◊ คุณนายแบรนด์เนมกับเกมท้ามัจจุราช (2) ◊
……………….

สิ่งที่ได้ยินจากฝ่ายเดียวกันที่อยู่ทางด้านหลัง ทำให้ธงอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมร้องถามผู้เป็นคนขับทันที

“มีเส้นทางอื่นที่จะไปสนามบินโดยไม่ใช้ถนนสายหลักได้มั้ย”

“งั้นต้องไปใช้เส้นทางที่เป็นถนนเลี่ยงเมืองครับ”

พันจ่าเอกดำรงพลตอบอย่างคนที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

“ขับตรงไปอีกประมาณ 10 บล็อค จะมีทางเลี้ยวไปทางขวา แต่ถนนไม่ค่อยดีเพราะกำลังก่อสร้างทางขยายเพิ่มเติม”

“ดีหรือไม่ดีก็รีบเผ่นเถอะ”

คมจักรสอดเข้ามา

“เพราะตอนนี้ฉันได้ยินเสียงหวอของรถตำรวจแว่วเข้ามาแล้ว มัวแต่ชักช้าเดี๋ยวจะโดนรวบเข้าซังเต อดกลับบ้านกันพอดี”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่ประโยคนั้นจบลง แว่วเสียงไซเรนก็ดังเข้ามาให้ได้ยินตามที่คมจักรพูดไม่มีผิด

“นั่นยังไง… กูว่าแล้ว”

คมจักรอุทานก่อนจะร้องบอกโชเฟอร์เสียงลั่น

“เหยียบให้มิด… ขับให้เร็วเหมือนเดอะฟาสต์ภาค 8 เลยไอ้น้อง”

“เวลานี้ผมก็เหยียบอยู่แล้วนะครับ”

พันจ่าเอกดำรงพลร้องตอบ

“แต่รถคันนี้มันเก่าเหยียบคันเร่งแค่ไหนมันก็ทำความเร็วได้แค่นี้”

“งั้นก็ปลดโหลดให้ตัวเบาจะได้วิ่งเร็วขึ้น”

พูดจบ คมจักรก็หันไปด้านหลัง

“เปิดท้ายรถแล้วทิ้งกระเป๋าออกไปให้หมด!”

“จะบ้าเหรอ”

สิริวรรณาร้องลั่นเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น

“กระเป๋าฉันมียี่ห้อทุกใบ จะทิ้งไปได้ยังไง ราคาไม่ใช่ถูกๆ นะ”

“แต่มันจำเป็นนี่ครับ รถเราน้ำหนักมาก ต้องทำให้รถเบาที่สุด ไม่งั้นเราจะหนีไม่พ้น”

คมจักรทำตาโตใส่เมียรัฐมนตรี

“คุณนายไม่ได้ยินหรือครับ เสียงหวอรถตำรวจใกล้เข้ามาทุกที”

“ฉันจะฟ้องผู้บัญชาการทหารเรือว่าคุณทำให้ทรัพย์สินสูญหาย”

คมจักรหัวเราะ

“ตามสบายเลยครับ แต่คุณนายต้องรอดไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยฟ้องผม”

“เปิดท้ายรถแล้วครับ ผมถีบทิ้งหมดทุกใบเลยนะครับ”

เสียงของจ่าโทพิสุทธิ์ศักดิ์ตะโกนมาจากด้านหลัง ทำให้คุณนายสิริวรรณาร้องกรี๊ด

“อย่านะ… ถ้าจะถีบก็ถีบกระเป๋าของตัวเองสิ มายุ่งกับแบรนด์เนมของฉันทำไม”

“เอาไงครับหัวหน้า”

“คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ ไม่เคยท่องหรือไง”

คมจักรแยกเขี้ยว

“ลงตีน… เอ๊ย… ลงมือได้เลย นี่เป็นคำสั่ง”

“ครับผม”

ขาดคำแบรนด์เนมใบแรกก็หลุดจากท้ายรถหล่นลงไปกระแทกพื้นโครมสนั่น ขณะที่รถวิ่งไปข้างหน้าพร้อมๆ กับเสียงกรี๊ดและอาการเต้นเร่าๆ กระทืบเท้าของผู้เป็นเจ้าของ

“ใบสอง… ใบสาม ตามไปแล้วครับ”

“หยุดนะ พวกคุณจะทำยังงี้ไม่ได้”

“ใบที่สี่… ใบที่ห้า…!”

เสียงจ่าโทพิสุทธิ์ศักดิ์ดังลั่น

“มิทชั่น คอมพลีท… ปลดโหลดเรียบร้อย กระเป๋าห้าใบไปจากรถแล้วครับ”

บัดนั้นเองที่รถตู้บุโรทั่งดูเหมือนจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น เกือบจะพร้อมๆ กับที่กิริยาอาการเหมือนคนสติแตกบังเกิดขึ้นกับคุณนายสิริวรรณา จนคมจักรซึ่งนั่งข้างๆ แทบจะยกมือขึ้นอุดหู

“ไม่ยอม.. ไม่ยอม !”

เสียงแหลมแปร๋นแผดลั่นจนแทบจะกลบเสียงไซเรนของตำรวจ

“เอากระเป๋าชั้นคืนมา… เอากระเป๋าชั้นคืนมา! เลี้ยวรถกลับไปเดี๋ยวนี้!”

“ใจเย็นๆ คุณนาย… ตั้งสติไว้ครับ”

คมจักรแยกเขี้ยว

“อย่าเสียดายของ เอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่า กระเป๋าแบบนี้จตุจักรมีเยอะแยะหรือจะไปซื้อประตูน้ำก็ได้ ผมพาไปเอง”

“ไอ้บ้า… นั่นมันของก็อป”

อีกฝ่ายตวาดแว้ด

“ฉันเป็นเมียรัฐมนตรี ไม่เคยใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์แบบนั้น ไม่เหมือนพวกคุณหรอก”

“รถตำรวจด้านหลังอยู่ในระยะสายตาแล้วครับ!”

เสียงร้องตะโกนของพันจ่าดำรงพลทำให้การโต้เถียงหยุดชะงัก

“ห่างไปประมาณ 600 เมตร กำลังแซงรถคันอื่นๆ เพื่อตามจี้เข้าหาเรา!”

“ยกขาหน่อยครับคุณนาย… ยกขาให้ผมหน่อย”

“ไอ้บ้า.. ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย”

“ผมจะหยิบปืนครับ… ปืนของผมซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งของคุณนาย”

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามที่ร้องขอ คมจักรพลิกตัวกลับหลังก่อนจะย่อกายลงสู่พื้นห้องโดยสารอย่างว่องไวพร้อมกับจับขาของเมียรัฐมนตรียกขึ้น แล้วเอื้อมมือเข้าไปลากกระเป๋าใส่อาวุธออกมาอย่างรวดเร็ว

“คนบ้า… ลามก!”

คุณนายรัฐมนตรียังคงแผดเสียงไม่หยุด

“มายกขาฉันแบบนี้ได้ไง ฉันเป็นผู้หญิงนะ!”

“สาบานได้เลยครับว่าผมไม่ได้มองอุโมงค์ยักษ์ของคุณนายเลย หรือถ้าบังเอิญเห็นผมก็จะไม่บอกใครว่าผ้าปิดอุโมงค์ของคุณนายสีอะไร”

ว่าแล้วคมจักรก็ลากถุงเก็บเขี้ยวเล็บออกมาโดยไม่ชักช้า ขณะที่ทุกคนบนรถได้ยินเสียงประกาศดังลั่นมาจากรถตำรวจที่กวดตามมาทางด้านหลัง

“………”

“มันพูดว่าอะไร”

น้ำเสียงของผู้เป็นหัวหน้าทีมเฉียบขาด

“คมจักร… นายต้องรีบ…”

“ไม่ต้องพูด ฉันรู้แล้ว”

คู่หูมหากาฬสวนมาทันควัน

“กำลังประกอบสไนเปอร์อยู่แบบจับเวลาเหมือนตอนที่ลงแข่งกีฬาสายลับทัพไทย”

“ฉันให้นายแค่สิบวิ… เราต้องยิงมันก่อนที่มันจะยิงเรา”

“สบม. ยห. ไว้ใจฉันเถอะเพื่อน!”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ธงอินทร์ได้ยินจากคมจักร ก่อนที่ในวินาทีอันต่อเนื่องเสียงตื่นตระหนกของภรรยารัฐมนตรีจะดังขึ้น

“พวกคุณจะยิงปืน”

“ก็ใช่น่ะสิครับ คุณนายก็ได้ยินแล้ว”

“แต่ฉันไม่ถูกกับเสียงปืน ได้ยินแล้วมันตกใจจนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำทุกที”

“พยายามกลั้นไว้หน่อยครับ ถ้าอุโมงค์ของคุณนายไม่มีแพมเพิร์สอุดไว้”

คมจักรพูดหน้าตาเฉย

“แต่ถ้ากลั้นไม่อยู่ก็กรุณาเบี่ยงขาไปทางด้านโน้น เพราะฉี่ของคุณนายคงไม่หอมเหมือนฉี่นางงามจักรวาล และถ้ามันไหลมาโดนขาผม อาจทำให้การเล็งปืนของผมพลาดเป้าหมายได้”

“เฮ้… เสร็จรึยัง”

ธงอินทร์ร้องลั่น

“อย่ามัวแต่พูดเหลวไหล ฉันต้องการให้นายระเบิดยางรถตำรวจก่อนที่มันจะปิดระยะเข้ามายิงเราได้”

“แย่แล้วครับหัวหน้า”

จ่าโทพิสุทธิ์ศักดิ์ร้องบอกเร็วปรื๋อ

“ตำรวจกำลังชะโงกตัวออกมาจากหน้าต่างรถพร้อมกับอาวุธ”

“ฉันเห็นแล้ว นายช่วยก้มตัวให้หน่อย”

คมจักรพูดอย่างใจเย็นขณะที่ประทับปืนเข้าร่องไหล่ วางลำกล้องลงบนพนักเบาะที่นั่ง แล้วเล็งศูนย์เข้าหาเป้าหมาย

“ฉันกลัวยิงเบาๆ หน่อยนะ”

เมียรัฐมนตรี ร้องออกมาด้วยเสียงสั่นๆ

“ปืนจริงนะครับ ไม่ใช่ปืนจุกก๊อกตามงานวัด”

คมจักรอุทาน

“คุณนายกลัวก็อุดหูหลับตาแล้วบีบก้นไว้ มันจะได้ไม่แพร่ดออกมาตอนผมเหนี่ยวไก”

            “เฮ้ย.. ยิงได้แล้ว”

ธงอินทร์ร้องลั่น

“นายต้องยิงมันก่อนที่ตำรวจจะยิงเรา”

ไม่ทันขาดคำ ประกายไฟก็แลบวาบจากปากกระบอกปืนของฝ่ายตรงข้าม พร้อมด้วยเสียงเหมือนประทัดแตกดังขึ้น

            ปัง! ปัง! ปัง!

ทั้งสามนัดพุ่งลงต่ำ แต่พลาดเป้าที่เป็นยางรถด้านขวาไปอย่างฉิวเฉียด และก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเล็งเป้าอีกครั้ง มหากาฬคมจักรก็เหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปชนิดมั่นใจว่าจะไม่พลาด

            เปรี้ยง! เปรี้ยง!

            ตูม!

เสียงหม้อน้ำระเบิดดังลั่น เมื่อกระสุนพิฆาตของคมจักรทะลวงเข้าใส่จุดตายอย่างแม่นยำ

อานุภาพจากการยิงทำให้หม้อน้ำถูกจุดชนวนให้แตกระเบิดพร้อมๆ กับที่แรงอัดทำให้ฝากระโปรงรถหลุดกระเด็นในบัดดล

แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ รถตำรวจมีสภาพไม่ต่างอะไรกับม้าแข่งขาหักที่สะดุดหัวทิ่มไม่อาจพุ่งทะยานต่อไปได้

“เป็นไง… เห็นฝีมือพ่อรึยัง”

คมจักรร้องบอกธงอินทร์

“ไอ้เรื่องแข่งขันสไนเปอร์ในกีฬาสายลับ ฉันครองแชมป์มาหลายสมัย ถึงเวลาใช้งานจริงมีหรือจะพลาด”

“แย่แล้วครับ หัวหน้า”

“อะไรแย่ ก็เห็นอยู่หยกๆ ว่าฉันยิงรถตำรวจจนเดี้ยงไปแล้วมันจะแย่ได้ยังไง”

คมจักรร้องถามผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาท้องถิ่น ก่อนจะได้ยินคำตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจากฝ่ายเดียวกัน ซึ่งดักฟังการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

“สนามบินนานาชาติถูกปิดแล้วครับ เราคงไปขึ้นเครื่องไม่ได้แน่”

“นั่นมันสนามบินฮ่องกง ไม่ใช่เหรอ”

คมจักรขมวดคิ้ว

“นายฟังผิดหรือเปล่า ม็อบตี๋หมวยที่ประท้วงกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่างหากที่ยกพวกปิดสนามบินเลียนแบบม็อบพันธมิตรประชาชนของลุงกำนันเมื่อปี 52 ที่โฆษณาว่าอาหารดีดนตรีเพราะต้องมาที่ม็อบพันธมิตร”

“ยืนยันครับ สนามบินนานาชาติของประเทศนี้ไม่ใช่ฮ่องกง”

“งั้นก็ใช้แผนสำรอง”

ธงอินทร์ร้องบอกลูกทีมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารโดยไม่สนใจกับคมจักร

“ติดต่อกับหน่วยเฉพาะกิจจีนที่อยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเล บอกเขาว่าเราต้องการความช่วยเหลือในการอพยพ ขอให้แจ้งจุดนัดพบกับเจ้าหน้าที่จีนที่เข้ามารับคนจีนที่ตกค้างอยู่ในเมืองหลวง เพื่อที่เราจะได้เดินทางไปสมทบให้เร็วที่สุด”

“ครับผม”

ด้วยเทคโนโลยีของการสื่อสารที่ทันสมัยทำโลกเชื่อมโยงกันได้ทุกมิติ เพียงอึดใจเดียวทีมเฉพาะกิจของไทยก็ได้คำตอบว่าจะต้องเดินทางไปที่ไหนให้เร็วที่สุด

“สนามบินทหาร ด้านทิศเหนือของสนามบินนานาชาติคือจุดนัดพบครับ”

เรือโทชัยวิชิตรายงานเสียงลั่น

“เวลานี้คนจีน 65 คน กำลังรออากาศยานที่จะเข้ามารับ อีกไม่เกินสิบนาทีเครื่องบินจะแลนดิ้ง”

“ทันมั้ยโชเฟอร์”

ธงอินทร์ร้องถามก่อนจะได้ยินคำตอบ

“ไม่ทันก็ต้องทันครับ”

เรือโทชัยวิชิตร้องบอกมาอีก

“แต่ผมเกรงว่าถ้าสนามบินนานาชาติถูกปิด สนามบินทหารก็น่าจะถูกบล็อคไว้เหมือนกัน”

“ทางจีนย้ำมาครับว่าถ้าจะอพยพพร้อมคนของเขาที่รอขึ้นเครื่อง เราต้องไปสมทบให้ทัน เพราะนักบินจะไม่มีการรอใครเป็นอันขาด”

“ได้เลย”

ยอดพยัคฆ์ธงอินทร์ลั่นวาจา

“ยืนยันทางจีนไปว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อขึ้นเครื่องไปกับคนจีนให้ได้ !”

ที่สนามบินทหารทางด้านทิศเหนือของสนามบินนานาชาติ กองทหารของรัฐบาลได้เข้ามาวางกำลังรักษาความปลอดภัยหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมพื้นที่สำคัญอย่างใกล้ชิด

หากไม่ใช่เพราะจีนเป็น “มหาอำนาจ” ชาติหนึ่งของโลก การอพยพคนจีนโดยปราศจากการขัดขวางก็คงจะไม่เกิดขึ้นโดยง่าย และนั่นจึงเป็นโอกาสสุดท้ายของทีมคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศโดยอาศัยอากาศยานของมหามิตรเป็นพาหนะ

“มียามหน้าทางเข้าสนามบินทหาร”

ธงอินทร์พูดจากสิ่งที่เห็น

“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เพราะยังไม่แน่ใจว่าข่าวเรื่องจับคนไทยจะมาถึงที่นี่หรือยัง”

“เราจะลุยเข้าไปหรือจะใจดีสู้เสือปลอมเป็นคนจีน”

คมจักรร้องถาม

“เพราะจีนกับไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ถ้าพวกมันยังไม่รู้คำสั่งนั้น เราอาจจะตีเนียนแล่นเข้าไปได้”

“อีก 3 นาทีเครื่องจะแลนดิ้งแล้วครับ”

เรือโทชัยวิชิตร้องบอกมาอีกจากด้านท้ายรถ

“เราต้องรีบแล้วครับ ช้าจะไม่ทันการณ์”

“ขับไปที่ประตู”

ธงอินทร์ตัดสินใจ

“ใช้ความเร็วปกติ ถ้ายามไม่สงสัย เราต้องเข้าไปได้แน่”

“ไม่ต้องกลัวนะครับ คุณนาย”

คมจักรรีบปลอบเมื่อเห็นอาการของเมียรัฐมนตรีที่เนื้อตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ทำตัวเป็นซิ้มเข้าไว้ อย่าไฮโซโชว์รวย พวกมันต้องเชื่อแน่ว่าเรามาจากแผ่นดินใหญ่”

“แต่ฉันกลัว”

“หลับตาครับ… หลับตา”

คมจักรพูดหน้าตาเฉย

“นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้ รับรองทุกอย่างดีแน่”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่ประโยคนั้นจบลง รถตู้ก็แล่นมาถึงจุดที่ทหารยามยืนอยู่พอดี ก่อนที่หนึ่งในสองจะเดินตรงมายังรถตู้พร้อมด้วยอาวุธบนมือ

“ไปไหน”

“ซี้ซั้วต่า อาฉิงตี้ เหมาๆ โลผุงเก๊า”

คมจักรตอบทันทีพร้อมกับชี้มือแล้วพูดซ้ำ

“ซี้ซั้วต่า… ซี้ซั้วต่า…”

“อ้อ… คนจีนงั้นหรือ”

“ฮ่อๆ …เซ้งลี้ฮ้อ”

คมจักรพูดพร้อมกับชี้มือไปบนท้องฟ้าซึ่งเครื่องบินกำลังใกล้เข้ามาเป็นลำดับ

“เปิดประตู คนจีนจะไปขึ้นเครื่อง”

ทหารยามหันไปร้องบอก พร้อมกับยกมือขึ้นโบกเป็นสัญญาณให้เพื่อนยกที่กั้นเพื่อปล่อยรถให้ผ่านเข้าไป

แต่แล้วเมื่อรถตู้เคลื่อนผ่านประตูไปได้เพียงครึ่งคัน

หัวหน้าทหารยามที่อยู่ในกองรักษาการณ์ซึ่งเพิ่งได้รับคำสั่งก็วิ่งออกมาพร้อมกับร้องตะโกนเอะเอะ เพื่อให้ลูกน้องของตนสกัดรถไว้

“ชิบหายแล้ว!”

คมจักรอุทาน

“พวกมันรู้ตัว เหยียบให้มิดเลย!”

วินาทีเดียวกับที่โชเฟอร์ชาวไทยกระทืบคันเร่งจมมิด กัมปนาทปืนของฝ่ายตรงข้ามก็แผดคำรามหูดับตับไหม้

            ปังๆๆๆๆๆ!

            ปังๆๆๆๆๆ!

อานุภาพการยิงทำให้ทุกคนที่อยู่ในรถก้มหัวด้วยสัญชาตญาณ เกือบจะพร้อมๆ กับที่รถตู้กลายเป็นพาหนะเสียศูนย์แล่นส่ายไปมาเมื่อกระสุนหลายนัดเจาะทะลวงฐานล่าง จนยางล้อหลังทะลุปรุพรุนก่อนที่รถทั้งคันจะหยุดนิ่งไปในบัดดล

“มันเสร็จเราแล้ว!”

หัวหน้าทหารยามร้องบอกลูกน้อง

“ตามไปจับตัวมา!”

จังหวะเดียวกับที่ทหารรักษาการณ์ชาร์จเข้าหาเป้าหมายตามคำสั่งและเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเครื่องบินครางกระหึ่มให้ได้ยินมองเห็นอากาศยานลำใหญ่กำลังลดระดับลงมาได้อย่างถนัด

ประตูด้านข้างคนขับและประตูท้ายรถตู้ก็เปิดผางพร้อมกับร่างของธงอินทร์เสือกตัวออกมาในท่านอนขณะที่คมจักรตวัดปืนขึ้นพาดเบาะก่อนที่คู่พยัคฆ์ชาวไทยจะเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกมาพร้อมๆ กัน

            ปังๆๆๆๆ!

            ปัง! ปัง! ปัง!

อานุภาพการยิงส่งผลให้ทหารยามที่วิ่งตามมาอย่างย่ามใจ เพราะคิดว่าคนในรถตู้ไม่มีอาวุธล้มคว่ำเมื่อโดนกระสุนร้อนจี๋เข้าอย่างจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นทำหัวหน้าทหารยามร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ และตะลีตะลานชักปืนสั้นออกมาจากเอวชนิดเร็วที่สุดในชีวิต

แต่อากัปกิริยาของมันก็ช้าไปกว่ายอดพยัคฆ์คมจักรซึ่งเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกมาได้ก่อน ชนิดยิงตัดหน้าเพียงเสี้ยววินาที

            เปรี้ยง!

นัดเดียวเท่านั้น ร่างของหัวหน้าทหารยามก็มีอันหงายผงะโค่นตึงลงไปฟาดพื้นตายสนิทโดยไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

            “สละรถ! ทุกคนวิ่งไปขึ้นเครื่อง!”

ธงอินทร์ออกคำสั่ง

“คมจักร… นายดูแลคุณสิริวรรณา แบกเธอไปด้วย!”

“หา… อะไรนะ”

คมจักรโยนปืนทิ้ง

“จะให้ฉันแบกคุณนายรัฐมนตรีไปด้วยงั้นหรือ”

“ใช่… เธอตกใจจนสลบไปแล้ว”

ธงอินทร์ร้องบอก

“เครื่องแลนดิ้งแล้ว ระยะทางแค่นี้นักวิ่งไตรกีฬาอย่างนายไม่ยี่หระหรอกฉันรู้”

“อย่ามายอหน่อยเลย นายจะหลอกใช้ฉันต่างหากล่ะ”

คมจักรทำตาโตแต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของเพื่อนผู้เป็นหัวหน้าทีมโดไม่ขัดขืน

“ที่แบกคุณนายแบรนด์เนมไม่ใช่เพราะฉันเป็นลูกน้องนายหรอกนะ แต่ฉันไม่อยากติดคุกฐานฆ่าทหารรัฐบาลต่างหาก”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของคมจักรก่อนที่ทีมเฉพาะกิจของไทยพร้อมด้วย “วีไอพี” คนสำคัญจะเข้าไปสมทบกับคนจีนซึ่งกำลังแตกตื่นกับเสียงปืนที่ดังขึ้นบริเวณประตูทางเข้าสนามบินก่อนที่อากัปกิริยานั้นจะหายไปเมื่อเครื่องบินลำใหญ่แล่นเข้ามาจอดพร้อมกับเปิดแรมป์ท้ายราวกับเป็นสัญญาลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่า…

            ทุกคนกำลังจะได้กลับบ้าน

**************************


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here