อ่าวมาดาร์กัส ราชอาณาจักรอินนีเซีย

ท้องทะเลในขณะนั้นสงบเงียบ กระแสลมบางเบาจนผิวน้ำเกือบจะราบเรียบราวกับแผ่นกระจกจนดูราวกับว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นภายในน่านน้ำบริเวณดังกล่าว

              แต่ในความเป็นไปที่แท้จริงมิใช่เช่นนั้น

เพราะลึกลงไปใต้สมุทร ปลาเหล็กสีดำสนิทสัญชาติสหรัฐกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ในลักษณะที่บอกให้รู้ว่าเตรียมที่จะลอยลำขึ้นมาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

“เรืออยู่ในความลึก 30 เมตร”

“ทราบ”

ผู้บังคับการเรือยศนาวาเอกตอบรับการรายงานก่อนจะกดไมค์ที่อยู่บนมือแล้วออกคำสั่ง

“ทุกแผนก… ประจำสถานีลอยลำ เราจะขึ้นสู่ผิวน้ำ!”

คำประกาศที่ได้ยินจากลำโพงที่ติดอยู่ในห้องเมสกลางลำทำให้หัวข้อการสนทนาระหว่างบุรุษและสตรีชาวไทยกับหัวหน้าหน่วยข่าวกรองสหรัฐประจำประเทศไทยซึ่งเป็นอเมริกันผมสีน้ำตาลเปลี่ยนไป

“ใกล้เวลาที่พวกคุณจะต้องไปจากยูเอสเอส. จอร์เจีย แล้วครับ”

ภาษาไทยชัดเป๊ะหลุดจากปากของคนพูด

“ทันทีที่เราลอยลำขึ้นไปตามเวลานัดหมาย เฮลิคอปเตอร์ของบริษัทเอกชนสัญชาติสหรัฐซึ่งให้บริการในอ่าวนี้จะบินลงมารับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้วกลับเข้าฝั่ง”

“ฮ. จะไปส่งพวกเราที่สถานทูตเลยใช่มั้ยครับ”

“ถูกต้องครับ”

หัวหน้าซีไอเอ. ประจำประเทศไทยพยักหน้าให้ธงอินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของคำถาม

“มันก็อย่างที่ผมคุยให้คุณฟังในตอนต้นว่ารัฐบาลอินนีเซียมีพฤติกรรมบางอย่างที่น่าเคลือบแคลงสงสัยจนทำให้เราไม่ไว้วางใจสักเท่าไหร่ การเดินทางของเจ้าหน้าที่พิเศษจากประเทศไทยซึ่งเป็นทีมหลักจึงต้องใช้วิธีนี้เพื่อความปลอดภัย”

              “ฟังดูเหมือนว่าคนของผมที่เดินทางมาตามลำพังอย่างเปิดเผยจะอยู่ในฐานะเหมือนกับเป็นเทสเตอร์เพื่อตรวจสอบความจริงใจของประเทศนี้”

“คุณวิเคราะห์สถานการณ์ได้เร็วมาก”

อเมริกันวัยสี่สิบปลายๆ สบตากับนายทหารชาวไทย

“จากข้อมูลข่าวกรองของเรา หน่วยงานความมั่นคงของอินนีเซียมีความเคลื่อนไหวผิดปกติตั้งแต่รู้ว่าจะมีการส่งมอบตัวมุสตาฟาร์ให้กับทางการไทย จนฝ่ายข่าวประเมินว่าอาจมีการสร้างสถานการณ์เพื่อยับยั้งไม่ให้มุสตาฟาร์เดินทางออกนอกประเทศ

“ขออนุญาตถามครับ”

ธณิศรแทรกเข้ามา

“ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เราจะร่วมกันปฏิบัติภารกิจพิเศษในการนำตัวมุสตาฟาร์ไปยังประเทศไทยเพื่อสอบสวนข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายต่อเป้าหมายที่เป็นแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐในอาเซียนและการแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยอย่างนั้นใช่มั้ยครับ”

“ถูกต้องครับผู้กอง”

หัวหน้าหน่วยงานลับของสหรัฐหันไปทางนายตำรวจหนุ่ม

“ทีมของผู้กองจะได้รับการสนับสนุนทุกอย่างจนกว่าภารกิจจะลุล่วง ซึ่งเบื้องต้นผมได้เชื่อมโยงข่ายการติดต่อระหว่างสำนักงานบริหารสถานการณ์ของเราในอินนีเซียกับทีมเจ้าหน้าที่ไทยเรียบร้อยแล้ว ผู้กองสามารถร้องขอสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่างผ่านอุปกรณ์สื่อสารไฮเทคที่ผมมอบให้ตลอด 24 ชั่วโมงที่อยู่ในอินนีเซีย”

“ดีเลยครับ”

ธณิศรยิ้มเล็กน้อย

“ถ้างั้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะร้องขอก็คือรายงานความเป็นไปของนาวาโทคมจักรในตอนนี้ครับ”

“ไม่มีปัญหาครับ”

บุรุษชาวอเมริกันหันไปทางธงอินทร์อีกครั้ง

“คุณสามารถตรวจสอบสถานการณ์ของนาวาโทคมจักรแบบเรียลไทม์ได้ตั้งแต่นาทีแรกที่พ้นไปจากเรือลำนี้!”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่สามคนไทยได้ยินจากหัวหน้าซีไอเอ. ก่อนที่ร้อยตำรวจโทหญิงญาธิดาซึ่งเป็นสตรีเพียงผู้เดียวในคณะจะลุกขึ้นจากที่นั่งเป็นคนแรกเมื่อนายทหารประจำเรือดำน้ำคนหนึ่งเดินเข้ามาแจ้งให้ทราบว่าปลาเหล็กจอร์เจียลอยลำขึ้นสู่เบื้องบนเรียบร้อยแล้ว

“ตามผมมาเลยครับคุณผู้หญิง ฮ. กำลังจะมาถึงใน 90 วิ”

“ค่ะ”

นายตำรวจสาวตอบสั้นๆ ก่อนจะตามด้วยคำถาม

“ว่าแต่ดาดฟ้าของเรือดำน้ำรูปทรงแท่งซิการ์มีที่ว่างพอให้ ฮ. ใช้เป็นแลนดิ้งโซนด้วยหรือคะ”

“คุณผู้หญิงเคยเล่นทิ้งดิ่งในสวนสนุกหรือเปล่าครับ”

อีกฝ่ายพูดยิ้มๆ

“ถ้าไม่เคยอีกประเดี๋ยว ฮ. ที่มารับจะแสดงให้ดูครับ”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่สามคนไทยโผล่พ้นฝาแฮทซึ่งถูกเปิดออกทางด้านหัวเรือ เสียงใบพัดหมุนจี๋ก็ดังกระหึ่มลงมาให้ได้ยิน

เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้น สายตาทุกคู่ก็มองเห็น ฮ. โดยสารแบบพลเรือนสีน้ำทะเลคาดขาวบินเข้ามาลอยลำอยู่เหนือหัว

จากนั้นประตูข้างลำตัวก็ถูกเปิดออก ก่อนที่เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องจะชะโงกหน้าออกมาหย่อนสลิงพร้อมที่คาดตัวลงมา

“เลดี้ เฟิร์ส… เชิญผู้หมวดครับ”

นายทหารประจำเรือดำน้ำร้องบอกนายตำรวจสาวชาวไทยพร้อมกับดึงที่คาดตัวเข้ามาช่วงแต่งให้ญาธิดาภายใต้กระแสลมและเสียงแผดกระหึ่มของโรเตอร์ ฮ.

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ลูกนาวีอเมริกันจึงเงยหน้าขึ้นชูนิ้วเป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ประจำ ฮ. ซึ่งจ้องมองลงมาและรออยู่แล้ว

บัดนั้นเองที่ร่างของญาธิดากลายเป็น “คนบินได้” ที่ลอยขึ้นด้วยกว้านจนกระทั่งถึงประตูห้องโดยสารก่อนที่เจ้าหน้าที่ประจำ ฮ. จะดึงร่างของหล่อนเข้าไป เพื่อปลดสายรัดแล้วหย่อนสลิงพร้อมอุปกรณ์รัดตัวกลับลงมาใหม่

อึดใจต่อมาก็เป็นคิวของธณิศรซึ่งนายตำรวจหนุ่มใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ในการสวมสายรัดอย่างคล่องแคล่วและให้สัญญาณพร้อมด้วยตนเองก่อนจะถูกดึงขึ้นไปเป็นคนที่สอง

และเมื่อถึงคราวที่ธงอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจากประเทศไทยจะถูกดึงขึ้นไป

นายทหารประจำเรือดำน้ำได้เข้ามาดูแลความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะย้ำกับสายลับของกองทัพเรือด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อย่าประมาทนะครับ กรุณจำไว้ว่าบนดินแดนของอินนีเซียผู้พันไม่ควรไว้ใจใครนอกจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น”

“ขอบคุณที่บอกผม”

“โชคดีนะครับ”

“เช่นกันครับ”

ธงอินทร์ตอบเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่ภาพซึ่งปรากฏแก่สายตาของนายทหารชาวไทยก็คือเรือดำน้ำที่อยู่ใต้ร่างของตนเองก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปจากทัศนวิสัยเมื่อเจ้าหน้าที่ประจำ ฮ. ดึงร่างผู้โดยสารคนสุดท้ายเข้ามาใน ฮ. แล้วปิดประตูโดยไม่ชักช้า

“พัสดุครบ! ไปได้!”

เสียงตะโกนบอกนักบินดังขึ้นเกือบจะพร้อมกับที่ธงอินทร์ส่งใจไปถึงเพื่อนคู่หู

“คมจักร… นายเป็นยังไงบ้าง”

ภาพของมิตรสนิทตั้งแต่ครั้งที่เป็นนักเรียนนายเรือปรากฏขึ้นในมโนนึก

“รออีกนิดนะ… พวกเรากำลังจะเข้าไปหานาย!”

 

 

หากมีญาณพิเศษ ธงอินทร์ก็คงจะรับรู้ได้ว่าคมจักรซึ่งเดินทางเข้ามาก่อนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันอันตรายมากขึ้นเป็นลำดับ

เพราะพันเอกนูฮาชิมซึ่งติดตามนายทหารชาวไทยที่สนามบินสั่งการให้ “บิ๊กไบค์” ในสังกัดเร่งเครื่องเข้าประชิดเพื่อสกัดกั้นขัดขวางการหลบหนี

เสียงจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่แผดคำรามลั่นทำให้คมจักรรู้ได้ในทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังไล่ตามมาติดๆ

ทั้งที่ปืนบนมือจ่อเข้าหาพันตรีโจโลเพื่อบังคับให้ขับรถไปข้างหน้าแต่แว่บเดียวที่นาวาโทมหากาฬชำเลืองหางตาไปทางด้านหลัง ยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็มองเห็นมนุษย์สองล้อควบจี๋กระหนาบเข้ามาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา

จังหวะเดียวกับที่บิ๊กไบค์ที่มีชายชุดดำสวมหมวกกันน็อคปิดหน้าตีคู่ขึ้นมาทันในลักษณะที่ปราศจากความเป็นมิตร

มือข้างที่ไม่ได้ถือปืนของคมจักรก็คว้าหมับเข้าที่พวงมาลัยรถแล้วกระชากสุดแรงชนิดที่พันตรีโจโลผู้เป็นคนขับไม่ทันรู้ตัว

              ทีเดียวเท่านั้นพาหนะสี่ล้อที่กำลังเร็วจี๋ก็เสียศูนย์ออกทางข้างแล้วกระแทกเข้าใส่บิ๊กไบค์คันขวาอย่างจัง

โครม!

เสียงดังสนั่นจึงบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ทั้งคนทั้งรถล้มคว่ำกระเด็นเข้าไปอยู่ในเลนตรงข้าม ในวินาทีเดียวกับที่คนขับรถเก๋งอีกคันที่ทะยานสวนมานัยน์ตาเหลือกกระทืบเบรกจมมิดด้วยความตกใจแต่ก็ไม่ทัน

โครม!

ประสานงานดังสนั่นเป็นครั้งที่สองจึงบังเกิดขึ้นเมื่อรถบีเอ็มคันนั้นพุ่งเข้าชนบิ๊กไบค์อย่างถนัดถนี่ ยังผลให้ทั้งรถทั้งคนลอยกระเด็นราวกับถูกช้างเตะก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นแน่นิ่งไปในบัดดล

ส่วนบิ๊กไบค์อีกคันที่ตีคู่เพื่อที่จะพุ่งเข้าประกบอีกด้านไวพอที่จะรอดไปได้อย่างฉิวเฉียดด้วยสัญชาติญาณของผู้เป็นคนขี่

เพราะในวินาทีเดียวกับที่พาหนะเป้าหมายกระชากพวงมาลัยเข้ากระแทกเพื่อนของมันที่อยู่บนอานสองล้อด้านข้างนักล่าที่คร่อมอยู่บนอานอีกคันก็หักแฮนด์ด้วยสัญชาตญาณเพื่อฉีกตัวเปลี่ยนทิศพุ่งขึ้นฟุตปาธอย่างฉับพลันแล้ววิ่งคู่ขนานไปในระยะที่เก๋งสี่ล้อไม่อาจทำอะไรได้

แต่สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะรอดพ้นของมันก็กลับพลิกผันไปอย่างช่วยไม่ได้

เพราะแทนที่จะใช้กลยุทธนั้นต่อไป บิ๊กไบค์คันสองกลับผ่อนความเร็วแล้วปล่อยให้เป้าหมายนำหน้าขณะที่ตัวเองหักหัวกลับ เพื่อกวดท้ายไล่หลังและเปลี่ยนแผนด้วยการชักปืนออกมาจากอกเสื้อเล็งเป้าหมายไปยังล้อรถแล้วเหนี่ยวไกอย่างไม่ยั้ง

              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

              เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงปืนแผดลั่นถนนในวินาทีที่กระสุนแดงวาบพุ่งเข้าทะลวงล้อรถทางด้านหลังจนฉีกกระจุยหมดสภาพไปในพริบตา

แต่ยอดพยัคฆ์ชาวไทยซึ่งรู้ได้ถึงการโจมตีจากอาการทรุดตัวเสียศูนย์ของเก๋งที่เหลือสามล้อก็พลิกวิกฤติไปเป็นการตอบโต้อย่างฉับพลันด้วยการกระชากพวงมาลัยซ้ำสองพร้อมกับเหยียดขากระทืบเท้าลงไปยังบาทาที่อยู่บนแป้นเบรกของพันตรีโจโลสุดแรงเกิด

เก๋งที่เหลือไม่ครบสี่ล้อจึงมีอันแผดเสียงบาดหูในวินาทีที่มีอาการกระชากเหมือนถูกมือยักษ์จับกระชากจนหมุนคว้างเพราะถูกห้ามล้ออย่างกะทันหัน และแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นก็ทำให้รถที่ยางแตกเสียศูนย์หมุนลิ่วเข้าไปขวางอยู่กลางถนนกลายเป็นปราการด่านเหล็กให้บิ๊กไบค์ที่เบรกไม่ทันพุ่งชนในพริบตาอันต่อเนื่อง

เสียงตูมสนั่นจึงบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการสะท้านเยือกของรถทั้งคันที่ตัวถังยุบกระจกแตกกระจาย ขณะที่นักบิดบิ๊กไบค์ลอยละลิ่วข้ามหลังคาหล่นลงไปหงายท้องหลังกระแทกพื้นโครมสนั่น

ถึงตอนนั้นคมจักรก็รู้แล้วว่าจะต้องทำอะไรต่อไป นายทหารชาวไทยจึงเปิดประตูเผ่นพรวดลงจากรถโจนทะยานเข้าหาร่างที่กำลังผงกหัวเพื่อที่จะตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว

“อึดนักหรือแก!”

ประโยคนั้นหลุดจากปากของคมจักรพร้อมๆ กับที่เท้าขวาเกร็งแน่นเสยตูมเข้าใส่ปลายคางของไอ้นั่นเต็มเหนี่ยว

ผัวะ!

อวัยวะเบื้องต่ำของคมจักรที่อัดเต็มด้วยพลังกลายเป็นยาสลบที่ให้ผลเฉียบขาด เพราะฝ่ายตรงข้ามสติดับหลับสนิทไปในพริบตา

ไอ้นั่นจึงไม่มีโอกาสได้เห็นคนเตะก้มลงคว้าปืนที่เคยอยู่บนของมันไปเป็นกรรมสิทธิ์ ก่อนจะสับฝีเท้าเข้าหาที่กำบังราวกับจะรู้ว่าศัตรูที่ตามมาสมทบไล่ล่าจะต้องเปิดฉากยิงอย่างแน่นอน

แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น เพราะยังไม่ทันที่คมจักรจะวิ่งไปถึงอาคารข้างถนน กัมปนาทปืนหลายกระบอกก็แผดระรัวราวกับประทัดตับ

ปังๆๆๆๆ !

ปังๆๆๆๆ !

เสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้คมจักรกระโจนลงพื้นกลิ้งตัวเร็วจี๋เข้าไปใต้อาคารร้านค้า ขณะที่ผู้คนแถวนั้นส่งเสียงกรีดร้องอย่างตกใจขณะวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

เช่นเดียวกับพันตรีโจโลที่ฉวยจังหวะนั้นเปิดประตูอันบุบบู้บี้กระเสือกกระสนลงจากรถแล้วกัดฟันวิ่งเข้าหาฝ่ายเดียวกัน

“ตามไปฆ่ามัน!”

พันตรีโจโลตะโกนลั่น

“ไอ้บ้านั่นตัวคนเดียว ยังไงก็ต้านเราไม่อยู่แน่!”

ชายฉกรรจ์อันเป็นทีมไล่ล่าที่เพิ่งแปรแถวลงมาจากรถตู้พร้อมอาวุธครบมือดาหน้าเข้าหาตำแหน่งของคมจักรพร้อมกับสาดกระสุนเข้าใส่ถี่ยิบจนกระจกร้านค้าปลิวกระจายสะเก็ดไฟแตกว่อนออกจากผนังอาคารที่อยู่ในวิถีกระสุน

แต่ยอดพยัคฆ์ชาวไทยก็ไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามถล่มเอาข้างเดียว

เพราะคมจักรผงกหัวขึ้นสู่ด้วยการเหนี่ยวไกตอบโต้ก่อนจะเบนปากกระบอกเล็งศูนย์เข้าหาพาหนะยางแตกที่พังยับอยู่กลางถนนแล้วยิงกระหน่ำเข้าใส่โดยมีตำแหน่งถังน้ำมันเป็นเป้า

ปังๆๆๆๆ !

ตูม! บึ้ม!

เสียงกึกก้องปานฟ้าผ่าบังเกิดขึ้นพร้อมกับลูกไฟแดงวาบที่แผดแผ่ออกมาจากตำแหน่งของซากรถที่กลายเป็นจุดระเบิด ยังผลให้ทีมไล่ล่าที่ตามมาหงายผงะด้วยคลื่นความร้อนและแรงอัดที่กระแทกเข้าใส่

จังหวะนี้เองที่คมจักรผุดลุกขึ้นแล้วสับฝีเท้าเข้าไปในร้านค้าวิ่งจี๋ขึ้นไปตามบันไดโดยมีดาดฟ้าชั้นบนเป็นจุดหมาย

ทั้งที่ถูกไล่ล่าจนตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ยอดพยัคฆ์ชาวไทยกลับร้องบอกตัวเองอย่างไม่ยี่หระ

“เอาละวะ… ได้เล่นค้ำถ่อบนหลังคาตึกในต่างประเทศก็วันนี้แหละ!”

เกือบจะพร้อมๆ กับที่คมจักรตัดสินใจเผ่นหนีในที่สูงภายในสถานทูตสหรัฐประจำเมืองหลวงของอินนีเซีย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ตื่นตัวสุดขีด

“เกิดเรื่องแล้วครับหัวหน้า”

พนักงานซึ่งเป็นเวรประจำวันพูดเสียงรัว

“หน่วยพิเศษของอินนีเซียติดตามไล่ล่านาวาโทคมจักรบนถนนสายหลักและยิงปะทะกันบริเวณจตุรัสฮอนมามีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย”

“ส่งข่าวให้ ฮ. ที่รับผู้โดยสารจากทะเลรู้เรื่องและระบุพิกัดที่เป็นจุดปะทะเดี๋ยวนี้เลย!”

นั่นเป็นคำสั่งของผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองที่หลุดจากปากโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว!

 

\***************จบตอน*********************/

 


พันทิวา
นักเขียนลูกนาวีวัยใกล้เกษียณอยู่ในบรรณาพิภพมากว่า 40 ปี เริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนุ่งขาสั้น มีผลงานรวมเล่มเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2526 และเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here