กะทิ แกง ขวิด โควิด-19
……..

เช้าวันนี้สามีตื่นมาก็อดขำตัวเองไม่ได้ที่เก็บเรื่องภรรยาบ่นไวรัสโควิด-19 ทำเอาคนจิตตก ไปฝันเป็นตุเป็นตะ

ในความฝันตัวเขาเองเดินตามถนนโล่งๆ หาซื้อข้าวกิน แต่ไม่มีร้านเปิดขายสักร้าน หิวมาก เดินจนสุดท้ายก็ตกใจตื่น ท้องร้องจ๊อกกก… ต้องลงไปมองหาอาหารจนเจอเป้าหมาย ปลิดกล้วยน้ำว้าลูกหนึ่งปอกเคี้ยวกลืนลงท้อง แล้วตามด้วยน้ำเปล่าสองแก้วเต็มๆ พอประทังหิวไปได้

ในเมื่อตื่นเต็มตาสามีก็ไม่อยากนอนต่อแล้ว เหลียวมองดูนาฬิกาบนผนัง ก่อนหน้านี้เคยคิดจะลาออกจากงานประจำมารับงานนอกทำที่บ้าน พักหลังงานฝิ่นมีมากจนเบียดเวลางานประจำแต่ก็เป็นที่มาของรายได้จำนวนไม่น้อยแม้รู้ดีว่ารายได้เหล่านี้ไม่แน่นอน

ทว่าสุดท้ายก็ต้องถูกบีบให้ออก หลังพิษโควิด-19 เล่นงาน บริษัทอ้างว่าไม่มีงาน อยากให้ช่วยๆ กันหน่อย ยังดีที่ให้เงินล่วงหน้ามาสองเดือน แม้หนทางข้างหน้ายังมืดมน เพราะไม่ได้เตรียมใจเผื่อหรือวางแผนล่วงหน้า แต่ทำไงได้ ไม่รับก็คงไม่ได้อะไรเลย

ขณะลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจ สามีได้ยินเสียงภรรยาเรียกดังจากชั้นล่าง จึงรีบพับผ้าห่มดึงผ้าปูเตียงให้เรียบร้อยแล้วรีบลงตามเสียงเรียก

“ขอเวลาแปรงฟันแป๊บเดียวจ๊ะที่รัก” สามีตะโกนบอกภรรยา

 

ตลอดลานหน้าบ้านกว่าห้าสิบตารางเมตรเป็นลานโล่ง ครึ่งหนึ่งปลูกไม้ดอกไม้ผล ครึ่งหนึ่งเป็นลานปูน หลังเสร็จกิจส่วนตัว ออกมายืนหน้าห้องน้ำได้ไม่ถึงอึดใจ ภรรยาก็ตะโกนเรียกซ้ำอีก หนนี้บอกถึงวัตถุประสงค์ด้วย

“ไปซื้อกะทิกล่องหน้าปากซอยให้หน่อย”

สามีเดินบ่นอุบอิบ สถานการณ์โควิด-19 อย่างนี้ ภรรยากลับไม่ยอมกักตุนอาหารเลย เธออยากจะได้อะไรถ้าไม่ไปซื้อเองก็สั่งให้สามีไปซื้อ แทนที่จะเกรงเรื่องเชื้อโรค

“รัฐบาลเขาให้กักตัวอยู่แต่บ้าน ทำไมไม่ฟังบ้าง”

“เราสองคนก็อยู่แต่บ้านมากี่ปีแล้ว เคยไปเที่ยวไหนกัน มีแต่คนรวยนั่นแหละที่ป่วย โรคนี้มันเอาแต่คนรวย” เธอพูดหน้าตาเฉย

“ไปเอาที่ไหนมา” สามีอดถามไม่ได้

“ไลน์หมู่บ้านแชร์กันให้ว่อน” คราวนี้ภรรยาทำหน้าจริงจัง “รีบไป ถ้าร้านเจ๊หน่อยไม่มี ก็ไปเซเว่น”

“นี่เขาประกาศปิดเมือง ออกได้หรือ” แม้จะรู้คำตอบแต่สามีก็ยังอยากใช้สิทธิ์ในการโต้แย้ง

“เขาปิดแต่ห้าง” ภรรยาทำหน้าเหมือนเบื่อหน่ายเอือมระอาเต็มทีที่สามีไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวข่าวสารอะไรกับเขาเอาเลย

“เซเว่นไม่ใช่ห้างเหรอ” ยังคงอยากเถียง แต่คราวนี้เสียงเริ่มอ่อย

“เซเว่นมันร้านสะดวกซื้อย่ะ” ภรรยาโต้ “รีบไปเร็ว จะกินไหม แกงเขียวหวานน่ะ”

สามีคว้าหน้ากากอนามัยมาสวมแล้วก็ตรงไปที่แขวนกุญแจรถแต่กลับไม่เจอ นึกทบทวนไปมา ค่อนข้างแน่ใจว่าเมื่อวานคงไม่ได้หยิบออกจากกระเป๋ากางเกง จึงถามหากางเกงยีนส์ตัวเมื่อวานกับภรรยา เพราะจำได้แม่นยำว่าได้หย่อนลงตะกร้ารอซัก

เมื่อสามีถามถึงภรรยาว่าวางอยู่ริมรั้ว สามีจึงเดินเข้าไปสอดส่ายสายตาหาดู

ทว่าเดินไปยังไม่ถึงที่หมาย สายตาพลันเห็นตัวอะไรสักอย่างขยับดุกดิกใต้เศษซากไม้ ตอนแรกสามีคิดว่าตนคงเผลอเหยียบมันเข้า นึกขอโทษในใจ ไม่ได้ตั้งใจเลย แต่ไม่ใช่หรอก!

ด้วงกว่างต่างหาก! ด้วงกว่างสองตัวกำลังชนกันบนลานปูนโล่ง สีน้ำผึ้งกับสีดำอมน้ำตาลของเจ้ากว่างทั้งสองท่ามกลางแสงสว่างของวันทำให้เห็นศึกครั้งนี้ชัดเจน สามีเคยดูสารคดีเกี่ยวกับกว่างชนกัน แต่นี่ของจริงและมาเกิดกลางบ้าน ไม่ใช่การชนกันบนขอนไม้!!

สามีสนใจกว่างจนลืมเรื่องซื้อกะทิกล่องไปเลยในตอนนั้น กว่างทั้งสองตัวมีขนาดต่างกันเล็กน้อย ตัวใหญ่กว่ามีสีดำอมน้ำตาลเป็นมันวาว เขาที่ออกยาวออกมาคู่นั้นเล็กกว่าอีกตัวที่มีสีน้ำผึ้ง เขาคาดว่าอาจจะเป็นคนละพันธุ์กัน ขณะเดียวกันก็มองหาตัวเมีย เพราะกว่างจะชนกันก็เพราะตัวเมีย แต่เอ ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูฝน ไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ของมันนี่นา แต่ช่างเหอะ!

เจ้าตัวโตดูเหมือนกำลังได้เปรียบ มันคีบดันฝ่ายตรงข้ามจนต้องล่าถอย ทว่าในเวลาอันรวดเร็ว เจ้าตัวเล็กกลับงัดแซะและดันจนงัดเข้าข้างลำตัวเจ้าตัวใหญ่ได้ ขณะที่เจ้าตัวใหญ่กำลังถอยร่น เหมือนกำลังจะถูกยกขึ้น มันก็กดตัวลงมาจนดูไปดูมาเหมือนทั้งสองตัวม้วนกอดกันเป็นก้อนกลม ราวกับนักมวยปล้ำประเภทเกรกโกร-โรมัน

ครู่ต่อมาเจ้าตัวใหญ่กลับคลายตัวออกราวกับกำลังจะเสียเปรียบเพราะเจ้าตัวเล็กกำลังจะงัดล่างได้

สามีนึกบางอย่างออก ส่ายตามองหาเศษไม้จนพบ จัดการใช้ปลายไม้สอดไปในเขาตัวเล็กที่กำลังยกเจ้าตัวใหญ่ให้ลอยขึ้น

ได้ผล! เมื่อเขางัดปลายไม้ขึ้น เขาเจ้าตัวเล็กก็หลุด เจ้าตัวใหญ่ที่เหมือนนิ่งไปก็ลุกขึ้นขยับตัวไปมาสองสามทีแล้วตรงเข้าหาตัวเล็กที่คงกำลังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เจ้าตัวใหญ่สอดเข้าไปใต้เขาเจ้าตัวเล็กและดันคู่ต่อสู้ถอยหลัง สามีเห็นเจ้าตัวเล็กบิดเขางอไปงอมา เขาของตัวใหญ่สอดงัดเข้าไปใต้เขาตัวเล็กได้แล้ว สามีเปลี่ยนข้าง ใช้ปลายไม้งัดไปที่ลำตัวเจ้าตัวใหญ่และออกแรงเล็กน้อยมันก็กระเด็นออก

เพียงอึดใจทั้งสองตัวตรงเข้าหากันอีก คราวนี้เขาของทั้งสองกำลังคัดง้างกัน ต่างดันกันไปมาเหมือนกวางชนเขากันอยู่

เป็นอย่างนี้อยู่นาน สามีเริ่มไม่สนุกจึงใช้ปลายไม้เขี่ยให้เขาแยกจากกัน เจ้าตัวใหญ่ได้เปรียบทันทีเมื่อแยกออก อาจจะเพราะใหญ่กว่า มันสอดเขาได้และยกเจ้าตัวเล็กให้ลอยขึ้น มันดันลากไปไกลพอดู เจ้าตัวเล็กซึ่งน่าจะยอมแพ้เพราะถูกถูรูดถูกังอยู่นั้น กลับอดทนไม่ยอมพลิกคว่ำหงายท้องง่ายๆ สามีขยับตัวตาม ไม่รู้เจ้าตัวใหญ่จะดันไปทางไหน เจ้าตัวเล็กก็ดันสู้อยู่พักหนึ่งก็หยุดนิ่งเหมือนจะยอมแพ้ ศึกคงจบลงแล้ว เขาคิด

จู่ๆ มีกว่างตัวที่สามปรากฏขึ้น ตัวใหญ่กว่าทั้งสองตัว โผล่มาจากกองซากไม้ จะว่าวิ่งเร็วก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าเพราะสามีไม่เคยเห็นกว่างวิ่ง ทันที่ที่เจ้าตัวเล็กและเจ้าตัวใหญ่เห็นตัวที่สามตรงเข้ามา ต่างหยุดการประจันหน้ากัน

อย่างไม่คาดคิด! เจ้าตัวใหญ่ปล่อยตัวเล็ก เจ้าตัวเล็กที่ดูเหมือนจะยอมแพ้ เมื่อได้รับการปล่อยก็หันหลังวิ่งไปอีกทาง เจ้าตัวใหญ่ก็เช่นกัน หันกลับไปอีกทาง ต่างไปคนละทาง ไอ้ตัวที่สามหยุดมองดูหันไปทางนี้ทีทางนั้นที แล้วมันก็หันกลับไปคนละทางกับสองตัวแรก!

สามีหัวเราะที่เจ้าสองตัวแรกหยุดประจัญบานกันเสียดื้อๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเอาเป็นเอาตายกันไปข้าง

ทันใดนั้นภรรยาตะโกนเรียกว่ากะทิได้หรือยัง

นั่นนะสิ! สามีนึกขึ้นได้ ต้องออกไปซื้อกะทิแล้ว เป็นความสำคัญเร่งด่วนในตอนแรก มาเสียเวลากับเรื่องสองตัวนี้ตั้งนาน

คิดแล้วภรรยาก็โผล่หน้ามาพร้อมบ่นพึมพำว่าหลังโควิดนี่อะไรก็แพงขึ้นๆ น้ำกะทิสำเร็จรูปอย่างนี้หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ เธอบ่นเสียงดังว่า อะไรๆ ก็ขึ้น น้ำใจคนกลับไม่ขึ้น

สามีนึกตลกกับสติสะตังของตัวเอง ตอนแรกกังวลเรื่องที่จะจัดการกับชีวิตวันข้างหน้าอย่างไรดี จู่ๆ ภรรยาเรียกให้ไปซื้อกะทิ แล้วจู่ๆ ก็เห็นกว่างชนกัน จู่ๆ ภรรยาเรียกอีกพร้อมเสียงบ่นลอยมา ทำไมหนอความคิดของตนถึงได้จับจดถึงเพียงนี้ เขานึกขำ!

ทันใดนั้นเองเสียงภรรยาก็ดังแทรกขึ้นทำลายทำนบความคิดแตกกระสานซ่านเซ็น คราวนี้ภรรยาถึงกับขึ้นเสียง สามีรีบรับคำว่าได้แล้ว! ได้แล้ว! จะไปแล้วจ้ะ!

ที่ภรรยาบ่นเรื่องน้ำใจคนขึ้นมาอีก เธอคงหมายถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่เธอไปขอมะเขือพวงเพื่อนบ้านถัดไปสองซอยจะมาทำแกงเขียวหวานไก่รับประทาน แล้วกลับมาบ่นให้เขาฟังจนเขาเองเก็บไปฝันเมื่อคืน

ฉับพลันทันใดสามีก็นึกขันเพราะจำได้ว่าภรรยาเองนั่นแหละที่เล่าว่าแม่ค้าคนหนึ่งหน้าปากซอยมาขอตัดใบมะกรูดที่บ้านไปทำแกงขายเป็นประจำ ภรรยาทำตัวเป็นเพื่อนบ้านใจดีให้ฟรีไม่คิดตัง แม่บ้านเข้าบ้านได้ก็ตัดจนโกร๋น ไม่ใช่ครั้งเดียวแต่หลายครั้งแล้ว แถมแกยังไม่เคยได้อะไรตอบแทน เมื่อวานก็มาขอเหมือนเดิม ภรรยาจึงถามตรงๆ ว่าตัดไปทำอะไร แม่ค้าอ้อมแอ้ม

“เอาไปขายก็บอกมาตรงๆ สิ หนนี้ต้องคิดเงินละนะ” ภรรยาเล่าถึงตรงนี้ยังย้ำว่า ในเมื่อตัวเองก็เอาไปทำมาหากิน สามีได้แต่นึกในใจว่า มันก็พอกันละวะ

สามีเดินไปหยิบกางเกงยีนส์ในถังพลาสติกขึ้นมาแล้วล้วงในกระเป๋ากางเกงทั้งหน้าและหลังแต่ไม่พบกุญแจรถ จึงขึ้นไปหาในห้องนอน หาบนโต๊ะทำงาน หาอยู่หลายที่ในบ้านจนเจอวางบนกองนิตยสาร ยังสงสัยว่ามาอยู่ได้อย่างไร เผลอเพลินอ่านนิตยสารอยู่อีกพักใหญ่จึงนึกได้ว่าต้องไปซื้อกะทิ

สามีลงมาชั้นล่าง กำลังเปิดประตูรถ ภรรยาก็เดินถือแกงเขียวหวานไก่ใส่ถุงพลาสติกพร้อมหิ้วออกมายื่นให้ สามีแปลกใจพลางถามว่า “อ้าว ก็แม่ให้พ่อไปซื้อกะทิกล่องนี่ ทำไมทำเสร็จเร็ว” สามีสงสัย

“น้าตุ๊ก ข้างบ้านเรานี่ ได้ยินแม่ตะโกนเรียกให้พ่อออกไปซื้อกะทิ เลยโผล่หน้ามาเรียกแม่ทางหลังบ้าน แกเอากะทิให้แม่กล่องหนึ่ง บอกว่าเอาไปใช้ก่อน แกมีเยอะ ซื้อแล้วค่อยมาคืน แม่บอกไม่เป็นไร แกไม่ยอม จะให้รับให้ได้ แม่ก็เลยไม่อยากขัดศรัทธา”

สามีพยักหน้ารับฟัง พลางอ้าปากหาว “แล้วพ่อต้องไปมั้ยนี่”

“เอาแกงสองถุงนี่ให้น้าตุ๊กกับป้าพวง”

“ป้าพวงเจ้าของมะเขือพวงที่คิดเงินแม่เนี่ยนะ!”

“เออน่ะ เอาไป ไม่ต้องพูด” ภรรยาเริ่มเสียงแข็งอีก

“ทำไมล่ะแม่ อย่างนี้มันการเมืองชัดๆ”

“การเมืองบ้าบอคอแตกอะไรของพ่อ!!” ภรรยาเสียงแข็งพลางจ้องหน้าเขม็ง

สามีได้แต่ยื่นมือรับ ภรรยาหันหลังกลับเข้าบ้านไปแล้ว แต่สามียังยืนมองแกงเขียวหวานไก่สองถุงในมือ แล้วนาทีนั้นเองที่เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น มองดูหน้าจอก็เห็นเป็นสายของอดีตเจ้านายโทรมา นี่บังคับให้กูออก แล้วยังโทรมาทำไม สามีคิด ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับแต่ก็รับ “มีอะไรครับ หาเรื่องให้ผมออกแล้วยังโทรมาทำไม”

“ที่ออฟฟิศมีคนเป็นโควิด คุณอย่าลืมกักตัว 14 วันละกัน แค่นี้แหละ” อดีตหัวหน้าพูดจบก็วางสาย ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“เร็วเข้า! จะโอ้เอ้ไปถึงไหน” เสียงภรรยาลอยมาปะทะ ทำเอาสามีสะดุ้งสุดตัว #

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here