

ยูเหมยขมวดคิ้วก่อนจะได้ยินคำตอบ

“อาหมัด เมมูดห์ วายร้ายที่บงการให้ลอบสังหารประธานที่ปรึกษาของท่านจิ้นผิงซึ่งทางการจีนต้องการตัวอยู่ในพื้นที่เป้าหมายด้วย”

“แน่ใจหรือ”

“ร้อยเปอร์เซ็นต์”

มูหลินพยักหน้า

“เมมูดห์เดินทางมาพบกับฮาซัน ตอยิบ ตั้งแต่เย็นวันก่อน เวลานี้ทั้งสองยงอยู่ในค่ายฝึกกองกำลัง”

“เยี่ยมไปเลย”

ยูเหมยยิ้มเกรียมๆ

“มันเท่ากับว่าเรามาไม่เสียเที่ยวถ้าได้ตัวทั้งเมมูดห์และฮาซัน!”

“ตามฉันมาเลย พวกมันคงจะไม่ทันระวังตัว เพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีคนแทรกซึมเข้ามาถึงค่ายฝึกกลางป่าได้!”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ทุกคนได้ยินจากมูหลินก่อนที่ชุดปฏิบัติการผสมไทย-จีนจะเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งในแถวตอนเรียงตามกันมา โดยมีคนนำทางเพศแม่อยู่หัวขบวน

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาตลอดเวลาที่ก้าวเท้าไปข้างหน้าชนิดไม่มีการหยุดพัก จนกระทั่งเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา มูหลินจึงชูมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่ก่อนจะหันมากระซิบบอก

“มีคนเดินมา!”

น้ำเสียงของหล่อนเคร่งเครียด

“คงเป็นหน่วยลาดตระเวนของพวกมัน… ทุกคนเตรียมตัว!”

ภายใต้ความสลัวของป่ารกทึบ กองกำลังกลุ่มก่อการร้ายสองคนในเครื่องแบบคล้ายทหารถือปืนอาร์ก้าเดินคู่กันมา เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่รอบนอก

มันจึงช่วยไม่ได้เลยที่การเดินเท้าตรวจตราตามปกติในวันที่กำลังจะกลายเป็นการทำหน้าที่ยามระวังภัยครั้งสุดท้ายในชีวิต

เพราะในจังหวะที่ทั้งคู่ก้าวผ่านต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีกิ่งใบรกทึบ

ร่างของคมจักรและธงอินทร์แห่งราชนาวีไทยที่ซุ่มรออยู่อย่างเงียบกริบราวกับพยัคฆ์จ้องเหยื่อก็โผนเข้าใส่ดุจดังสายฟ้าแลบ

ขวับ!

ขวับ!

เสียงมีดสังหารคมกริบที่ตวัดเข้าใส่กระเดือกของบุคคลอันเป็นเป้าหมายพร้อมๆ กันทั้งสองเล่ม ยังผลให้คนที่โดนเข้าไปสะดุ้งพรวด ร่างกระตุกเฮือก ปืนหลุดจากมือ ในจังหวะที่หงายท้องลงไปฟาดพื้นเอามือกุมคอหอยที่ถูกปาดจนแหว่งวิ่น เมื่อความเจ็บปวดสุดขีดแล่นจี๋ขึ้นสู่สมอง

ทั้งคู่ดิ้นทุรน โดยไม่มีเสียงโหยหวนออกมาให้ได้ยินเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะแน่นิ่งสิ้นใจตายในสภาพลำคอเหวอะหวะเลือดแดงฉานทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง

“เด็ดขาดมาก… สมแล้วที่เป็นมือพระกาฬจากเมืองไทย”

ยูเหมยชูนิ้วให้คมจักรกับธงอินทร์ ก่อนจะปราดเข้าหาร่างไร้วิญญาณของฝ่ายตรงข้ามเพื่อค้นหาหลักฐานต่างๆ อย่างรวดเร็ว

แต่หล่อนก็ไม่พบอะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก เพราะสิ่งที่ติดตัวพลลาดตระเวนทั้งคู่มีเพียงวิทยุสื่อสารและของใช้ส่วนตัวเท่านั้น

“ไปกันได้แล้ว”

ยูเหมยหันมาบอกกับทุกคน

“เราต้องเข้าถึงที่หมายให้ได้ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าพลลาดตระเวนไม่รายงานข้อมูลเพราะเป็นผีไปแล้ว !”

—————————————

ถ้ามีญาณพิเศษหยั่งรู้ได้ สองมหาวายร้ายอย่างฮาซัน ตอยิบ และเมมูดห์ ก็คงจะมีลางสังหรณ์แล้วว่าแผนการร้ายที่พวกมันคิดจะก่อความไม่สงบในจีนและประเทศไทยไม่มีทางเป็นไปได้

เพราะในเวลาเดียวกันทางด้านนอกห่างจากที่พักออกไปไม่ไกล ยามระวังภัยที่สะพายปืนเดินตรวจโดยรอบเพิ่งจะโดน “มือลึกลับ” เพศแม่ตวัดรัดคอลากตัวไปรีดข้อมูลก่อนจะสติดับด้วยพานท้ายปืนที่ฟาดเข้าใส่ปลายคางอย่างเหมาะเหม็ง

“รู้ตำแหน่งห้องพักของเป้าหมายแล้ว”

คนนำทางบอกกับทีมพยัคฆ์ชาวไทยหลังจากลากตัวยามที่โดนทุบสลบเข้าไปซุกไว้ในมุมมืด

“จุดนี้คือที่รวมพลของเราตอนนี้… ทางด้านขวาคือคลังอาวุธของพวกมัน”

“อ้อ… ครับ”

คมจักรพูดหน้าตาย ขณะที่ชะโงกเข้าไปจนเกือบจะชนแก้มยูเหมยซึ่งใช้กิ่งไม้ขีดลงบนพื้น

“ผมรับอาสาวางระเบิดถล่มคลังแสง เพราะไอ้เรื่องสร้างความวิบัติฉิบหายให้ฝ่ายตรงข้ามผมชอบนัก”

“พอๆ กับการมั่วนิ่มใกล้เพศตรงข้ามด้วยหรือเปล่าคะ”

พยัคฆ์สาวชาวจีนพูดพร้อมกับชำเลืองหางตาใส่คมจักร ยังผลให้นาวาโทหนุ่มสะดุ้ง

“แหะแหะ… เชิญผู้กองว่าต่อเลยครับ”

“ตรงนี้คือที่พักของฮาซัน ตอยิบ ซึ่งฉันจะเป็นคนเข้าชาร์จ”

หล่อนลากไม้ชี้ไปทางขวา

“ส่วนที่อยู่ตรงข้ามกันคือที่พักของเมมูดห์ ฉันขอมอบให้คมจักรเป็นคนจัดการ”

นายทหารหนุ่มชาวไทยพยักหน้า

“ได้ครับ”

“ขณะเข้าจู่โจม เราจำเป็นจะต้องมีสไนเปอร์คุ้มกัน ซึ่งฉันเลือกตำแหน่งนี้ให้ผู้พันธงอินทร์”

ยูเหมยลากไม้ชี้ไปตามพื้นดินอีกครั้ง

“แล้วฉันล่ะคะ”

มูหลินถามก่อนจะได้ยินคำตอบ

“จัดการพาหนะทุกคันที่อยู่ในโรงรถด้านเหนือ”

ยูเหมยชี้ไปยังจุดสุดท้าย

“เมื่อทุกคนจบภารกิจแล้วให้รีบกลับมายังจุดรวมพลเพื่อถอนตัวพร้อมๆ กันตามเส้นทางเดิม”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

คนนำทางพยักหน้า

“มีใครสงสัยอะไรอีกมั้ย”

ยูเหมยถามเป็นประโยคสุดท้าย…

**************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here