◊ ล่ามาสเตอร์มายด์ ◊
………..

สถานีรถไฟฟ้าอุดมแดง กรุงเทพมหานคร

เวลา 07.45

บรรยากาศช่วงเวลาเร่งด่วนของวันจันทร์ต้นเดือนสิงหาคม ไม่ต่างอะไรกับทุกเดือนที่ผ่านมาซึ่งบนชานชาลาคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งหญิงและชายหลากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาที่อาศัยรถไฟฟ้าเป็นพาหนะในการเดินทางไปยังจุดหมายของตน

“กรุณาถอยออกมาจากหลังเส้น แล้วรอให้ผู้โดยสารลงจากรถก่อนนะครับ”

เสียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร้องบอกเหมือนเช่นทุกเช้าซึ่งมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก

“ใจเย็นๆ ครับ… ถ้าเที่ยวนี้ขึ้นไม่ได้ รอเที่ยวต่อไปครับ”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่ประโยคนั้นจบลง จู่ๆ เสียงกัมปนาทเหมือนฟ้าผ่าก็แผดคำรามสนั่นหวั่นไหว

            ตูม!

ถึงแม้จะเป็นระเบิดเวลาขนาดเล็กแต่อานุภาพของมันก็มากพอที่จะทำให้ถังขยะซึ่งอยู่ใกล้เสาตั้งป้ายโฆษณาแตกกระจายกลายเป็นสะเก็ดระเบิดที่ปลิวว่อนเข้าใส่ร่างเคราะห์ร้ายที่อยู่ใกล้เคียง พร้อมๆ กับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของผู้คนทั่วบริเวณ

และยังไม่ทันที่ตันจากมฤตยูลูกแรกจะจางหาย

ระเบิดวินาศกรรมลูกที่สองซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและถูกซุกซ่อนไว้ในถุงกระดาษใต้บันไดเลื่อนก็จุดชนวนขึ้นมาตามเวลาที่ตั้งไว้

            ตูม!

แรงระเบิดทำให้บันไดเลื่อนลงพังครืนลงมาอย่างฉันพลัน ยังผลให้คนที่อยู่บนสายพานหล่นระเนระนาดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจระคนเจ็บปวด

            “ระเบิด! ระเบิด!”

            “หนีเร็ว!”

ความโกลาหลอลหม่านบังเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ด้วยไม่มีใครรู้ว่าจะมีการวางระเบิดลูกที่สามและสี่ตามมาหรือไม่ สิ่งเดียวที่ทุกคนคิดเหมือนๆ กันคือการเอาตัวรอดด้วยการไปจากสถานแห่งนี้ให้เร็วที่สุดแบบไม่คิดชีวิตและไม่สนใจว่าจะต้องเหยียบย่ำลงไปบนร่างของใครหรือไม่

และแน่นอนว่าด้วยโลกแห่งการสื่อสารในปัจจุบัน เพียงไม่กี่อึดใจจากนั้น ภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงก็ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว

————————————

ศูนย์การค้าพาลาเดียม วอเตอร์เกท ใกล้กับย่านไชน่าทาวน์

ห้านาทีหลังเกิดเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้า

“คุณลูกค้า… คุณลูกค้าครับ”

เสียงเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าร้องเรียกในจังหวะที่มองเห็นอีกฝ่ายกำลังจะก้าวพ้นประตู

“คุณลืมกระเป๋าครับ… ใช่ของคุณลูกค้าหรือเปล่า วางอยู่ใต้ราวแขวนเสื้อที่คุณลูกค้าเลือกดูเมื่อกี้”

แต่คำพูดเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย เพราะชายร่างผอมกับเพื่อนซึ่งมีหน้ากากอนามัยปิดหน้าเดินออกไปโดยไม่หันมามอง เหมือนกับว่าไม่ได้ยินหรือไม่สนใจแต่อย่างใด

“ยังไงกันหว่า… ก็เมื่อกี้เราเห็นเขาวางไว้ตอนที่หยิบเสื้อมาดูนี่นา”

เจ้าของร้านพึมพำกับตัวเองแล้วขยับตัวทำท่าว่าจะเดินไปหยิบกระเป๋าเป้สีดำที่อยู่ห่างออกไปจากเคาเตอร์ไม่มากนัก

แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่คิด เสียงมฤตยูที่ซ่อนไว้และถูกนำมาเป็นระเบิดแสวงเครื่องก็แผดเสียงสนั่น

            ตูม!

ลูกไฟสีส้มสว่างวาบออกมาจากจุดระเบิด ในพริบตาเดียวกับที่เปลวเพลิงที่ลุกพรึบออกมาจากเสื้อผ้าซึ่งเป็นเชื้อไฟอย่างดีไม่แพ้กระดาษ ขณะที่แรงระเบิดที่แผดแผ่ออกมา ทำให้กระจกในร้านแตกกระจายไปพร้อมๆ กัน

ส่วนเจ้าของร้านซึ่งล้มคว่ำลงไปกับพื้นและได้รับบาดเจ็บยังพอมีสติเหลืออยู่บ้าง เสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจสุดขีดจึงหลุดออกจากปากในวินาทีอันต่อเนื่องเมื่อเถ้าแก่วัยหกสิบผงกหัวขึ้นมาได้

            “ระเบิด! ระเบิด…!”

            “ไฟไหม้! ไฟไหม้… ช่วยด้วย!”

———————————–

ทางเข้ากองบัญชาการป้องกันประเทศ ถนนมงกุฎวัฒนะ

เช้าวันเดียวกัน

ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติเมื่อพาหนะของข้าราชการทหารสามเหล่าทัพทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์หลายแบบทยอยกันเลี้ยวจากถนนใหญ่มุ่งสู่อาคารด้านในเหมือนที่ผ่านมาทุกวัน

“เปิดดังหน่อยหมู่”

“ครับผม”

คนขับซึ่งอยู่ในเครื่องแบบทหารบกรับคำสั่งแล้วกดลูกศรเร่งเสียงวิทยุตามคำสั่งที่ได้ยิน ขณะที่นายทหารยศพลโทซึ่งอยู่บนเบาะที่นั่งตอนหลังเปรยขึ้นมากับตนเอง

“วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมถึงมีแต่เรื่องวินาศสันตะโรทั้งระเบิดทั้งไฟไหม้ในกรุงเทพพร้อมๆ กันแบบนี้”

ไม่ทันขาดคำ เสียงกัมปนาทปานฟ้าผ่าก็บังเกิดขึ้นบริเวณทางเท้าข้างถนนในวินาทีที่พาหนะประจำตำแหน่งท่านนายพลเฉียดผ่านมาถึงพอดิบพอดี

            ตูม!

ถึงจะไม่ใช่ระเบิดสังหารหมู่แบบ “เคลย์โม” แต่แรงระเบิดก็ทำให้เบนซ์ทะเบียนกงจักรสะท้านเยือก พร้อมๆ กับที่รถทั้งคันเสียศูนย์พุ่งเข้าเกยเกาะกลางถนนแล้วชนต้นไม้ใหญ่โครมสนั่นแน่นิ่งไปในบัดดล

“บรรลัยแล้ว!”

พลโทผู้มีตำแหน่งสำคัญซึ่งโดนแรงอัดจากระเบิดที่แผดออกมาจนร่างกระแทกเข้าไปปะทะกับเบาะหน้าอย่างจังร้องสบถออกมาอย่างลืมตัว

            “ระเบิดในเขตกองบัญชาการ… เราโดนวินาศกรรมเข้าแล้วหรือนี่!”

———————————

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

บนเครื่องบินลำเลียง 4 เครื่องยนต์แบบ “ไชนีส มาสเตอร์” เส้นทางสนามบินอู่ตะเภาไปยังจุดหมายนิรนาม

“คุณแน่ใจนะว่าเรากำลังจะบินไปยังจุดนัดพบระหว่างมาสเตอร์มายด์กับแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบ”

“หน่วยข่าวกรองของจีนไม่เคยทำงานพลาด”

ยูเหมยซึ่งเคยร่วมงานกับหน่วยเฉพาะกิจของไทยตอบคำถามของธงอินทร์

“ฮาซัน ตอยิบ ดาวาห์ เป็นผู้บงการและชักใยการก่อวินาศกรรมด้วยการวางระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ โดยส่งผ่านเงินและจัดหาอุปกรณ์ให้แนวร่วมที่อยู่ในเมืองหลวงเป็นผู้ลงมือ แต่คนที่อยู่เหนือกว่าเขาจะเป็นใครเราต้องได้ตัวฮาซันเสียก่อนถึงจะรู้ว่าใครคือมาสเตอร์มายด์ตัวจริง”

“ขอโทษเถอะคุณหมวย”

คมจักรพูดขึ้นบ้าง

“ฉันชื่อยูเหมย ไม่ได้ชื่อหมวย”

“อ้อ… ครับ”

คมจักรหัวเราะแหะแหะ

“ขออภัย ผมเรียกตามแบบคนไทยที่มักจะเรียกสาวจีนว่าหมวย”

“ในฐานะที่เราเคยปฏิบัติการร่วมกัน ผมอยากถามตามตรงว่านี่ถ้าไม่มีคนจีนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทางปักกิ่งก็คงจะไม่ส่งคุณมาร่วมคลี่คลายคดีกับเราใช่มั้ย”

“งั้นฉันเรียกคุณว่าทิดหรือเบื๊อกได้มั้ย”

“ยังไงก็ได้ครับ ผมไม่ถือ”

“ผู้พันนิสัยไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”

พยัคฆ์สาวชาวจีนสั่นศีรษะช้าๆ ก่อนจะกลับเข้าเรื่อง

“คำถามเมื่อกี้ฉันขอตอบว่าผู้พันไม่ควรลืมความสัมพันธ์จีนกับไทยเป็นพี่น้องกันมานาน อะไรที่เป็นปัญหาของไทยและบังเอิญว่าเรามีข้อมูลพอจะช่วยเหลือสนับสนุนได้ หน่วยงานความมั่นคงของจีนก็ไม่เคยนิ่งเฉยอยู่แล้ว”

“ขอบคุณมากครับ”

คมจักรยิ้มออกมาได้

“คนไทยทุกคนคงดีใจมากถ้าได้ยินคำตอบของคุณ”

“ในฐานะมหาอำนาจของชาติในเอเชีย เราติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคเดียวกันมาโดยตลอด แม้แต่เรื่องราวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ปล้นปืน เราก็เก็บข้อมูลมาทุกระยะ”

“เป็นเพราะว่าจีนเองก็มีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยในซินเจียงซึ่งเป็นชาวอุยกูร์ที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับมุสลิมในภาคใต้ของไทยใช่มั้ยครับ”

“นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่เหตุผลสำคัญก็คือ เราต้องการเรียนรู้แนวคิดและยุทธวิธีของพวกมุสลิมสุดโต่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของการก่อการร้ายทั่วโลกในทุกวันนี้”

ยูเหมยหันไปทางธงอินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของคำถามนั้น

“แม้รัฐบาลไทยพยายามปฏิเสธมาโดยตลอดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การก่อการร้าย แต่ในความเป็นจริงขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จัดเข้าอยู่ในประเภทการก่อการร้ายอย่างแน่นอน”

“ทางจีนคิดแบบนั้นหรือครับ”

“แน่นอนค่ะ”

ยูเหมยพยักหน้า

“เพราะเหตุการณ์ในพื้นที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง นั่นคือ การแยกดินแดนออกจากไทยซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดตั้งแต่แรกที่มีการจัดตั้งขบวนการ”

พยัคฆ์สาวชาวจีนเว้นระยะไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“คุณอาจจะนึกไม่ถึงว่าหน่วยงานลับของจีนเกาะติดสถานการณ์มาตั้งแต่ในสมัยอดีตประธานาธิบดีซูการ์โนผู้นำของชวาที่มีแนวคิดสถาปนา “มหาอาณาจักรอินโดนีเซีย” ซึ่งต้องการรวมอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งเป็นคนมุสลิมทั้งหมดเข้าด้วยกัน”

“ฟังดูเหมือนแนวคิดของกลุ่มไอซิสที่ต้องการตั้งรัฐอิสลามรัฐเดียวในตะวันออกกลางไม่มีผิด”

“ใช่ค่ะ”

ยูเหมยพยักหน้าอีกครั้ง

“ข้อมูลที่สายลับจีนรายงานกลับไปคือช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์สำคัญ ด้วยมีอดีตนายพลของอินโดนีเซียที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อวินาศกรรมมาเคลื่อนไหวในเมืองไทยด้วยจุดประสงค์บางอย่าง”

“ผมเคยได้ยินเรื่องนี้เหมือนกันครับ”

ธงอินทร์สบตากับเพื่อนร่วมทีมจากแผ่นดินใหญ่

“สิ่งที่หน่วยงานลับของไทยกลัวกันในขณะนั้นคืออาจมีการลอบวางระเบิดสายการบินของมาเลเซีย ซึ่งในเวลานั้นอินโดนีเซียกับมาเลเซียมีความขัดแย้งกันค่อนข้างรุนแรง ครั้งหนึ่งหน่วยงานความมั่นคงของไทยได้รับรายงานจากสายลับที่จับตานายพลอินโดฯ ว่านายพลคนนี้เดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง โดยใช้รถยนต์ของโรงแรมที่พักและมีการเปลี่ยนรถอีกคันหนึ่งกลางทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก”

“แล้วยังไงต่อคะ”

“ข้อพิรุธของนายพลซึ่งเป็นเป้าหมายการเฝ้าระวังก็คือรถคันที่นั่งมาครั้งแรกไม่ได้เครื่องเสียหรือขัดข้องแต่อย่างใด ทำไมต้องเปลี่ยนรถด้วยหากไม่ใช่การซ่อนพราง”

ธงอินทร์เล่าต่อ

“แต่ที่ทำให้พวกเราตื่นตัวมากที่สุดก็คือ เมื่อไปถึงดอนเมือง นายพลเป้าหมายถือกระเป๋าไปที่เคาเตอร์ของสายการบินของมาเลเซีย”

“อย่าบอกนะว่ามีการวางระเบิดแอร์บัส”

“นาทีนั้นเราเชื่อว่าคงเป็นปฏิบัติการวินาศกรรมแน่นอน”

ธงอินทร์ยอมรับ

“แต่อาจเป็นโชคดีก็ได้ที่ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องสั่งให้เครื่องบินที่แท็กซี่ออกไปแล้วเลี้ยวกลับมาก่อนเทคออฟ จากนั้นจึงส่งชุด รปภ. ตรวจค้นภายในเครื่องบินอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม เพราะเกรงว่ามีคนเอาระเบิดไปซ่อนไว้เพื่อให้ทำลายเครื่องบินกลางอากาศ”

“แล้วทางการไทยจับกุมนายพลอินโดฯ หรือเปล่าครับ”

“มีแต่เตรียมประกบตัวให้พร้อมจับกุม ในท้ายที่สุดเมื่อไม่พบระเบิดตามที่สงสัย นายพลเป้าหมายจึงไม่โดนจับและหน่วยเหนือจึงให้เครื่องบินเดินทางต่อไปได้ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยอดีตประธานาธิบดีซูการ์โนอย่างที่คุณเล่ามา”

“ตอนนั้นผมกับธงอินทร์เพิ่งจบโรงเรียนนายเรือมาใหม่ๆ ติดยศเรือตรีหมาดๆ”

คมจักรเพิ่มเติมขณะที่ยูเหมยพยักหน้ารับทราบ

“กลับมาที่เรื่องขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทย ฉันจะเล่าต่อว่าผู้นำกลุ่มในช่วงนั้นมีความคิดหลากหลาย บางคนคิดที่จะเอาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณาจักรอินโดนีเซียตามแนวทางของซูการ์โน บางคนก็คิดว่าจะเอาไปรวมกับรัฐกลันตัน ตรังกานู แล้วแยกมาจากมาเลเซีย บางคนก็คิดว่าจะเอาไปรวมกับมาเลเซียเป็นรัฐเดียวกัน”

คมจักรขมวดคิ้ว

“สรุปก็คือไม่คิดจะอยู่ใต้ร่มธงไทยว่างั้นเถอะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว”

ยูเหมยหันไปทางคมจักรอีกครั้ง

“แต่ที่มีผลมากคือกลุ่มก่อการร้ายรุ่นหลังมีแนวคิดที่จะแยกตัวเองออกเป็นอิสระ ไม่รวมกับมาเลเซียหรืออินโดนีเซียทั้งสิ้น บางกลุ่มเมื่อเห็นว่าแนวคิดแยกตัวออกเป็นอิสระไม่สำเร็จ ก็ลดเป้าหมายลงมาเหลือแค่ทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเองไม่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลที่กรุงเทพก็พอ”

เมื่อเห็นคมจักรและธงอินทร์นิ่งฟัง พยัคฆ์สาวชาวจีนจึงพูดต่อ

“นี่คือวัตถุประสงค์ทางการเมือง โดยมีเรื่องชาติพันธุ์ศาสนาเป็นเงื่อนไขผลักดันและใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนช่วงนั้นมีหลายกลุ่มหลายพวก และตั้งชื่อต่างๆ นานา แต่ลงท้ายด้วยคำว่า ‘ปัตตานี’ เสมอ เพื่อยืนยันว่าพวกเขาต้องการแยกปัตตานีซึ่งในอดีตมีดินแดนกว้างขวางออกไปจากรัฐไทย โดยอ้างประวัติศาสตร์ว่าปัตตานีถูกรุกรานและยึดครองโดยอาณาจักรสยาม บรรพบุรุษของพวกเขากลายเป็นเมืองขึ้นหรืออาณานิคมของสยามมาโดยตลอด”

“คุณพูดถูกครับ”

ธงอินทร์เห็นด้วย

“ขบวนการที่เคลื่อนไหวยังมีความคิดที่แตกต่างกัน บางองค์กรก็คิดแยกดินแดนแค่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล สงขลา บางองค์กรก็ขยายเขตแดนเลยขึ้นมาถึงนครศรีธรรมราช แล้วแต่จะเขียนแผนที่เอาเองโดยหาเหตุผลทางประวัติศาสตร์มาอ้างต่าง ๆ นานา แต่เหตุผลหลักก็คือสยามในอดีตรุกรานพวกเขา”

“ขอผมเล่าบ้าง ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าผมไม่ทำการบ้าน”

คมจักรชูมือขึ้นเหมือนเด็กนักเรียน

“ก่อนปี 2544 ขบวนการแย่งแยกดินแดนซึ่งเป็นพวกนอกศาสนาไม่มีบทบาทสำคัญอะไร กองโจรติดอาวุธก็มีไม่มาก พวกมันทำตัวเหมือนกับกลุ่มอาชญากรรมในพื้นที่มากกว่ากลุ่มติดอาวุธที่มีเป้าหมายทางการเมือง ส่วนใหญ่อยู่ในป่าเขา มีการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นครั้งคราวถ้าพบกันโดยบังเอิญ

“ส่วนทางด้านการเงินก็ใช้วิธีข่มขู่ เรียกค่าไถ่จากบริษัทใหญ่ ๆ ในตัวเมืองหรือเรียกค่าไถ่จากบริเวณรับเหมาก่อสร้างทาง หากไม่ให้ก็เผารถแบคโฮหรือรถบดถนน เรื่องที่จะยกพวกออกมาปล้นทองในเขตเมือง 80 ล้าน เหมือนการปล้นที่สงขลาเมื่อเร็วๆ นี้ยังไม่เคยปรากฏ”

“เชิญต่อค่ะ ฉันตั้งใจฟังอยู่”

“ก่อนปี 2544 มีผู้ก่อการร้ายติดอาวุธนอกศาสนาอยู่เพียงจำนวนสิบหรือร้อยคนเท่านั้น และการก่อเหตุร้ายในเมืองหรือชุมชนก็น้อยมาก ในขณะที่ขบวนการใหญ่อย่างกลุ่ม ‘พูโล’ มีตัวแทนอยู่ในสวีเดน คอยทำหน้าที่หาการสนับสนุนจากต่างประเทศ แต่ก็มีคนทำงานอยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น เพื่อรักษาสถานภาพในการมีสิทธิอาศัยอยู่ในสวีเดนเป็นสำคัญ”

คมจักรพูดด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ

“ขบวนการแบ่งแยกดินแดนรุ่นเก่าแทบไม่มีบทบาทหลังจากนั้น หากเป็นหนังแอ๊คชั่นก็เป็นภาคเก่าที่เก็บวางไว้บนหิ้งแล้ว หรือถ้าเป็นหนังสือเล่มเดียวกันกับกลุ่มติดอาวุธปัจจุบัน กลุ่มเก่าก็ถือว่าเป็นเนื้อหาในบทเก่าที่ผ่านไปแล้ว สถานการณ์ในเวลานี้เป็นเรื่องของหนังสือเล่มใหม่หรือขึ้นบทใหม่ในหนังสือเล่มเดิม”

“ในปี 2544 เราเริ่มพบ ‘สิ่งบอกเหตุ’ บางประการเกี่ยวกับแกนนำกลุ่มหนึ่งที่มีการฝึกพวกคนหนุ่มและเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บ่อยขึ้น”

ธงอินทร์กล่าวเสริม

“ตอนนั้นเรามีศูนย์อำนวยการรักษาความมั่นคงและบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เกาะติดเรื่องนี้และพบว่าคนหนุ่มและเยาวชนถูกฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อตรวจสอบไปแล้วไม่พบว่าเกี่ยวกันกับกลุ่มเก่า ตอนนั้นเรายังสงสัยกันว่าพวกนี้คือใครกันแน่

“จนในที่สุดเราก็พบคำตอบ เมื่อมีการปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อต้นเดือนมกราคม 2547 โดยคนร้ายได้ปืนไปทั้งหมด 400 กว่ากระบอกและกระสุนอีกหลายพันนัด ตามมาด้วยกรณีกรือเซะเมื่อ 28 เมษายน 2547 ที่กลุ่มก่อการร้ายมุ่งทำร้ายชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และก่อเหตุร้ายหลายจุด แต่ถูกตอบโต้จนเสียชีวิตร้อยกว่าศพในวันเดียว

“กองกำลังกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มเก่าแต่อย่างใด เป็นกลุ่มที่เกิดภายใต้กระแสมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่งทั่วโลก เมื่อขบวนการอัลกออิดะฮ์ ปฏิบัติการช็อคโลกด้วยการจี้เครื่องบินโดยสารเข้าโจมตีตึกแฝดศูนย์การค้าโลกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ในมหานครนิวยอร์กซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐอเมริกา

“นอกจากนี้ยังจี้เครื่องบินอีก 2 ลำเข้าโจมตีอาคารเพนตากอนของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ทางทหารของสหรัฐฯ และมุ่งโจมตีอาคารรัฐสภาซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ความยิ่งใหญ่ด้านการเมืองของสหรัฐฯ ที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก”

คมจักรรีบเสริมเข้ามาเหมือนกลัวว่าจะไม่ได้เล่าเรื่องฉากสำคัญ

“แต่โชคไม่เข้าข้างเพราะการโจมตีรัฐสภาล้มเหลว เครื่องบินที่ผู้ก่อการร้ายยึดไว้ถูกผู้โดยสารอเมริกันลุกขึ้นต่อสู้จนเครื่องตกตายกันหมดทั้งลำเสียก่อน”

ยูเหมยยิ้มเล็กน้อย

“เหตุการณ์ที่ผู้พันเล่ามารู้จักกันในนามเหตุการณ์ 911 และสหรัฐอเมริกาตอบโต้ทันทีโดยส่งกำลังเข้าสู่อัฟกานิสถานจนนำไปสู่การต่อสู้ของกลุ่มตาลิบันในอัฟกานิสถาน กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งในปากีสถานที่ต่อต้านการที่สหรัฐฯ ยึดครองอิรัก”

“ใช่ครับ”

            “ผู้พันรู้มั้ยว่า กองกำลังสหรัฐกลุ่มแรก ที่ตอบโต้อัลกออิดะฮ์ในอัฟกานิสถานเป็นใคร?”

**************************


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here