ความหิวของคนรวย (ตอนต้น)
……..

ที่บริเวณลานจอดรถสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ใกล้บริเวณจัดงานมอบรางวัลวรรณกรรมชื่อดังระดับประเทศ หญิงสาวสวยน่ารัก ท่าทางสง่างามภูมิฐาน ยิ้มหวาน

“รบกวนด้วยนะคะ เพื่อนแอมไม่ได้เอารถมา ซอยนี้ลึกมาก แล้วมันก็ดึกแล้วด้วย ขอแค่ออกไปถึงถนนใหญ่ก็พอค่ะ” เธอทำท่าเกรงอกเกรงใจอยู่ข้างรถเบนซ์สีบรอนซ์ทองคันงาม “แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ”

ชายหนุ่มทำตาโต รีบยกมือโบก “เฮ้ย ไม่เป็นไรครับ สบายมาก เพื่อนคุณแอมก็เพื่อนผม อีกอย่างยังไงผมก็ต้องขับออกไปทางถนนใหญ่อยู่ดี” เขาว่าพลางยกข้อมือขึ้นถลกชายเสื้อสูทเพ่งนาฬิกาเรือนละสามแสนเงาวับ หน่วงเวลานิดหน่อยอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติเหมือนไม่จงใจ “นี่เพิ่งห้าทุ่ม ถ้ารีบหน่อยเราน่าจะทันรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย สะดวกไปรถไฟฟ้าไหมครับ”

เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณงานได้สักครู่หนึ่ง สายลมจากเครื่องปรับอากาศในรถเย็นฉ่ำ เบาะนุ่มนิ่ม และความเงียบนุ่มของรถราคาแพง ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ที่เบาะโดยสารด้านหลังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากยืนๆ เดินๆ ในงานอยู่หลายชั่วโมง

              เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศในรถมันชักจะเงียบชวนอึดอัดเกินไป ชายหนุ่มผู้โดยสารจึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นบ้าง “ขอบคุณนะครับคุณตะวัน อุตส่าห์พาออกมาส่ง ไม่งั้นต้องเดินออกมาทั้งลึกทั้งเปลี่ยวแบบนี้ ขาลากแน่ๆ”
“ด้วยความยินดีครับ” ชายหนุ่มที่นั่งหลังพวงมาลัยรถเบนซ์กระแอมเบาๆ  “แต่อันนี้พูดกันนอกรอบนะครับ ห้ามไปเล่าให้คุณแอมฟังนะ” ชำเลืองสบตาผู้โดยสารทั้งสองผ่านกระจกมองหลังแล้วอมยิ้ม

“นี่ถ้าไม่ใช่คุณแอมพามาขอร้องให้ผมไปส่ง ผมไม่กล้ารับคุณสองคนขึ้นมานะ น่าชื่นชมนะฮะ คุณแอมคบเพื่อนหลากหลายมากๆ” ชายหนุ่มท่าทางสำอางพูดพลางกลั้นหัวเราะ “ขอโทษนะ คืองี้ ผมเข้าใจแหละว่าพวกติสท์พวกนักเขียนเนี่ย ชอบคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น ไม่ชอบแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ยับๆ แต่ข้างในเต็มไปด้วยความคิดดีๆ เก๋ๆ พวกคุณนี่ผ้าขี้ริ้วห่อทองดีๆ นี่เอง”

“ก็… ไม่เชิงอย่างนั้นทุกคนหรอกครับ นักเขียนบางคนแต่งตัวดีหล่อๆ เท่ๆ ก็มี เพียงแต่ ผมนี่…”

“ไส้แห้ง” ชายหนุ่มเจ้าของรถว่าแล้วหัวเราะชอบใจมุกตลกตัวเองเสียงดังลั่น “โทษทีๆ มันติดปากน่ะครับ นักเขียนไส้แห้ง เป็นแล้วจน เท่แต่กินไม่ได้อะไรทำนองนี้ สงสัยมีมาตั้งแต่รุ่นทวด เออ ผมก็เพิ่งจะเคยคุยกับคนอย่างพวกคุณนี่แหละ แปลกดี แต่ถ้าธรรมชาติยังคัดสรรให้พวกคุณยังมีชีวิตรอดสืบต่อสายพันธุ์มาได้จนทุกวันนี้ แสดงว่าก็ต้องมีข้อดีอะไรอยู่แหละ เฮ้ย พูดอย่างนี้ไม่โกรธนะ”

ในรถเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงถอนหายใจเบาบางแทบไม่ได้ยินจะดังมาจากเบาะหลัง ตามมาด้วยประโยคที่ใช้ทำหน้าที่สลายความเงียบชวนอึดอัด

“ว่าแต่ คุณมางานวรรณกรรมบ่อยเหรอครับ ผมไม่ค่อยเห็นเลย หรือว่ามาเพราะเป็นเพื่อนคุณแอม”

“หื้มมม…” ตะวันเอียงคอพยักหน้า “ใช่ฮะ ผมเป็นเพื่อนคุณแอม เพื่อนตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย จริงๆ ไม่ได้ติดต่อกันมาพักใหญ่ แต่พ่อผมไปเจอคุณแอมในข่าวว่าแกเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เกี่ยวกับบทกวี กำลังจะเซ็นสัญญาตีพิมพ์ทั้งในจีน อเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป เลยบอกให้ผมลองมาคุยปรึกษาทิศทางงานดู เผื่อได้แนวความคิดหรือได้คอนเนคชั่นต่างประเทศด้วย เธอเก่งมากนะครับ ผมยอมรับเลย”

บทสนทนาหยุดอยู่ ช่องว่างในอากาศเหมือนจะค่อยๆ ขยายตัวอีกครั้ง

ชายหนุ่มเบาะหลังยังไม่ทันได้พูดอะไร คนขับก็พูดต่อ “อีกอย่าง บรรยากาศงานศิลปะอะไรพวกนี้ ผมห่างเหินมานานมากแล้ว วันๆ คิดแต่เรื่องงาน เรื่องธุรกิจ เรื่องลูกน้อง เครียด เหนื่อย ความรับผิดชอบผมมันเยอะ เผื่อจะได้มาผ่อนคลาย เจอผู้คนในโลกอีกแบบบ้าง

“ก็สนุกดีนะครับ อารมณ์เหมือนสมัยเรียน ตอนคณะมนุษย์ จัดนิทรรศการวรรณกรรม คนในงานก็ดูเป็นมิตรดี ไม่ต้องเกร็งเวลาพูดด้วย สังคมผมนี่ เจอกันในงานสังสรรค์บางทีเครียดกว่าทำงานจริงๆ อีก ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่าควรวางตัวยังไงต่อหน้าใคร คนไหนชอบอะไรไม่ชอบอะไร ควรพูดยังไงกับใคร ข้อมูลพื้นหลังของแต่ละคนต้องเป๊ะ เอ่อ ว่าแต่ คุณเป็นนักเขียนแนวไหนเหรอครับ”

ยังไม่ทันที่นักเขียนจะเอ่ยปากตอบ ก็พอดีชายหนุ่มในเสื้อแบรนด์หรูมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับอยู่ด้านหน้าด้วยความเร็วต่ำ

เขาขับเข้าไปประชิด จิ๊ปากไม่พอใจ กดแตรสั้นๆ หลายครั้ง จนคนขับมอเตอร์ไซค์ชะลอจอดข้างทาง เมื่อรถคันหรูขับแซงไปจึงเห็นว่าบนรถบรรทุกคนถึงสี่คน คือเด็กชายอายุราวห้าขวบด้านหน้า ชายหนุ่มคนขับรถ เด็กเล็กราวสองขวบนั่งกลาง และหญิงสาวที่น่าจะเป็นแม่นั่งปิดท้าย

“คุณดูความประมาทของพวกนี้ คุณภาพชีวิตโคตรต่ำ เอาเด็กมานั่งซ้อนงี้ได้ไง ทั้งอันตรายกับตัวเอง กับเด็ก และผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย” คนพูดส่ายหน้าเน้นเสียงกดต่ำอย่างไม่สบอารมณ์เต็มที่

“พวกเขาอาจจะไม่มีทางเลือกมากนักก็ได้นะครับ” คำพูดนั้นเหมือนลอยออกมาจากพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่เคยมีใครสนใจ “คนเราหากไม่มีความจำเป็น คงไม่อยากพาลูกเล็กๆ อย่างนั้นขี่มอเตอร์ไซค์มาตากแดดตากลมนอกบ้าน”

“ก็ถ้าไม่พร้อมทำไมไม่หัดวางแผนครอบครัวล่ะครับ” ชายเจ้าของรถว่า “รถเก๋งถูกๆ สักคันยังไม่มีปัญญาซื้อ แล้วจะมีปัญญาเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นคนดีมีคุณภาพได้ยังไง เลี้ยงเด็กคนนึงกว่าจะโต ค่าอยู่ ค่ากิน ค่าเรียน ต้องมีให้พร้อมก่อน เป็นล้านนะคนนึงน่ะ”

“แล้วหากใครสักคนไม่มีปัญญาซื้อรถเก่งหรือบ้านเป็นของตัวเอง ทำงานกินเงินเดือนเป็นลูกจ้างรายวันไปทั้งชีวิต เขาก็ไม่มีสิทธ์ที่จะมีลูกหรือครับ”

“เหอๆ นั่นไงครับที่ผมพูดถึง ชีวิตไม่แน่นอน แล้วเสือกปั๊มลูกเต็มบ้านเต็มเมือง คอยดู เดี๋ยวรุ่นต่อไป มนุษย์ลิงแม่งเต็มเมือง พวกนี้ตัวถ่วง ถ่วงประเทศ ถ่วงคนที่เขาจะพาประเทศให้เจริญ เหมือนพวกหมาแมวจรจัดน่ะคุณ สิ่งมีชีวิตคุณภาพต่ำที่แพร่ไปทั่วเหมือนเชื้อโรค แถมบางทีมาสร้างความเดือดร้อนให้คนดีๆ คนอื่นอีก พอจะเซ็ทซีโร่ พวกกระแดะก็มาห้ามกันอีก แบบนี้มันต้องทำหมันให้หมดน่ะอย่างน้อย รุ่นต่อไปจะได้ไม่งอกเพิ่มมาอีก”

“อย่างงี้ คุณคิดว่าถ้าเราเซ็ทซีโร่กับทำหมันคนจนให้หมดทั้งประเทศ ประเทศเราจะดีขึ้นหรือครับ”

“คุณถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว คุณลองนึกดูสิ ถ้าประเทศมีแต่ประชากรคุณภาพ การศึกษาดี ชาติตระกูลดี มีคุณธรรม มันจะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน เออ แต่นี่ผมไม่ได้หมายถึงพวกคุณนะ พวกคุณน่ะจนก็จริง แต่มีการศึกษา มีความรู้ มีฝีมือ เป็นพวกยกเว้นน่ะ คนทำงานศิลปะ แต่งตัวบ้านๆ ยังไงก็ได้รับการยอมรับ

“บอกตรงๆ บางทีผมก็หมั่นไส้ฉิบหาย งานโคตรสบายเลย มีดินสอ กระดาษก็หาเงินได้แล้ว ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงเหมือนคนอื่นๆ วันๆ นั่งๆ นอนๆ มองฟ้ามองดิน แล้วก็แต่งบทกวีหวานๆ ให้พวกเด็กผู้หญิงเพ้อ แล้วก็ได้เงิน คุณคิดดู บางทีบทนึงมีอยู่ห้าบรรทัด แม่ง… ได้เงินเป็นพัน แถมบางทีมาโดนแจ๊คพ็อต ได้รางวี่รางวัลระดับชาติระดับโลกไปอีก อย่างคุณที่ได้รางวัลในงานวันนี้ไง เอาคำสวยๆ ยากๆ มาเรียงกันแล้วบอกว่ามันคือศิลปะ ตลก! เหมือนบ้าจี้กันไปหมด  ผมนี่บริหารบริษัทแทบตาย กว่าจะได้แต่ละบาท เชี่ย… ห้าบรรทัดได้สามหมื่นเหนาะๆ รู้งี้ผมไปเป็นนักเขียนเป็นกวีนานแล้ว ไม่ต้องมาเหนื่อยอย่างทุกวันนี้”

“สามหมื่นก็จริงครับ” เสียงจากเบาะหลังเริ่มตอบโต้ “แต่นั่นอาจจะหมายถึงรายได้ของทั้งปีนะครับ แล้วนักเขียนก็ไม่ได้รางวัลกันทุกคน สามหมื่นนี้ได้อยู่คนเดียว จากบทกวีที่ส่งเข้าประกวดทั่วประเทศหรือทั่วโลกเป็นหลักร้อย หลักพัน แล้วที่คุณว่าไม่เหนื่อย ไม่ลงทุน คุณคงนึกไม่ออกว่า กว่าจะได้ห้าบรรทัดนั้นมาเขาจ่ายเงินซื้อหนังสือไปกี่เล่ม ศึกษาเพื่อพัฒนาผลงานตัวเองมากี่ปี และกระดาษกี่รีมที่ขยำไปกองทิ้งในตะกร้า เพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด เอาจริง ถ้าผมมีโอกาสพัฒนาตัวเองในสายงานของผม เพื่อให้หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวได้ผมก็คงทำนะ คุณโชคดีนี่ครับ คุณสามารถเข้าถึงโอกาส มีคนคอยสนับสนุน มีทางเลือก สำหรับบางคน ทางเลือกมีไม่มากนักหรอก”

“เหอะๆ แหม… จริงๆ ผมนี่โคตรเกลียด พวกที่อะไรๆ ก็อ้างความเหลื่อมล้ำ อ้างเข้าไม่ถึงโอกาส ทั้งที่ตัวเองไม่พยายามสร้างโอกาส นั่งงอมืองอเท้ารอแต่ความช่วยเหลือจะหล่นมาจากเบื้องบน อย่างผมนี่ แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่พอจะมีกินมีใช้ แต่ก็ไม่ได้รวยแต่แรก พวกผมพยายามครับ ตอนลำบากก็มี อดทนกันจนผ่านมาได้ ไม่เคยคิดจะพึ่งใคร”#

(อ่านต่อตอนจบ)——->>>> คลิ๊กเลย

    …………………………………………..

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here